กัณวีร์ สืบแสง แถลงคัดค้านการรับรองเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าการตั้งรัฐบาลร่วมกับกลุ่มการเมืองเดิมขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปโครงสร้างอำนาจอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่าการสนับสนุนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสากล
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปราย ท่านประธานครับ ในหลักการ เหตุผล และตรรกะในการตัดสินใจที่ไม่สามารถที่จะรับรองคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยได้ ผมได้มีโอกาสครับท่านประธาน ได้มีการพูดคุยกับ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และนักวิชาการ เรามีความเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้แทนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อเปรียบเสมือนผู้รับเหมา ที่ทำการแทนประชาชนในรัฐสภาเท่านั้น แต่ประชาชนจำนวนมากได้ตัดสินใจเลือกว่า จะอยู่กับโครงสร้างเดิมหรือจะเป็นเสียงส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศเรา ให้เป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น ท่านประธานครับ และนี่คือวาระที่หลายพรรคการเมือง ใช้ในการรณรงค์หาเสียงไว้กับประชาชนเอาไว้ในช่วงการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ขอเรียนว่า ๑ เสียงของประชาชนล้วนเป็นเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ต้องเคารพต่อพี่น้องประชาชนว่าพวกเราไม่ใช่ผู้รับเหมาอำนาจจากประชาชนแล้วมากำหนด โครงสร้างอย่างไรก็ได้ ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ใช่การปกครองของพวกท่าน ของพวกเรา แค่จำนวนเล็กน้อย แล้วอ้างว่าการกระทำการทั้งหมดนี้พวกเราที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ทำเพื่อประชาชน มันฟังไม่ขึ้นครับ ท่านประธานครับ พวกเราจะต้องใช้เหตุผลอย่างสุดความสามารถและตรงไปตรงมา วินิจฉัยให้ได้ ถึงเจตนารมณ์ในการลงคะแนนเสียงของประชาชน ซึ่งคะแนนเลือกตั้งโดยรวมและส่วนใหญ่ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนโดยส่วนมากปรารถนาการเปลี่ยนแปลงมากกว่า การคงโครงสร้างเดิมของระบบการเมืองเดิม ๆ เอาไว้ ดังนั้น ท่านประธานครับ ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ฝ่ายบริหารไปจากช่วง ๘ ปีหรือ ๙ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับความพยายามในการจัดตั้ง รัฐบาลชุดนี้ที่ใช้ประโยชน์จากคำว่า ประชาธิปไตย และโดยเฉพาะการแสวงประโยชน์ จากความปรารถนาของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในช่วงการรณรงค์หาเสียง โดยไม่ได้จริงจังและจริงใจอย่างเพียงพอที่จะยึดมั่นในเสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนไว้วางใจ และมอบให้ ท่านประธานครับ ทุกท่านที่เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ทราบกันดีว่า การโหวตสวนมติพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่เพียงใด แต่ในกรณีนี้ที่ท่านพยายามทำกันอยู่นี้ คือการโหวตสวนมติของมหาชนโดยส่วนมาก ย่อมเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าการโหวต สวนมติของพรรคการเมือง และผมคงไม่สามารถที่จะยอมลดเกียรติของผมเองที่ได้รับ ความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้ความเห็นชอบกับคุณเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีได้
ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่ว่าผมมีข้อกังขาในตัวคุณเศรษฐานะครับ ปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล ผมยังให้ความเชื่อถือและเชื่อใจว่าพรรคที่เสนอชื่อ Candidate แต่ละท่าน ย่อมกลั่นกรองอย่างดีแล้ว เป็นแง่มุมที่ผมให้ความเคารพและไม่ขอก้าวล่วง แต่ปัญหา ของประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ เป็นเรื่องหลักการที่จะได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหาร ที่แม้ กรอบกฎหมายจะเปิดทางให้กระทำได้ แต่กรอบของคุณค่าประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เมื่อการทำให้การรณรงค์หาเสียงเป็นเพียงการใช้ประโยชน์เพื่อการโฆษณา เท่านั้น สิ่งนี้เป็นการกระทำที่ด้อยค่าการรณรงค์หาเสียงในกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งทำให้การรณรงค์หาเสียงดังกล่าวเหลือไว้แค่เพียงการทำการตลาดทางการเมือง ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการรณรงค์หาเสียงนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการประมวล เจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้กลายเป็นเสมือนหางเสือในการกำหนดทิศทาง ของประเทศชาติร่วมกัน ผมยืนยันนะครับท่านประธาน แนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่เคยเสนอไว้การรอเวลา ตั้งแต่ที่สังคมถกแถลงกันว่ารอปิดสวิตช์ มาตรา ๒๗๒ รอกันได้ไหม นานไปไหม ตอนนั้น จากรอ ๑๐ เดือน เผลอแผล็บเดียวตอนนี้เหลือ ๘ เดือนแล้ว ๘ เดือนในการยืนยัน มติมหาชนส่วนใหญ่ เทียบไม่ได้หรอกกับ ๙ ปีที่ไม่เคยเห็นหัวพี่น้องประชาชนเลย ท่านประธานครับเจตนารมณ์ของเสียงส่วนใหญ่ประสงค์จะเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ที่ไม่เป็นธรรมในทุกด้าน แต่สิ่งที่ประชาชนกลับได้ ณ ปัจจุบันที่เราเห็นอยู่คือตัวแสดง กลุ่มต่าง ๆ ที่เคยแข่งขันกัน ขัดแย้งกันแทบเป็นแทบตาย ที่ผ่านมาสุดท้ายกลายเป็นว่า มันเป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งกันปีนขึ้นไปอยู่บนยอดพีระมิดของโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง พูดให้แรงหน่อยประเทศชาติเราเสียโอกาสไปเป็นสิบ ๆ ปีกับความขัดแย้งที่ไม่ได้เปลี่ยน โครงสร้างอันผูกขาดและกดทับประชาชนมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับโครงสร้างเก่าทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจเห็นชอบได้ การจัดตั้งรัฐบาล โดยสวนมติมหาชนส่วนมากตามที่เคยรณรงค์หาเสียงกับพี่น้องประชาชนไว้จึงเป็นสิ่งที่ผม ไม่อาจเห็นชอบได้ด้วยเช่นกัน และผมยังยึดถือและเห็นชอบในมติมหาชนส่วนมาก ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันสะท้อนโดยชัดเจนอย่างยิ่งผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเป็นเหตุผลเดียวการตัดสินใจในการลงมติครั้งนี้ด้วยการไม่เห็นชอบให้คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย เพราะไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยสากล ด้วยประการทั้งปวง ขอบคุณครับท่านประธาน