วันชัย สอนศิริ ยืนยันเจตจำนงโหวตให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคที่รวมเสียงข้างมาก โดยอ้างเหตุผลหลักประชาธิปไตยและความต้องการของประชาชน พร้อมทั้งหารือเรื่องความขัดแย้งในสังคม เสนอว่ารัฐบาลจาก 11 พรรคการเมืองเป็นแบบสลายขั้วสีเพื่อปรองดอง และยืนยันหลักการที่ผู้สมัครต้องบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเองนั้นได้ประกาศแสดงเจตจำนงมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งว่า ใครรวมเสียงข้างมากได้ สว. วันชัย สอนศิริ จะโหวตให้กับนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมือง เหล่านั้น และผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ผมประกาศเจตจำนงทั้งก่อนและหลัง เลือกตั้งว่าสนับสนุนกับพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากนั้น ด้วยเหตุผลว่า ๑. เป็นไปตาม หลักประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนบ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แม้อาจจะ ยังไม่เต็มใบเต็มที่นัก และจะต้องเต็มใบต่อไป ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งก็สนับสนุนให้ กับเสียงส่วนใหญ่อันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเมื่อรวมเสียงข้างมากได้ ก็ถือว่าเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง
และประการที่สำคัญครับท่านประธาน เป็นการลดความขัดแย้งในสังคม ในบ้าน ในเมือง และเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่าการตัดสินที่จะให้ ใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นอยู่ที่สมาชิกรัฐสภา ๗๕๐ คนนี้ มิใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างขึ้นมา ว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ถูกต้อง คนนั้นไม่มีคุณสมบัติใช้ไม่ได้ แล้วคน ๗๕๐ จำเป็นต้องเชื่อ คนคนนั้นซึ่งไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาหรือ เพราะฉะนั้นเสียง ๗๕๐ ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเสียงชี้ขาดว่า ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างแล้วเราก็ตัดสิทธิคนคนนั้น นี่คือหลักการที่ผมถือเป็นแนวปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลที่จัดตั้งในครั้งนี้ ๓๑๔ เสียง จาก ๑๑ พรรคการเมืองที่ประกาศกันเมื่อวานนี้ ผมดูแล้วเห็นว่าเป็นรัฐบาล ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งจริง ๆ เป็นรัฐบาลที่สลายขั้ว สลายสี สลายความเห็นต่าง และจะนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในมาตรา ๒๕๗ เขาเขียนไว้ อยู่ใน (๑) ว่า การปฏิรูปประเทศนั้นประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคี ปรองดอง เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยนะครับท่านประธาน และในมาตรา ๒๕๘ อยู่ใน (๕) บอกว่าในการปฏิรูปนั้นจะต้องมีกลไกแก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ท่านประธานจะเห็นว่าเรื่องความขัดแย้งในสังคมนั้นเป็นปัญหาในประเทศเรามา ๒๐ ปี สร้างความเสียหาย สร้างความย่อยยับกับประเทศเรามาเป็นเวลานานแล้ว ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง แตกแยกแม้กระทั่งในครอบครัว แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งคน แบ่งจังหวัด ถึงกับบางจังหวัดบางคนเดินทางไปไม่ได้ ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายนี่ประเมินค่ามิได้เลยครับ ท่านประธาน ทั้งชีวิต ทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย ทั้งทรัพย์สินของรัฐ ของเอกชน ทั้งมีการเผา มีการฆ่ากัน เป็นทุกที่ ทุกแห่ง แม้แต่สื่อก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าประหัตประหารกัน บางครั้ง ถึงขนาดต้องปฏิวัติรัฐประหารกันเกิดขึ้นทั้งในสภานี้แล้วก็ลามมานอกสภา ลามไปท้องถนน ไปในตำบล ในหมู่บ้าน ในอำเภอ ในจังหวัด แล้วทุกคนก็เรียกร้องว่าเราจะต้องปรองดอง สมานฉันท์ ผมเองนั้นเป็นทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อน เป็นทั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ในการปฏิรูปมีหัวข้อใหญ่อยู่ ๑ หัวข้อ คือการสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ มีแผน มีเอกสารเป็นตั้ง ๆ เป็นปึก ๆ เป็นห้อง ๆ เป็นตู้ ๆ ลัง ๆ ครับ ตั้งคณะกรรมาธิการกันไม่รู้กี่ชุด กี่คณะ เคยปฏิรูปเรื่องการปรองดองสมานฉันท์หรือทำให้ คนรักกัน มีความสมัครสมานสามัคคีกันมีได้ไหมครับ ผมที่เป็นกรรมการปฏิรูป เป็นสมาชิก สภาขับเคลื่อน สมาชิกสภาปฏิรูป ยังมองว่ามันสูญเปล่าเป็นไปไม่ได้เลยครับ แต่พอเห็น รัฐบาล ๓๑๔ เสียงจาก ๑๑ พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่บรรจงลงตัวเหมาะเจาะพอดีเลยครับ ท่านประธาน สลายขั้ว สลายสี สลายพรรค สลายบุคคล เรามีทั้งเหลือง มีทั้งแดงอยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส. มีทั้ง นปช. มีทั้งพรรคการเมืองที่ผู้นำเป็นทหารก็มี แปลว่ามาร่วมกันเป็นรัฐบาล ในการบริหารประเทศ เป็นการปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริงครับท่านประธาน เพราะที่เราทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นเกิดจากการแก่งแย่งอำนาจกัน เริ่มจากการขัดแย้งกัน ในสภานี่ละครับอย่างที่ผมเรียน แล้วก็ลามไปข้างนอก ตอนนี้ บัดนี้ และเดี๋ยวนี้แม้จะมี การโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไปในเวลาข้างหน้านี่ ถ้าทุกพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลจริง ๆ ผมเชื่อเหลือเกินว่ายิ่งกว่าแผนการปฏิรูปใด ๆ ยิ่งกว่าการเสียเงินเสียทองใด ๆ ที่เราทำมาทั้งสิ้น เพราะทุกพรรคทุกคนเข้าใจในปัญหาของความขัดแย้งเหล่านี้ ผมจึงเชื่อเลยว่ารัฐบาลชุดนี้ถ้าลด ละ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งในการแก่งแย่ง อำนาจในการเป็นรัฐบาล เอาประเทศชาติ และประชาชนเป็นตัวตั้งผมว่าความหวัง ของประชาชนที่เราขัดแย้งแบ่งแยกกันมา ๒๐ กว่าปีนั้นอยากให้ปีนี้และโหวตนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นการนับ ๑ ของการปรองดองสมานฉันท์ ผมสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้า และให้มีรัฐบาลโดยเร็ว และจะดีหรือไม่ดีผมว่าผลงานนั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์พรรคการเมือง จาก ๑๑ พรรคที่เป็นรัฐบาล ขอเวลาอีกนิดเดียวท่านประธานจะจบแล้วครับ เมื่อได้ รัฐบาลที่มาจาก ๑๑ พรรคการเมืองแบบสลายขั้ว สลายสี ปรองดองแล้ว สิ่งที่มีในสภานี้ ท่านประธานครับ เรามีพรรคฝ่ายค้านจากพรรคก้าวไกลซึ่งจะเป็นพรรคฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ตัวนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหาที่มีการกล่าวหากันในเรื่องโน้นเรื่องนี้ โดยหลักการที่ผมเองนั้นเป็นทนายความเป็นนักกฎหมายใช้หลักว่า ตราบใดก็ตาม ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดวินิจฉัยข้อกล่าวหา ของบุคคลนั้นต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้นใครจะถูกกล่าวหาอะไร เรื่องอะไร อย่างไรที่พูดกันอยู่ผมว่ายังมีหน่วยงาน องค์กร องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่จะต้อง ตรวจสอบต่อไป หน่วยงานทางราชการที่จะต้องตรวจสอบต่อไป และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะเป็นการตรวจสอบคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากแล้วเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ สว. วันชัย สอนศิริ สนับสนุนเต็มที่ในหลักการดังที่กล่าวแล้ว หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้บ้านเมือง เดินได้ต่อไปและเป็นความหวัง เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน พูดถึงคำว่า ความรัก ความสามัคคีที่จะเกิดขึ้นก็ชื่นใจแล้วนะครับท่านประธาน หวังว่าจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้ ขอบพระคุณครับ