ภัณฑิล น่วมเจิม อภิปรายสนับสนุนกรอบความตกลงความร่วมมือไทย-สหภาพยุโรป โดยตั้งข้อสังเกตถึงความพร้อมของไทยในด้านกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการค้าอย่างเป็นธรรม พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับข้อตกลงการค้าเสรี เผยความกังวลต่อปัญหาสิทธิบัตรยาที่ถูกบริษัทต่างชาติครอบงำ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ยากขึ้นและราคายาสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวเปิดโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ต้องมีการปรับตัวอย่างทันท่วงทีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและป้องกันความเสียหายต่อประเทศ
เรียนท่านประธานวันนี้ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมอภิปรายสนับสนุน พร้อมตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับร่างกรอบความตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน Thailand-EU Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Thai-EU PCA ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป ในหลายมิติ และมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย หลายคนมองว่านี่เป็นโอกาส ของประเทศไทยที่จะได้เข้าสู่ตลาดโลก จากการได้รับผลประโยชน์จากการค้าขายกับประเทศ ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก รวมถึงปูพรมไปสู่การเปิดการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขต Schengen หรือแม้กระทั่ง การร่วมมือทางการศึกษา อย่างเช่น โครงการ Erasmus ซึ่งผมเองก็ได้เคยเข้าร่วม เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนขณะที่ศึกษาในประเทศสหภาพยุโรป แต่คำถามคือ มันใช่เป็นแบบนั้น จริงหรือที่มันจะมีแต่ข้อดี รัฐบาลไทยมีเจตจำนงทางการเมืองหรือไม่ ทั้งในเรื่องการเคารพ หลักประชาธิปไตย ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมหลักนิติรัฐ นิติธรรม ค่านิยมพื้นฐานในเรื่อง ความเท่าเทียม ความเสมอภาคระหว่างเพศ อีกหลายกรณีตัวอย่าง เช่น ประเด็นนักโทษ คดีทางการเมือง รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยสหภาพยุโรปเขาติดตามสถานการณ์ การเมืองในไทยอย่างใกล้ชิดนะครับ ท่าทีของรัฐบาลไทยที่ผ่านมาในประเด็นรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งสหภาพยุโรปเขาให้ความสำคัญ เราก็เฉย ไม่ได้มีท่าทีที่ชัดเจน ความพร้อมของประเทศไทย ในเรื่องกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ข้อกฎหมายในการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ ทำลายป่า EUDR Deforestation Regulation รวมถึงสินค้าหลัก ๆ ของเราหลายตัว สินค้ายางพารา น้ำมันปาล์ม เขาดูไปตลอดจนถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดว่า Source Origin มันมาอย่างไร เราได้เตรียมการเรื่องนี้อย่างดีหรือยัง ไม่ใช่เราก็อยากจะไปลงนาม มันมี ข้อดีละครับ สนับสนุนในเรื่องหลักการที่จะไปลงนามปฏิญญาตัวนี้ แต่ว่าความพร้อมของเรา มาตรการ การปรับลดคาร์บอนก่อนผ่านแดน CBAM : Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งสหภาพยุโรปเขาเข้มงวด แล้วเอาจริงเอาจังในการใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ผู้ประกอบการไทยเราจะรับมืออย่างไร มันมีหลายเรื่องเลยที่อยู่ในสรุปตัวรายงาน การต่อต้านการทุ่มตลาด Anti-dumping ซึ่งยังไม่ได้พูดถึง ยกตัวอย่าง กรณีการนำเข้าสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านมา ซึ่งเราโดนกระทำ แต่คราวนี้ถ้าเกิด เราจะส่งออกไปยุโรป แล้วเขามีมาตรการเหล่านี้เรามีมาตรการที่จะ Counter อย่างไร การส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด ส่งเสริมการลงทุนที่โปร่งใส ส่งเสริมนโยบายการแข่งขัน ทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ นี่คือปัจจุบันเรื่องแข่งขันทางการค้าเรายังมีการผูกขาด ในประเทศ แล้วเราไปลงนามในเรื่องพวกนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไร เราจะ Ensure ประเทศคู่ค้าเราได้อย่างไรว่า การลงทุนเข้ามาเขาจะสามารถแข่งขันได้อย่าง Fair and Free ยังไม่ได้พูดถึงทางเรื่องภาษี คือถ้าเกิดเป็นผู้ประกอบการจากยุโรปเข้ามาลงทุน เขาก็อยากจะ เสียภาษีถูกต้อง แต่ในประเทศของเรา SMEs ผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบภาษีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร มาตรการต่อต้านการทุจริตด้านศุลกากร ปัจจุบันนี้ยังเต็มไปหมดเลยครับ ทั้งเรื่องหมูเถื่อน เรื่องรถนำเข้าอิสระ กรมศุลกากรเราก็มีปัญหาเยอะ ต่อต้านการปลอมแปลง สินค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านไปเดินสิครับ ย่านสุขุมวิท อโศก นานา ยังเต็มไปด้วย ของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ คือเราสัญญาว่าจะทำอย่างโน้น อย่างนี้ แล้วในประเทศเรา เราทำได้ หรือเปล่าจริง ๆ มิติด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในการค้า Digital ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ก็ยังมีปัญหาอีกหลายมิติเลยนะครับ สัดส่วนนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนทางเลือกที่สะอาด เช่น พลังงานชีวภาพ ชีวมวล ลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ บริการด้านพลังงานที่มีราคา ที่ยอมรับได้ อันนี้เราทำได้หรือเปล่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเท่าเทียม การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ สารเคมี ปัญหาอีกเยอะเลยนะครับ ก่อนอื่น ต้องยอมรับครับ EU เป็นเจ้ากฎระเบียบที่กำหนดกรอบกติกาด้วยมาตรฐานที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม แรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร ตัวอย่างเช่น Farm to Fork Strategy ที่ควบคุมด้วยการคำนวณภาษี การปล่อยก๊าซ หรืออัตราการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี ๒๐๓๐ ที่กำหนดโดยองค์การ UN สหประชาชาติ หากไทยต้องร่วมมือและเข้าสู่ตลาด EU เราจำเป็นต้องปรับตัว เราพร้อมที่จะสอดคล้องกับกติกาเหล่านี้ หากทำตามไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบครับ เราอาจจะต้องเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจนะครับ รวมถึง การกีดกันทางการค้า อย่าลืมนะครับ ในทุกข้อตกลงจะมีผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทางผลประโยชน์ การเจรจาต้องละเอียดรอบคอบ เข้าใจว่าทำกันมานาน กว่าจะมาผ่านมติ ครม. เมษายน นี่ก็ผ่านมาเนิ่นนาน ต้องคำนึงถึงจุดแข็ง จุดอ่อนประเทศเราเอง ยกตัวอย่าง เกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมซึ่งอาจจะเป็นผู้เสียผลประโยชน์ก็ได้ เมื่อพบว่าผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมาก หลายหมื่นคนอาจต้องเจอปัญหารายได้ที่ลดลงหลักพันล้าน เพราะว่า Productivity ของประเทศที่เราลงนามด้วยเขาสูงกว่า เขาก็จะสามารถส่งเข้ามาในราคาที่ต่ำลง และใกล้เคียงมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายที่เราต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
อีกประเด็นหนึ่งครับ เรื่องสิทธิบัตรยา ประเทศไทยได้ตอบรับข้อตกลง เรื่องขององค์การค้าโลก WTO ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง เมื่อปีที่แล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของยาในประเทศเป็นยานำเข้า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้ขอจด สิทธิบัตรยา เป็นบริษัทต่างชาติจากอเมริกาและยุโรป ข้อกังวลเมื่อมี FTA ขึ้นจะมีการ เรียกร้องที่เข้มงวดมากขึ้น อาจจะส่งผลต่อการผูกขาดสิทธิบัตรยา มีความยาวนานถึง ๒๐ ปี ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ยากขึ้น ราคายาอาจสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ประชากรหลายสิบล้านคน พึ่งพาระบบประกันสุขภาพ สปสช. ซึ่งใช้งบประมาณหลัก แสนล้านบาทต่อปี กว่าครึ่งของงบนี้ใช้ไปกับค่ายา หากมีการผูกขาดยาเข้มงวดมากขึ้น ประชาชนต้องเผชิญกับภาระที่หนักหน่วงมากขึ้น ในขณะที่เรามุ่งเน้นเรื่องประโยชน์ ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในการเปิดเสรีทางการค้า เราต้องไม่ลืมว่า การปรับปรุง ตัวกฎหมาย กฎระเบียบภายประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งภาครัฐและสภาผู้แทนราษฎรต้องทำความเข้าใจ แล้วก็ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดกฎหมายให้สอดคล้อง หากทำได้อย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพ โอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Supply Chain ระหว่างไทยกับ EU จะมี มากมาย แต่หากล่าช้าโอกาสนี้อาจจะตกไปอยู่กับประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งเรา อย่างเช่น เวียดนามหรือสิงคโปร์ที่มีความพร้อมมากกว่านะครับ การเปิดเสรีทางการค้าเป็นดาบสองคม ไม่ใช่มีแต่ข้อดีนะครับ แม้ว่ามันจะเปิดโอกาสให้เราส่งออกสินค้าไปยุโรปได้โดยไม่ต้อง เสียภาษี แต่ในทางกลับกันมันก็เปิดประตูสินค้าจากยุโรปเข้ามาแข่งขันกับประเทศเราได้ การค้าระหว่างประเทศไทย สหภาพยุโรป มีมูลค่าถึง ๔๔ พันล้านยูโร ซึ่งหมายความว่า เมื่อเปิดสินค้าและสินค้าคุณภาพสูงยุโรปจะสามารถแข่งขันกับประเทศไทยได้ทันที ซึ่งสินค้าไทยที่มีต้นทุนต่ำกว่ามันไม่ได้หมายถึงว่า เราจะได้เปรียบนะครับ บางทีเราต้องเจอ แรงกดดันเกี่ยวกับ Trade barriers ต่าง ๆ ซึ่งไทยอาจจะเสียเปรียบในเวทีการค้าโลก หากปรับตัวไม่ทัน เราก็อาจจะมีปัญหา เพราะว่ามันก็มีคนที่ไปเซ็น FTA กับยุโรปก่อนหน้าเราแล้ว ตั้งหลายเขตเศรษฐกิจนะครับ
สุดท้ายครับ ข้อตกลงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงข้อตกลงร่วมมือทางการค้า แต่เป็นการ เปิดโอกาสให้เราพัฒนาตัวเอง ให้มีความพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เราต้องหา จุดที่เราแข็ง ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้มีการจัดประชุม Dialog ในประเด็นวาระต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ลดจุดอ่อนของประเทศเรา หาสมดุลในเรื่องของผลประโยชน์จากข้อตกลงฉบับนี้นะครับ อย่างไรก็ตามหากกฎหมายนโยบายไทยไม่สามารถปรับตัวทันเวลาได้ โอกาสเหล่านี้อาจจะ เป็นของประเทศอื่น ๆ การเจรจาระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปอาจจะต้องทำด้วย ความรอบคอบและรอบด้านมากที่สุด ขอบคุณครับ