พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายคัดค้านการตีความข้อบังคับที่จำกัดการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งครั้งต่อสมัยประชุม โดยชี้ว่ากระบวนการเสนอชื่อนายกไม่ใช่ญัตติทั่วไป และมีพื้นฐานทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญเฉพาะที่ไม่ควรถูกจำกัดอย่างเข้มงวด พริษฐ์ เน้นย้ำความจำเป็นในการตีความอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงทางตันทางการเมือง และเสนอให้พิจารณาแนวทางตามบรรทัดฐานสากลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์หากไม่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา
ได้ครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภาครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะ ขออนุญาตใช้เวลาในการอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการตีความข้อบังคับในลักษณะที่ทำให้ ไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้เกิน ๑ ครั้งในสมัยประชุม เดียวกัน ผมคิดว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกจากพรรคก้าวไกลก็ได้พยายามอภิปราย สนับสนุนความเห็นดังกล่าวโดยการยกเหตุผลทางกฎหมายขึ้นมา ที่ผมขออนุญาตสรุปว่า มีเหตุผลหลัก ๆ นั้น ๓ ประการ ก่อนที่ผมจะข้ามไปเพิ่มเติมประเด็นใหม่ครับ
เหตุผลทางกฎหมายข้อ ๑ คือการพยายามจะนำเสนอว่าการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่ญัตติโดยทั่วไปที่ถูกกำกับโดยข้อ ๔๑ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะว่ามีองค์ประกอบที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของความแตกต่างนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของสิทธิในการเสนอญัตติ เมื่อมาเปรียบเทียบกับสิทธิ ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะว่าในมุมหนึ่งการเสนอญัตตินั้นเป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา ทุกคนที่เป็นองค์ประชุมนั้นสามารถกระทำได้ ในขณะที่การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ที่ไม่ได้รับการยกเว้นโดยมาตรา ๒๗๒ นั้น จำกัดให้เป็น สิทธิเฉพาะสมาชิกรัฐสภาในส่วนที่เป็นสมาขิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เปิดกว้างให้กับ สมาชิกรัฐสภาทุกคนที่เป็นองค์ประชุมของที่ประชุมแห่งนั้น
เหตุผลทางกฎหมายข้อ ๒ คือหากเราไปศึกษาการเขียนกฎหมาย ไม่ว่า จะเป็นในระดับรัฐธรรมนูญก็ดี ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับการประชุมรัฐสภาก็ดี จะเห็นว่า มีความพยายามในการแยกแยะระหว่างญัตติกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ และพยายามค้นหาคำว่า ญัตติ จะเห็นว่ามีคำว่า ญัตติ ปรากฏอยู่ ๑๓ ครั้ง โดยไม่มีครั้งไหนเลยที่ปรากฏในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนของข้อบังคับ การเขียนข้อบังคับนั้น ก็มีการแยกหมวดอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่เป็นญัตติโดยทั่วไป กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ การพิจารณาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือในส่วนที่ ๒ ที่อยู่ภายใต้หมวด ๒ การประชุม รัฐสภา กับหมวด ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ยิ่งไปกว่านั้นครับ ถ้าเราพยายามจะค้นหาคำว่า ญัตติ ที่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับการประชุม รัฐสภา เราจะเห็นว่าปรากฏอยู่ทั้งหมด ๑๐๖ ครั้ง มีเพียงแค่ ๓ ครั้งที่ปรากฏในหมวด ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีอย่างที่ท่านเสรีได้อ้างถึง แต่พอไปดูใน ๓ ครั้งนะครับ ก็จะปรากฏชัดเจนว่าเป็นการพูดถึงการเสนอญัตติที่เกี่ยวข้อง กับการปลดล็อกให้สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
ส่วนเหตุผลประการที่ ๓ คือการเสนอชื่อบุคคล ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ๆ ก็ตามนั้น ผมเข้าใจครับว่าในทางทฤษฎีนั้นเราสามารถจำกัดจำนวนครั้งในการเสนอชื่อได้ แต่หากจะมีการจำกัดจำนวนครั้งนั้นก็ต้องมีบทบัญญัติที่ชัดเจนในกฎหมายว่าจะจำกัด อย่างไร บรรทัดฐานที่ชัดเจนที่สุดครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิก คุณณัฐพงษ์ได้อภิปรายไว้ ก็คือบรรทัดฐานในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ป. ที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือว่า ป.ป.ช. ที่เขียนไว้ชัดว่าในกรณีที่ วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหารายใด ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่ แทนผู้นั้นแล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ อันนี้คือการสรุป ๓ เหตุผล ที่มีความสำคัญในเชิงกฎหมายครับท่านประธาน แต่นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว ผมอยากจะใช้เวลาที่เหลือในการเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นมองปัญหานี้ไม่ใช่แค่ ในมุมมองของนิติศาสตร์ แต่มองมาในมุมมองของรัฐศาสตร์เช่นกัน การมองมาในมุมมอง ของรัฐศาสตร์คือการลองจินตนาการดูว่าหากเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอได้เสนอ เข้ามานั้น แล้วตีความว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดียวกันได้มากกว่า ๑ ครั้ง ในสมัยประชุมเดียวกัน เราจะเจอสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรบ้าง แล้วจะนำไปสู่ ร ๒/๒๕๖๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) กมณฑ์มาศ ๘๖ ทางตันทางการเมืองอย่างไรบ้าง ซึ่งผมมั่นใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นคงไม่ได้ต้องการจะให้ เกิดขึ้น
แต่ก่อนจะไปดู ๒ ฉากทัศน์ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ ก็อยากจะ เท้าความนิดหนึ่งว่าเงื่อนไขในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นมี ๓ เงื่อนไขที่สำคัญ
อย่างที่ ๑ คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นก็ต้องเป็น Candidate ของพรรคการเมืองที่มี สส. มากกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าคิดเป็น ๒๕ คน ถ้ามี สส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน
เงื่อนไขที่ ๒ หากใครที่ผ่านเงื่อนไขข้อที่ ๑ มาแล้วนั้น รัฐธรรมนูญก็เปิดให้มี การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมาแข่งกันได้มากกว่า ๑ คน จะกี่คนก็ได้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้
ส่วนเงื่อนไขที่ ๓ คือใครได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ต้องได้ เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ก็คือเกินกึ่งหนึ่ง หรือว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิกรัฐสภา ทั้งหมดที่มีอยู่
อันนี้คือ ๓ เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี ทีนี้เราลองไปดูนะครับว่าภายใต้เงื่อนไขนี้ ผมอยากยกตัวอย่าง ๒ ฉากทัศน์ที่สะท้อน ให้เห็นชัดเลยนะครับว่าถ้าเกิดเราตีความข้อบังคับแบบที่ผู้เสนอได้เสนอเข้ามานั้น ประเทศ จะเดินหน้าไปสู่ทางตันทางการเมืองได้อย่างแน่นอน ขอ Slide ขึ้นเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
ไปดูฉากทัศน์ที่ ๑ ครับ ถ้าไป Slide ถัดไป เป็นฉากทัศน์ที่มี ๔ พรรคการเมืองแข่งกันครับท่านประธาน ผลปรากฏว่า หลังจากการเลือกตั้งนั้นมีพรรค A พรรค B พรรค C ได้คะแนนใกล้เคียงกัน ๑๖๐ ๑๖๐ และ ๑๕๐ คะแนน ในขณะที่พรรค D นั้นได้เพียงแค่ ๓๐ คะแนน หรือว่ามี สส. เพียงแค่ ๓๐ คน แน่นอนครับว่าในเมื่อทั้ง ๔ พรรคนั้นได้จำนวน สส. เกิน ๒๕ คน ก็มีสิทธิ ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ แต่สมมุติครับ ผลปรากฏว่าพรรค A พรรค B พรรค C ที่มี จำนวน สส. ใกล้เคียงกันไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็มีความเป็นไปได้ครับว่าในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๓ พรรคนั้น อาจจะเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรี หรือว่า Candidate นายกรัฐมนตรีนั้นแข่งกัน ถ้าเราไป Slide ถัดไปครับ ท่านประธาน เป็นที่รู้ดีครับว่าในบทเฉพาะกาลนั้น สว. เข้ามีส่วนร่วมในการเลือก นายกรัฐมนตรี หากสมมุติปรากฏผลดังกล่าว ก็คือว่าคะแนนของ สส. พรรค A พรรค B พรรค C ก็สนับสนุนเห็นชอบ Candidate ของตนเอง คะแนน สส. ของงพรรค D ก็หันไป เห็นชอบกับ Candidate ของพรรค A ในขณะที่ ๒๕๐ เสียง ของสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นเสียงแตกครับ ไม่มีเอกภาพครับ กระจายกันไป ๑๐๐ ๑๓๐ แล้วก็ ๒๐ คน ผลปรากฏว่า มีการเสนอชื่อ ๓ คนนะครับ Candidate A B C แต่ไม่มีใครเลยที่ได้รับความเห็นชอบเกิน กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เราจะเดินหน้ากันต่ออย่างไรครับ แน่นอนครับ ตามสามัญสำนึก แล้วก็ถ้าเรายึดกับระบบเลือกตั้งเทียบเคียงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างเช่นการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีที่ประเทศฝรั่งเศส ในลักษณะแบบนี้โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว Candidate ที่รับคะแนนน้อยที่สุดอย่าง Candidate C ก็จะถอยออกไปนะครับ แล้วก็ทำให้ Candidate A และ Candidate B นั้นเข้าชิงในรอบถัดไป แต่ถ้าเกิดว่าเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอนั้น เสนอมาครับ ปรากฏว่า Candidate A กับ Candidate B นั้นจะไม่สามารถถูกเสนอชื่อได้ อีกเลยนะครับ ผมเข้าใจครับว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสมชายอาจจะ บอกว่าอันนี้นับเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะว่าจำนวนผู้เสนอชื่อนั้นจาก ๓ คน อาจจะลดลงมาเหลือ ๒ คน แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า เพราะถ้าเกิดย้อนไปฟังคำอภิปรายของท่าน ท่านบอกว่าท่านเห็นด้วยกับข้อคัดค้าน ของคุณอัครเดช ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แล้วถ้าเราย้อนไปดูการประชุมช่วงเช้า คุณอัครเดช คัดค้านการเสนอชื่อ หรือว่าคัดค้านเรื่องการเสนอชื่อซ้ำนั้นทันทีที่มีการเสนอชื่อคุณพิธา โดยที่ไม่รอดูด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นที่ถูกเสนอชื่อหรือไม่ อันนี้คือฉากทัศน์ข้อที่ ๑
ไปสู่ฉากทัศน์ข้อที่ ๒ เร็ว ๆ ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา สมมุติผลเลือกตั้งปรากฏ เช่นนี้ครับ ปรากฏว่ามีพรรคหนึ่งที่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ ๓๖๐ สส. ในขณะที่ อีก ๑๔๐ สส. นั้นแบ่งกันเป็น ๗ พรรค พรรคละ ๒๐ คน ผลปรากฏคืออะไรครับ ท่านประธาน มีพรรคเดียวละครับที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ปรากฏว่าพรรค A สมมุติเสนอ ชื่อนายกรัฐมนตรีไปเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แล้วก็ไป Slide ถัดไป ปรากฏว่า ในสถานการณ์สมมุตินี้ สว. มีความประสงค์จะฝืนมติมหาชน และพร้อมเพรียงกันในการงด ออกเสียง ผลปรากฏก็คือว่าเราเจอทางตันครับท่านประธาน เพราะว่า Candidate ของพรรค A นั้นไม่ได้รับความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ในการประชุม ครั้งถัดไปปรากฏว่าไม่สามารถมี Candidate ในพรรคไหนถูกเสนอชื่อได้เลยครับ ท่านประธาน เพราะว่าถ้าเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอเสนอมานั้น ไม่สามารถเสนอชื่อ Candidate A ด้วยซ้ำ และพรรคการเมืองอื่นก็ไม่มี สส. เกิน ๒๕ คน ที่จะสามารถเสนอ ชื่อบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แน่นอนครับบางท่านอาจจะเถียงกลับมาว่าถ้าอย่างนั้น เราก็สามารถใช้กลไกมาตรา ๒๗๒ วรรคสองได้ เพื่อปลดล็อกให้สามารถเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีที่อยู่นอกบัญชี แต่หากสมมุติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค A พร้อมเพรียงกันในการคัดค้านการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอก มติที่จะปลดล็อกให้เสนอ ชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ที่ต้องอาศัยเสียง ๕๐๐-๗๕๐ เสียงนั้น ก็ไม่สามารถได้รับ ความเห็นชอบได้ อันนี้คือการตีความข้อบังคับที่สามารถสร้างสถานการณ์ให้ประเทศเดินไปสู่ ทางตันได้เลย เพราะจะไม่สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะในบัญชีหรือนอกบัญชี ได้เลยในระยะเวลา ๑ สมัยประชุม เท่ากับว่าประเทศไทยเราอาจจะเจอสถานการณ์ที่ไม่มี นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๔-๖ เดือน ดังนั้นครับท่านประธาน เพื่อสรุป หากเราพิจารณาจาก ๒ ฉากทัศน์นี้ เราก็จะเห็นว่าการตีความข้อบังคับตามที่ ผู้เสนอเสนอมานั้นจะนำไปสู่ทางตันทางการเมืองได้ ผมเข้าใจดีครับว่า ๒ ฉากทัศน์นี้ อาจจะเป็น ๒ ฉากทัศน์ที่คงไม่เกิดขึ้นง่ายนัก แต่เราก็ทราบกันดีครับในฐานะสมาชิกรัฐสภา ว่าการเขียนกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็จำเป็น ที่จะต้องคำนึงถึงทุกฉากทัศน์ แล้วก็เขียนกติกาอย่างรอบคอบเพื่อรองรับทุกความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน ถึงแม้ผมอาจจะตั้งคำถามถึงจิตวิญญาณในความเป็น ประชาธิปไตยของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ผมมั่นใจครับว่าพวกเขาคงไม่เขียน รัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้สามารถมีการตีความข้อบังคับที่นำไปสู่ทางตันทางการเมืองอย่างที่ ผมได้ฉายภาพให้เห็นได้ ดังนั้นครับ ขออนุญาตสรุปว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของบางท่าน ที่เสนอให้มีการตีความข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้มีการเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า ๑ ครั้งภายในสมัยประชุมเดียวกัน ทั้งเหตุผลเชิงนิติศาสตร์ และเหตุผลเชิงรัฐศาสตร์ ขอบคุณมากท่านประธานครับ