ถวิล เปลี่ยนศรี หารือถึงบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาในการพิจารณานายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องคำนึงถึงคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และโดยเฉพาะคุณธรรมจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 ข้อ (4) และ (5) โดยตั้งข้อกังวลต่อพฤติกรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อที่อาจเกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีและใช้ช่องว่างทางกฎหมาย พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและป้องกันความเสียหายในระยะยาว
ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมแล้วก็พวกผม มาทำหน้าที่ในวันนี้ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ให้พวกผมมาทำหน้าที่ และพวกผม ก็มีเหตุผลที่แตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในการพิจารณาก็คงจะใช้ หลักเดียวกันไม่ได้ จะให้พวกผมโหวตตามน้ำไปตามสภาล่างโดยไม่คิดอย่างอื่นเลย ก็คงจะทำไม่ได้ ในฐานะของสมาชิกวุฒิสภา แน่นอนละครับว่าพวกเราย่อมจะมีเหตุผล ที่แตกต่างกันออกไป แล้วก็มีเหตุผลอยู่หลายเรื่องด้วยกันที่จะนำมาสู่การพิจารณา ความจำเป็นที่หลายท่านได้พูดถึงที่จะต้องมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว เพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่พี่น้องประชาชนรออยู่นั้นก็เป็นเหตุผลที่สำคัญ เหตุผล ที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามฉันทามติของพี่น้องประชาชนที่ได้ออกเสียงเลือกตั้ง ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญ ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเราไม่ได้ปฏิเสธเหตุผลเหล่านั้น หรือความจำเป็นเหล่านั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามเรามีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกนะครับ ที่สำคัญก็คือว่าเราควรจะมีนายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติอย่างไร จะต้องมีภาวะผู้นำแบบไหน จะต้องมีความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่จะนำประเทศไปสู่อนาคตที่ดีได้หรือไม่ มีนโยบายต่าง ๆ ที่ดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์และปัญหาของบ้านเมืองหรือไม่ รวมไปถึง สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ความประพฤติ คุณธรรมจริยธรรมของตัวนายกรัฐมนตรีเอง ว่ามีความเหมาะสม เหมาะควรหรือไม่ เหตุที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าผู้ที่เสนอชื่อเข้ามาในวันนี้ ไม่ได้มาเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ได้มาเป็นแค่ประธานกรรมการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ หรือบริษัทเอกชนแค่บริษัทหนึ่ง แต่ว่าเขามาเป็นหัวหน้าของประเทศนี้ เป็นผู้นำ ของประเทศนี้ โดยเฉพาะเหตุผลเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ผมไม่ได้พูดขึ้นเอง หรือ สว. เรากำหนดขึ้นเอง แต่กำหนดชัดอย่างที่หลายท่านได้พูดแล้ว ในมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ชัดเจนใน (๔) ซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นที่ประจักษ์ คือไม่ใช่สุจริต แบบธรรมดานะครับ สุจริตแค่ว่าเหมือนปุถุชนธรรมดาทั่วไป มีเรื่อง มีคดี เอกสาร พยานหลักฐานไปไม่ถึง กฎหมายเอื้อมไม่ถึงก็ถือว่าสุจริตแล้วนั่นไม่ใช่ ไม่ใช่คุณสมบัติ ของผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่าสุจริตจริง โปร่งใสจริงนะครับ (๕) ในมาตรานี้ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ สรุปแล้วก็คือว่า โดยเหตุผลของพวกผมที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาที่ต้องพิจารณา ประกอบในการลงคะแนนต้องพิจารณาหลาย ๆ เหตุผล ประกอบกันนะครับ
สำหรับเรื่องอื่น ๆ นั้นผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วนะครับ ในเรื่องของ วิสัยทัศน์ นโยบาย แนวทาง เรื่องของการจะแจกเงิน Digital ๑๐,๐๐๐ บาท แก่คนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป เงินเดือนปริญญาตรี ๒๕,๐๐๐ บาท ค่าแรง ๖๐๐ บาท อันนั้นก็ว่ากันไปครับ เรื่องของการที่จะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. ขึ้นมายกร่าง เรื่องพวกนั้นสำคัญนะครับ ผมไม่ได้คิดว่าไม่สำคัญ แต่ว่ามันก็ยังพอที่จะปรับเปลี่ยน ตกแต่ง อะไรกันไปได้ เรื่องรัฐธรรมนูญก็ยังไม่แน่ ผมอ่านนโยบาย อ่านแถลงการณ์แล้วก็ยังไม่ทราบว่า ท่านจะแก้ไขทั้งฉบับ จะแก้ไขทั้งหมด หรือจะแก้ไขบางมาตรา หรือจะยกร่างกันมา ทั้งฉบับ จะมี สสร. มาด้วยวิธีการไหน แล้วจะแก้ไขกันอย่างไรในข้างหน้า ซึ่งเรื่องพวกนี้ ผมขอยกเว้นนะครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดและให้ข้อสังเกตมามากแล้ว ผมขอกลับมา เรื่องคุณธรรมจริยธรรมตามมาตรา ๑๖๐ ว่าด้วยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะ เรียนอย่างนี้ครับ เรื่องของนโยบาย เรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องแนวทางความคิดในการบริหาร ประเทศนั้น ตัวคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นถึงแม้ว่าจะมีความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อ ถึงเวลาจริง ๆ ในการที่จะทำนโยบาย ทำแนวทางออกมาเขายังมีโอกาสที่จะไปปรึกษาหารือ ยังมีโอกาสที่จะไปปรับแต่งนโยบายความคิดพวกนั้นให้รอบคอบ รัดกุมมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ผมเน้นก็คือว่าคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันนี้ไม่มีที่ไหน ที่จะตกแต่งได้ มันติดมาในตัวตน มันอาจจะอยู่ใน DNA อยู่ใน Gene อยู่ในอุปนิสัย ที่เป็นอยู่แล้วหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาผมและบรรดาเพื่อนสมาชิกต่างก็ได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมาจากสาธารณะ จากมีผู้มายื่นเอกสารให้ จากผู้ที่ส่งข้อมูลเข้ามา ทางจดหมาย แล้วก็มีการเปิดเผยในทางสาธารณะต่อสื่อมวลชนมาเป็นลำดับในเรื่องของ ความซื่อสัตย์สุจริตการทำธุรกิจของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อในวันนี้ว่าอาจจะเป็นการใช้ เล่ห์เหลี่ยม ช่องว่างของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีค่าธรรมเนียม หรืออาจจะเป็นการใช้ การกระทำที่ยอกย้อน ซับซ้อนผ่านบริษัท หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนเป็น Nominee เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ไม่ควรจะได้ หรือจะเข้าข่ายฉ้อโกงผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ด้วยซ้ำไป อันนี้เราก็ได้หลักฐาน ได้ข้อมูลมาตลอด ผมฟัง ผมใคร่ครวญ ผมคิด ผมกลับไปวิเคราะห์ โดยรอบคอบ แล้วก็เห็นข้อเคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายประการ และที่สำคัญก็คือยังไม่เคย เห็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อหรือพรรคการเมืองที่เป็นผู้เสนอชื่อขึ้นมานั้นได้เอาหลักฐาน พยานต่าง ๆ มาชี้แจงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นหลายท่าน บอกผมว่าอย่าไปสนใจเลยเรื่องพวกนั้น ในที่สุดแล้วเขาก็จะได้รับการตรวจสอบด้วยกลไก ของสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การไปร้ององค์กรต่าง ๆ ที่จะลงโทษเขาทีหลัง หรือแม้แต่ กระบวนการทางกฎหมายในที่สุดเองนะครับ ผมมาพิจารณาโดยบทบาทหน้าที่ของผมเองแล้ว ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาในการที่เราปฏิญาณตนเข้ามาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ บ้านเมืองนะครับ เมื่อรับทราบแล้ว รู้แล้ว สาธารณชนก็ทราบในเรื่องพวกนี้แล้ว และผม ยังไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ เมื่อทำในบริษัท ทำในเอกชนได้แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าข้อกล่าวหา เหล่านั้นที่เป็นจริงนั้นจะไม่สร้างความเสียหายมากขึ้นเมื่อเข้าไปมีอำนาจในทาง บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทั้งตามกฎหมาย ทั้งทางตรง และทางอ้อม อีกมากมายที่จะทำอะไรให้เกิดขึ้นได้นะครับ เรื่องแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่รู้ไม่เห็นมาก่อนก็แล้วไป ก็ปล่อยวางให้กลไกต่าง ๆ ทำหน้าที่ต่อไปภายหลังนะครับ แต่นี่ผมทราบแล้ว พี่น้องประชาชนทราบแล้ว เพราะฉะนั้นคงจะมองข้ามหรือไม่ให้ ความสนใจไม่ได้นะครับ ก็ขอเรียนว่าแม้ว่าผมเองจะมีแค่ ๑ เสียงในรัฐสภาแห่งนี้ ก็จะขอทำหน้าที่ในการกลั่นกรองอย่างเข้มข้น อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อไม่ให้เกิด ความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองในวงกว้างออกไปในภายหลัง ขอบคุณครับท่านประธาน