ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อภิปรายถึงเกณฑ์การพิจารณานายกรัฐมนตรี 3 ประการ ได้แก่ การได้รับเสียงสนับสนุนข้างมาก คุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ และความโปร่งใสในการประพฤติ เพื่อให้ได้ผู้นำที่เป็นของทุกคน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความกังวลต่อแนวคิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่าน สสร. ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่ามีปัญหาทั้งในเนื้อหาและกระบวนการ จึงเรียกร้องให้มีการชี้แจงความจำเป็น รายละเอียดการแก้ไข กระบวนการประชามติ และผลกระทบต่อสถาบันหลักของรัฐอย่างชัดเจน รวมถึงเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียในแง่เวลา ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต อภิปรายเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าวันนี้เราจะอภิปรายเพื่อให้เกิดการลงมติไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจให้บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีของเรานะครับ ผมมีความเห็นว่านายกรัฐมนตรี ต้องไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของเสียงข้างมากเท่านั้น แต่ว่าท่านต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ของคนทั้งประเทศ ท่านต้องเป็นนายกรัฐมนตรีของผม ของพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้ครับ การที่เราจะใช้เกณฑ์ ในการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ผมได้ให้ความเห็นซึ่งเพื่อน สว. ของผมหลายท่าน จำนวนมากก็เห็นด้วย แน่นอนเรามีแค่เพียง ๓ เกณฑ์เท่านั้นเอง
เรื่องแรก ก็คือว่ามี สส. ข้างมากสนับสนุนแล้วก็เสนอชื่อมา ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า มี ๓๑๔ จาก ๑๑ พรรคการเมือง ก็เข้าข่ายครับ เราก็จะต้องสนับสนุนท่านแน่นอน เพราะว่า เราไปเลือกเสียงข้างน้อยไม่ได้ เสียงข้างน้อยไม่มีเสถียรภาพ พัฒนาประเทศไม่ต่อเนื่อง แน่นอน
เรื่องที่ ๒ ก็คือต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีลักษณะต้องห้าม กรณีคุณเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เสนอมา ก็ยินดีครับไม่มีเรื่องค้างศาล ไม่มีเรื่องค้างองค์กรอิสระ ที่เราจะต้องรอให้เกิดการวินิจฉัยเข้ามา อย่างไรก็ดีก็มีประเด็นเรื่องผู้นำประเทศคนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติเป็นที่ประจักษ์ คุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริตอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นประเด็นนี้แน่นอนครับ มีประชาชนกล่าวหา มีประชาชนร้องเรียน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็ต้องรับฟัง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อเขา เห็นชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเราเขาก็เสนอข้อมูลพร้อมหลักฐานมา ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ก็จำเป็น สมาชิกรัฐสภาก็มาขยายความได้ มาถามให้เกิดความชัดเจนได้ เพื่อที่จะได้นายกรัฐมนตรีผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องสุดท้ายในหัวข้อก็คือว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของคน ทั้งประเทศ ท่านต้องขับเคลื่อนรัฐบาล พาคนทั้งประเทศไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ กับประชาชน ในเรื่องนโยบายที่ท่านหาเสียงมา รณรงค์ทั้งประเทศแล้วก็มีประชาชน เลือกท่านมาเป็นจำนวนมาก เป็นพรรคเสียงข้างมากนะครับ พรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับ ๒ ตรงนี้ผมไม่ติดใจในเรื่องนโยบายส่วนใหญ่ที่ประชาชนเลือกมา ท่านต้องขับเคลื่อนครับ เพราะว่าเป็นพันธกรณี เป็นพันธสัญญาที่มีต่อประชาชน อย่างไรก็ดีผมมีเรื่องหนึ่งที่จำเป็น จะต้องขออภิปรายเพิ่มเติม เพื่อขอความชัดเจน นั่นก็คือสิ่งที่ท่านไม่ได้ประกาศเป็นนโยบาย ไว้แต่แรก แล้วก็เมื่อมีการให้สัมภาษณ์คุณเศรษฐา ทวีสิน ท่านบอกว่าถ้าได้เป็น นายกรัฐมนตรีประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกท่านจะให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งฉบับ คำคำนี้มันแปลว่าอะไร มันแปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี ไม่ดีทั้งหมดเลยนะครับ เพราะว่าถ้าไม่ดีบางส่วนท่านก็ขอแก้บางส่วนได้ แต่เพราะว่ามันไม่ดีทั้งฉบับท่านเลยต้อง เขียนใหม่ทั้งฉบับ แล้วก็ประเด็นก็คือว่าผู้ที่จะให้มาเขียนท่านบอกว่า ให้มี สสร. สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาทำเฉพาะเรื่อง เอาอำนาจรัฐสภาที่มีหน้าที่ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้มี สสร. ไปร่างขึ้นมาใหม่ ตรงนี้ละครับ มันเป็นปัญหาทั้งในเรื่องเนื้อหาและวิธีการ ผมมีข้อกังวล แล้วก็เพื่อนสมาชิกวุฒิสภากังวล หลายท่าน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านก็ได้ให้เหตุผลรายละเอียดไปบ้างแล้ว พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ได้ให้ข้อห่วงใยแล้วก็ได้เสนอแนะเอาไว้แล้ว ผมเองก็อยากจะ ขยายความตรงนี้ครับ เมื่อท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อได้เป็นก็น่าจะทำ เรื่องเหล่านี้ให้ชัดเจน
ประการแรก การที่จะเสนอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ สสร. มายกร่างนี่ มีคำถามที่ต้องช่วยกันตอบให้ชัดเจนอยู่ ๖ ข้อ
ข้อ ๑ คือทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านจะต้องแก้เรื่องอะไรที่มันสำคัญ แก้เรื่องเหล่านั้นเพื่อให้ใครได้ประโยชน์อะไร เรื่องนี้ต้องชัดเจนนะครับ ท่านต้องเขียนให้ชัด ในเชิงเนื้อหา เนื้อหาในรายละเอียดที่จะต้องแก้นั้นมันมีมากแค่ไหนครับ มันมีมาก ที่จะต้องทำทั้งฉบับหรือไม่ตามที่ผมได้กล่าวไว้ บางมาตราคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง คนที่มีประสบการณ์ในรัฐสภา สว. หลายท่านท่านก็บอกไว้ว่าอันตรายนะครับ นอกจากเรื่อง สถาบันหลักของชาติแล้วก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ บางคนยกขึ้นมาว่า มาตรา ๑๔๔ เรื่องแทรกแซง งบประมาณ โดย สส. สว. เรื่องของมาตรา ๒๓๕ เรื่องจริยธรรม ประพฤติมิชอบทุจริต ที่ให้เกิดคดีนักการเมืองทุจริตแล้วต้องขึ้นศาลอาญา แผนกคดีอาญานักการเมือง ตรงนี้ ท่านจะเอาอย่างไร แล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติโดยสภา จะมี ๒ สภา สภาเดียว ฝ่ายบริหารมีขอบเขตอะไร อย่างไรนะครับ นโยบายจะกว้างขวางแค่ไหน เลือกอะไรมาทำก็ได้ใช่หรือไม่ การปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ดี ไม่จำเป็น ต้องยกเลิกใช่หรือไม่ อย่างไรนะครับ เรื่องเหล่านี้จำเป็นจะต้องขยายความ
อันต่อไปก็คือว่า วิธีการที่จะทำตามรัฐธรรมนูญมันจะทำได้อย่างไรในเมื่อ มาตรา ๒๕๖ ที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยแล้วในคราวที่แล้วที่มีคณะ สส. ได้เสนอมานะครับ เรื่องนี้ก็เป็น ประเด็นปัญหา เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะให้ทำประชามติท่านต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นท่านจะเอาคำถามอะไรไปถามประชาชน การที่มีมติ ครม. ท่านจะให้ทำประชามติ เพื่อปรึกษาหารือประชาชนทั้งประเทศใช่ไหมครับว่า ควรจะทำอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ อย่างกว้าง ๆ หรือต้องมีรายละเอียด ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ
สุดท้าย ในเรื่องรัฐธรรมนูญเราจะต้องเปรียบเทียบนะครับว่า สิ่งที่เราจะได้มา จากการแก้แบบของท่านที่ท่านเสนอ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการอื่นอะไรจะต้อง เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากัน และอะไรที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ผมคิดว่าเรื่องนี้ ต้องพูดให้ชัดนะครับ แล้วก็เรื่องนี้ทั้งเรื่องคุณสมบัติ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ความสามารถในการนำพาประเทศแล้วเรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ ๒ เรื่องนี้ครับ ถ้าอธิบายไม่ได้ชัดเจนท่านก็จะได้รับเสียงสนับสนุนที่น้อยลง ขอบพระคุณครับ