อนุชา เปิดข้อตกลงไทย-อียู เน้นประโยชน์เศรษฐกิจและนวัตกรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

อนุชา บูรพชัยศรี หารือเกี่ยวกับร่างความตกลงหุ้นส่วนและความร่วมมือแบบเบ็ดเสร็จระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยเน้นประโยชน์ที่ประเทศไทยและประชาชนจะได้รับจากการเจรจา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม พร้อมชื่นชมความสำเร็จจากการเจรจานานกว่า 20 ปี และเรียกร้องการสนับสนุนองค์ความรู้และทรัพยากรเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงยกระดับสถานะไทยในเวทีโลกผ่านความร่วมมือดังกล่าว

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้รัฐสภากำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของร่างกรอบความตกลงว่าด้วย ความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิก กับราชอาณาจักรไทย ภาษาอังกฤษก็คือ Thailand-EU Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement เราเรียกกันย่อ ๆ ว่า PCA วันนี้ตั้งแต่เช้าเรามีการพูดคุยกันอยู่ แล้วก็มีการนำเสนอในข้อกังวลหลาย ๆ ส่วน สิ่งที่ผมมีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับร่างกรอบตรงนี้ ก็อยากที่จะเน้นไปด้วยเวลาที่จำกัดตรงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยและคนไทยจะได้ประโยชน์ อะไรจากร่างกรอบตรงนี้ในการตกลงกับทางด้าน EU

เริ่มแรกเลยครับ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ที่เราเรียกกันว่า Best Practice ซึ่งเราไม่สามารถที่จะเรียนรู้ จากใครได้เลย ถ้าเขาไม่ให้ความร่วมมือในการที่จะถ่ายทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งของทางด้าน สหภาพยุโรป ในการที่จะนำมาใช้ที่สำคัญตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แน่นอนครับ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนกำลังอยากที่จะทราบว่า รัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นมาใหม่ จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง เป็นการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทย แล้วก็ประชาคม ASEAN ด้วยเช่นเดียวกันในฐานะสมาชิกของเราที่เป็นอยู่ จะเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนไทย ตลอดจนพัฒนาระบบจัดการในประเทศให้มีความทันสมัย แล้วก็ มีความเป็นสากลมากขึ้น จะนำไปสู่โครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากมายหลายอย่าง โดยทั้ง ๒ ฝ่าย มี PCA เป็นกรอบในการที่จะเดินหน้ากันไปในการที่จะรองรับการดำเนินการ ต่าง ๆ จากการประชุมในครั้งนี้ที่ทางรัฐสภากำลังจะได้เห็นชอบ จะเป็นการยกระดับ มาตรฐานการดำเนินนโยบายด้านต่าง ๆ ของไทย เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอด เรื่องขององค์ความรู้ ซึ่งสำคัญมากในโลกเทคโนโลยี และโลก AI ในปัจจุบัน จะเป็นการ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติอย่างที่ว่า เป็นเลิศในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เรื่องของการที่จะมีการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของการสื่อสาร การพัฒนาที่จะเป็น เรื่องของ Development Sustainable หรือไม่ ประเด็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ แล้วก็เรื่องของการประมง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลังงาน สิทธิและเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ทุกอย่างนี้คือกรอบที่ประเทศไทยจะเข้าไปเพื่อที่จะเจรจาพูดคุยกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่อที่จะให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากทางด้านสหภาพยุโรปมาถึงประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนไทยจะได้รับแน่นอนครับ หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ ส่วนที่รัฐบาลจากนี้ไป หลังจากที่วันนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งก็เป็นเรียกว่า Handle สุดท้ายหรือว่าเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่เราจะให้กับทางด้านรัฐบาลได้เดินหน้า อย่างเต็มที่ ให้กับทางด้านข้าราชการได้ไปพูดคุยในกรอบอย่างที่ว่านี้ เพราะฉะนั้น ความร่วมมือมากเลยครับ หลาย ๆ ท่านพูดไปแล้วเรื่องของการค้า การลงทุน เรื่องของ ความมั่นคง รวมถึงแหล่งเงินสนับสนุน และทุนการศึกษาที่จะมาจากทางด้านสหภาพยุโรป ในหลาย ๆ ส่วนด้วย ด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องของสิ่งแวดล้อม เมื่อสักครู่นี้ที่ได้กล่าวไป ทั้งหมดแล้ว แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันว่า เรื่องนี้มันมี Timeline มาตั้งแต่เมื่อประมาณสัก ๒๐ ปีที่แล้ว สิงหาคม ๒๕๔๗ ผมไม่แน่ใจว่า บังเอิญวันนี้เรากำลังพิจารณาเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ ผ่านมา ๒๐ ปีครับ ขออนุญาตขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ต้องบอกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องนี้มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๖๒ ปลายปีแล้ว มีการพูดคุย ตลอดว่า ทำอย่างไรที่เราจะเร่งการดำเนินงาน ผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเร็ว สไลด์ต่อไปครับ นี่คือที่มาครับ จริง ๆ วันนี้มันเป็นการที่ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่าง ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปแล้วนะครับ ได้มีการเซ็นลงนามกันไปแล้ว เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๖๕ โดยท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านดอน ปรมัตถ์วินัย ในขณะนั้นทางด้านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไปในนาม ของการที่เป็นสักขีพยาน และแน่นอนก็คือในส่วนของที่เกี่ยวกับทางด้านผู้ที่ให้ความเห็นชอบ ในขณะนั้นก็คือ ผู้บริหารสูงสุดของสหภาพ EU แล้วก็มีการพูดคุยกันครับ ให้ความเห็นชอบ กันอย่างดีมาก บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ผมเองมีโอกาสได้พูดคุยในที่ประชุมที่เรียกว่า ผู้นำสูงสุด นั่งอยู่ตรงนั้นได้ยินกับหูถึงเรื่องของการที่เขาชื่นชมประเทศไทย ชื่นชมความเป็นผู้นำ ใน ASEAN ของประเทศไทย ชื่นชมในเรื่องของการที่เรามีจุดยืนที่ชัดเจน ผมมีโอกาสที่จะได้เห็น การทำงานด้วยในหลาย ๆ ส่วนของทางด้านข้าราชการประจำ ซึ่งวันนี้ผมก็ต้องบอกครับว่า ผมอยากที่จะขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งในส่วนของข้าราชการที่ทำงานมาตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา ด้วยความอดทนอดกลั้น แล้วก็ด้วยความรู้ ความสามารถที่ท่านได้ไปเจรจาในเรื่องของ กรอบความร่วมมือตรงนี้ ในสิ่งที่สำคัญร่างกรอบความตกลงนี้ต้องบอกว่า ณ วันนี้มีหลายส่วน ที่จะเป็นประโยชน์ อย่างที่ผมบอกกับทางด้านประเทศไทย แล้วสิ่งที่สำคัญก็คือว่า รัฐบาล ที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลที่ผมหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จะยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศ และพี่น้องชาวไทยในการที่จะไปเจรจาเรื่องอื่น ๆ หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบในวันนี้ แล้วก็มุ่งยกระดับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศให้ก้าวหน้า ซึ่งในส่วนของที่ลงนามไปแล้ว ในส่วนของ PCA ที่ผมพูดถึงว่ามีการลงนามไปแล้วเกือบ ๒ ปีกับสหภาพยุโรป นอกจาก ที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปแล้วยังจะช่วย เพิ่มโอกาส เพิ่มช่องทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงบทบาทของไทยในเวที ระหว่างประเทศอีกด้วย เพราะฉะนั้นผมในวันนี้จากที่ได้มีโอกาสได้เคยร่วมงานอยู่ในส่วนของ การที่มีการบริหารฝ่ายรัฐบาล ณ วันนี้มีโอกาสได้มาทำหน้าที่ครบ Loop ในการที่จะลงมติ อนุมัติให้เกิดความเห็นชอบอย่างสมบูรณ์แบบในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ต้องบอกว่าขอบคุณ อีกครั้งหนึ่งครับ หน่วยงานทุกหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องที่เราเรียกว่า ทีม Thailand ทีมประเทศไทย โดยการนำของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ความร่วมมือจากทุก ๆ กระทรวง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวง ความมั่นคงต่าง ๆ ในความพยายามตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา จนสามารถ ก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายนำไปสู่การดำเนินงานกับทางด้านความร่วมมือ ที่เราจะเดินหน้าจากนี้ไป ด้วยข้อตกลงของ PCA กับสหภาพยุโรปได้ในที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ