เสรี สุวรรณภานนท์ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความรับผิดชอบในการพิจารณาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในประเด็นการบริหารบริษัทมหาชน การซื้อขายที่ดินผ่านตัวแทน การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต่างชาติ และการโอนเงินออกต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสและข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ อีกทั้งยังแสดงความกังวลต่อโครงการแจกเงินดิจิทัลทั้งในด้านแหล่งที่มาของเงินและผลกระทบต่อการคลัง รวมถึงท่าทีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยย้ำถึงความจำเป็นในการรักษามาตรการเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริงและเรียกร้องความชัดเจนว่าจะไม่แก้ไขเนื้อหาสาระในหมวดดังกล่าว
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ตั้งใจว่า จะพูด ๓๐ นาที ต่อมาก็เหลือ ๑๕ นาที ตอนนี้ก็ได้พูดเหลือ ๘ นาที ก็พยายามจะใช้เวลา ให้คุ้มค่าที่สุดนะครับ คือในส่วนที่จะพิจารณาเห็นชอบคุณเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จริง ๆ ตอนแรกฟังเสียงเหมือนจะไม่ผ่าน แต่ปรากฏตอนเช้าสื่อมวลชนมาถามบอก จะผ่านไหม เห็นท่าน สว. กิตติศักดิ์บอกว่าจะผ่าน ๑๐๐ คน ผมก็บอกไม่แน่ใจ แต่ในสภา นี่นะครับมันย่อมจะฟังเสียงกันออกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ก็เชื่อได้นะครับว่าแนวโน้ม ของคุณเศรษฐาในส่วนวุฒิสภานี้มีแนวโน้มสูงที่จะผ่าน แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ก็ยังไม่ทราบนะครับว่าคะแนนจะเป็นอย่างไร ก็คงด้วยความรู้สึกว่าสิ่งที่อยากกราบเรียน ต่อที่ประชุมว่าถ้าหากว่าผมตัดสินใจให้ผ่านมันง่ายมันก็ตามน้ำไป แต่ด้วยความรู้สึกว่า การจะพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็พยายามให้เหตุผลกับตัวเองว่าสิ่งที่จะตัดสินใจนั้น มันจะมีเหตุผลอย่างไรในการที่จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ จริง ๆ แล้วผมก็อยากจะฟังเสียง คุณเศรษฐาในที่ประชุมแห่งนี้ แต่ท่านก็ไม่นำเสนอให้มาตอบสมาชิก หรือมาแสดงวิสัยทัศน์ จริง ๆ ผมก็มีหลายเรื่อง เพราะว่าการจะพิจารณานั้นไม่ใช่แค่คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม อย่างเดียว เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าสมควรจะเป็นไหม สมควรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เห็นแล้วจะชอบหรือไม่ ควรหรือไม่ควร ซึ่งมีหลายเรื่องครับท่านประธาน จริง ๆ ก็อยากจะถามว่าการจะแก้ปัญหา Digital ที่พูดถึงนี่นะครับ แจกเงิน Digital ดังกล่าว เอาเงินจากไหน แจกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท คนร่ำรวยมหาเศรษฐีก็ได้เช่นเดียวกัน ทำไม ไม่แจกตรงเสียเลย ทำไมต้องไปผ่านกระบวนการ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นบริษัทที่ได้ถือครอง เงิน Digital หรือเปล่า หรือว่าจะต้องตั้งบริษัทมาบริหารจัดการหรือเปล่า มันก็มีคำถาม เยอะนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการแจกเงินให้ประชาชนผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ห่วงว่า เงินที่แจกนั้น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอามาจากที่ไหน แล้วถ้าหากเอามาแจกแล้ว จะกระทบกับการเงินการคลังหรือไม่ แล้วส่วนราชการบริหารส่วนอื่นจะเอาเงินจากที่ไหน มันจะเป็นปัญหากับประเทศหรือไม่ อันนี้ก็อยากฟังจากปากนะครับ
ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะฟังเสียงคนมาบริหารประเทศว่า จะแก้ปัญหาน้ำมันอย่างไร ประชาชนจะมีกินมีใช้อย่างไร จริง ๆ แถลงนโยบาย มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้มันต้องเป็นเรื่องที่ควรหรือไม่ควร มีความรู้ความสามารถไหม ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอะไร อย่างไร ก็เป็นคำถามที่อยากถาม แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมว่าสิ่งที่ทั้งพรรคร่วมไปแถลงไว้ผมก็มีคำถามอยู่ ส่วนหนึ่งซึ่งน่าจะสำคัญ พวกเราก็ยึดถืออยู่ตลอดนะครับว่า การจะแก้รัฐธรรมนูญ ที่จะไปกระทบกับหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์เราจะไม่เห็นด้วย ซึ่งท่านก็แถลงไว้ ในส่วนสุดท้ายนะครับว่า และยังคงไว้ในส่วนของหมวดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นหมายว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อจะแก้แล้วก็คงส่วนในหมวด เพราะฉะนั้นคำว่า คงส่วนในหมวด ท่านจะเอาหมวดไว้แล้วสาระไปแก้หรือเปล่า ก็ขอให้พูดให้ชัดว่า ถ้าจะคงหมวดไว้นั่นหมายความว่าต้องไม่ไปแก้สาระ เนื้อหาที่บัญญัติไว้อยู่เดิมก็คือ ต้องยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ พูดให้ชัด ถ้าพูดแบบนี้เขียนแบบนี้มันหลอก หลอกชาวบ้านได้ นึกว่าไม่แตะแล้ว แต่จริง ๆ แล้วท่านแฝงไว้นะครับ
ประการสำคัญ ท่านประธานครับ ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ผมว่าสิ่งหนึ่ง ที่เราไม่ได้พูดถึงเลยก็คือ เรื่องของที่คุณชูวิทย์เขาได้นำเสนอในเรื่องที่ท่านเศรษฐา ได้เป็นผู้บริหารบริษัทมหาชน และบริษัทนี้มีข้อครหาหลายเรื่อง ในเรื่องแรกคณะกรรมาธิการผม ไปตรวจเป็นเรื่องที่ท่านมีการโอนซื้อที่ดินมาจากคนที่มาโอน ๑๒ ชื่อ แต่ทำคนละวันกัน อันนี้มันก็เป็นคำถามว่าใน ๑๒ ชื่อดังกล่าวทำไมไม่โอนเสียวันเดียวกัน มันมีเหตุอะไร ทำไมต้องไปแยกโอน แต่ก็ให้ความเป็นธรรมครับ เพราะว่าในส่วนเดิมแต่ละคน ๑๒ คน เขาก็รับมาคนละวันอยู่แล้ว ก็ได้รับโอนจากการแบ่งสรรหุ้นอะไรนี่นะครับ แต่พอมาโอนขาย มันก็มีคำถาม แต่เรื่องแรกไม่เท่าไรครับท่านประธาน เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๓ ที่คุณชูวิทย์ เขานำออกมาเอามานำเสนอนี่นะครับผมว่าท่านต้องตอบให้ชัด เพราะว่า บริษัท แสนสิริ มาแถลง ผมเรียนตามตรงว่ามันยังไม่สามารถตอบสิ่งที่คุณชูวิทย์เขานำเสนอได้ ผมไม่ได้ดู ตัวบุคคลที่นำเสนอนะครับ อาจจะมีคนชอบ ไม่ชอบ อาจจะดูคุณสมบัติคุณชูวิทย์ ไม่น่าเชื่อถือหรือจะรังเกียจอะไรก็ตาม แต่ผมดูที่เนื้อหา เนื้อหาที่เขานำเสนอมันก็เป็น เรื่องน่าห่วงว่าในบริษัทมหาชน คือบริษัทที่ประชาชนไปถือหุ้นจำนวนมหาศาล มีกระบวนการ การซื้อที่ดินโดยซื้อในราคาที่ระบุว่าเป็นราคาท้องตลาด แต่พอไปดูตอนขายเป็นขายในราคาถูก แต่พอเวลาจะซื้อท้องตลาดก็ไปมีบริษัทมาอยู่ตรงกลางเป็น Nominee เป็นตัวแทน ไปซื้อราคาถูกแล้วก็เอาไปขายราคาแพงมันก็มีส่วนต่างอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องเหล่านี้ครับ ท่านประธาน ๒ เรื่องที่นำเสนอมานั้นเป็นเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจว่ามีเรื่องเหล่านี้ แล้วคนที่เป็น Nominee ก็มาจากบริษัทของมหาชนนี้ทั้งนั้น ดังนั้นผมว่าในกระบวนการการซื้อขายที่ดิน มันเป็นเรื่องของการกระทำก็จริง แต่มันเป็นเรื่องบุคคลที่ไปบริหารองค์กร ก็ห่วงว่าถ้าหาก นำเรื่องเหล่านี้มา ใช้วิธีการเหล่านี้มาบริหารประเทศมันจะมีเงินทอนกันตลอดไหม มันก็เป็นคำถาม แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๓ นั้นเป็นเรื่องพอบริษัทที่ได้เงิน มาแล้วปรากฏว่าไปเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างชาติ แล้วก็เอาเงินโอนไปต่างประเทศ มันก็เป็น คำถามที่ผมอยากให้ตอบให้ชัดเจนหรือตอบให้ได้ แต่หลักฐานของคุณชูวิทย์ผมเรียนตามตรง ผมพยายามดูหลายรอบมันเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่จะมา บริหารประเทศถ้าหากว่าไม่สามารถจะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นตัวอย่างว่าในส่วนอื่น ๆ บริษัทนี้เวลาซื้อที่ดินใช้บริษัท Nominee มากระทำการเช่นนี้ อยู่หลายเรื่อง หรือจำนวนมากหรือเปล่ามันเป็นคำถาม แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ส่วนสุดท้ายจะกราบเรียนว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีถ้าหากว่ายังมีเรื่องเหล่านี้มันเป็น ทุกขลาภ ถ้าหากว่าท่านยังมีพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้มาก่อนมันกลายเป็นเรื่องของ การที่จะต้องถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าผิดจริยธรรม แต่อย่างไรก็ตามมันก็มีกระบวนการอีก ที่บอกว่าเป็นทุกขลาภคือ ถ้าหากว่าท่านผ่านไป ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ ท่านก็ถูกตรวจสอบในคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญอีกไม่จบไม่สิ้น แล้วก็อาจจะสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือว่า ในกรณีที่ถ้าจะเป็นบุคคลมาบริหารประเทศถ้าหากว่า มีเรื่องเหล่านี้ผมเป็นห่วงเป็นห่วงบ้านเมือง เป็นห่วงว่าท่านอาจจะไปประสบเคราะห์กรรมอีก ในอนาคตข้างหน้าซึ่งไม่เป็นผลดีกับบ้านเมือง ผมไม่มีอคตินะครับ ไม่รู้จัก ไม่เคยคุย ไม่เคยพบ แม้สักครั้งเดียวก็ด้วยความเป็นห่วงในความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ในฐานะบุคคลที่ต้อง มาทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง หรือคัดกรองบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนที่จะ เป็นประโยชน์หรือรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ ก็จะต้อง นำเสนอในเรื่องเหล่านี้เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน