รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗

วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ เสนอการขยายความร่วมมือกับสหภาพยุโรป เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเสนอกรอบความตกลง PCA กับสหภาพยุโรปและภาคีสมาชิก และเรียกร้องการพิจารณาให้กฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และแก้ไขปัญหาปฏิรูปภาคการประมง

นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ตามกรอบความร่วมมือ PCA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และภาคีเครือข่ายสมาชิกนั้น สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศ ที่มีความสำคัญต่อไทย เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ตลาดสินค้า และบริการ ของโลกแล้ว สหภาพยุโรปก็ยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีสีเขียวด้วย และเป็นผู้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานโลก ในหลายด้าน ถ้าหากกรอบความตกลง PCA มีผลบังคับใช้ก็จะเพิ่มโอกาสแก่ประเทศไทย ในการขยายการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุน จากประเทศในสหภาพยุโรป และภาคีสมาชิกอีก ๒๗ ประเทศ รวมถึงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ ความร่วมมือรอบด้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่เติบโตมีความสามารถในการแข่งขันได้มาตรฐานสากล เพื่อยกระดับการค้าและการลงทุน ทางด้านการค้า และการลงทุนตามกรอบความตกลงของ PCA ซึ่งมีข้อที่เกี่ยวข้อง กับการส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างกันจำนวนหลายข้อ ในประเด็นการค้า การลงทุน เพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด ส่งเสริมความโปร่งใส รวมทั้งการหารือเพื่อหาทางออกสำหรับ ปัญหาทางการค้าอีกด้วย และความร่วมมือกันในด้านมาตรฐาน กฎระเบียบ เทคนิค กระบวนการตรวจสอบรับรอง ให้มีการเสริมขีดความสามารถทางเทคนิค และความร่วมมือ นอกจากนี้ยังมีข้อบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ ด้านการอำนวยความสะดวก ทางการค้า การลงทุน และนโยบายด้านการแข่งขัน ประการสำคัญนะคะ กรอบความตกลง PCA นี้ จะเป็นบันไดนำไปสู่การเปิดการเจรจาการค้าเสรี FTA ระหว่างไทยกับ EU และอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากกรอบ PCA มีความสำคัญกับทวิภาคี ทราบว่ารัฐบาลไทย ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนได้ทราบถึง ผลประโยชน์ไปบ้างแล้ว ที่จะได้รับในสนธิสัญญา PCA มาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสหภาพยุโรป มีมติให้เราฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ EU ขึ้น ดิฉันจึงมองว่า เป็นโอกาสที่ดี ของประเทศไทยที่จะสร้างความเชื่อมั่นในด้านการค้า การลงทุนกับนานาประเทศ โดยภาครัฐต้องมีความพร้อม เช่น การปรับกฎระเบียบของประเทศให้ทันสมัย ทันเวลา ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนได้รับประโยชน์ในการสร้างมาตรการของประเทศไทยในเรื่องต่าง ๆ ไปด้วยกัน

แต่ดิฉันก็มีข้อสังเกต ในการนี้ที่ได้รับฟังจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ที่ได้ให้เกียรติมาชี้แจงในประเด็นที่ว่า เมื่อกรอบ PCA มีผลบังคับใช้แล้วนั้น ประเทศไทยเราไม่ต้องออกกฎหมายเพิ่มเติม เนื่องจากการดำเนินการด้านต่าง ๆ ของประเทศเรามีความสอดคล้องกับ PCA เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดิฉันจึงมีข้อห่วงใย ในภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการขนาดย่อม อาจได้รับผลกระทบ จากการยกระดับมาตรฐานการค้า ในเรื่องของกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรค อยู่บ้าง ดิฉันขอฝากให้รัฐบาลช่วยพิจารณาในส่วนของกฎ ระเบียบให้มีความเอื้ออำนวย กับภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว ท่านประธานคะ จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมา EU ในฐานะ ผู้นำเข้าสินค้าประมงรายใหญ่ของโลก ได้หันมาเข้มงวดกับการทำประมงผิดกฎหมาย ของประเทศทวิภาคีต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลโดยตรง จึงเป็นที่มา ในภาคของการประมงของไทย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ชาวประมง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ประมง ต้องปรับตัว แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาปฏิรูปภาคการประมง ซึ่งรวมถึงแนวทางการ จัดการประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้า และการลงทุนในด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน จึงเห็นได้ว่าการสร้างความเข้าใจให้ กับภาคประชาชน เพื่อให้ตระหนักถึงมาตรการสากลอย่างรอบด้าน รัฐบาลเพิ่มช่องทาง ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รับรู้ในเหตุผลที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ความผูกพัน ตามกรอบความตกลง PCA กับสหภาพยุโรปและภาคีสมาชิก ดิฉันหวังว่า กรอบความตกลง ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน หรือกรอบความตกลง PCA ซึ่งรัฐสภา กำลังจะพิจารณาในวันนี้ เมื่อมีผลผูกพันกับประเทศภาคีแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อนโยบาย ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และสร้างความผาสุกให้กับประเทศได้ยั่งยืนต่อไป ขอบคุณค่ะ