วิโรจน์ ชี้การเห็นชอบนายกฯ ต้องสอดคล้องรัฐธรรมนูญ-เจตนาประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายประเด็นการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยึดเจตนารมณ์ของประชาชนกว่า 39 ล้านเสียง พร้อมตั้งข้อสังเกตการตีความข้อบังคับที่อาจขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและผลการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้พิจารณาการเสนอชื่อบุคคลซ้ำและเสนอให้เปิดคลิปประกอบการอภิปรายเพื่อความโปร่งใส

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงใช้เวลาไม่นานในการอรรถาธิบาย ในครั้งนี้ แต่เบื้องต้นผมระลึกอยู่เสมอว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในวันนี้ เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเรามีภารกิจเกี่ยวข้องกับการตีความกฎหมาย แล้วผมคิดว่าพวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ต้องมีสำนึกในการตีความกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ แล้วก็ให้ประเทศมีทางออกและมีทางไปต่อได้ ไม่ใช่ตีความกฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อันพึงมีของประชาชนแล้วก็ผลักประเทศเข้าไปสู่ทางตัน ผมไม่หวังว่าเราจะต้องมาตีความ คำว่า ญัตติ โดยใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๕๑ กับกรณีที่เกิดขึ้นกับท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ อย่างนั้นที่วันนั้นต้องเอาพจนานุกรมมาตีความความหมายของคำว่า ลูกจ้าง แล้วสุดท้าย ก็เกิดความไม่เป็นธรรมในหัวใจของประชาชนที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช แล้ววันนี้เรากำลังจะใช้พจนานุกรมตีความคำว่า ญัตติ อีกแล้ว เรายังไม่เข็ดกันอีกหรือครับ ผมคิดอย่างนี้ว่าการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภานะครับท่านประธาน เราจะต้อง พิจารณารัฐธรรมนูญเป็นหลัก ต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลักครับ เพราะในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติ หรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ดังนั้นการจะตีความให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จะเป็นไปในทางใด จะต้องไม่ตีความให้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมย้ำตรงนี้นะครับ ญัตติที่วันนี้เป็นข้อถกเถียงกันจนนำมาซึ่งการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ จริงอยู่ญัตติเป็นข้อเสนอ เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติชี้ขาดไปในทางใดทางหนึ่ง แต่โดยปกติแล้วญัตติต้องมี ผู้เสนอญัตติครับ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีก็ดี หรือสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ ก็ดี โดยข้อบังคับ กำหนดให้ยื่นเป็นหนังสือและยื่นล่วงหน้า แต่ในกรณีที่ไม่ยื่นล่วงหน้า ไม่ยื่นเป็นลายลักษณ์ อักษร ไม่ทำเป็นหนังสือ ก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับเป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งก็ต้องอ้างอิงข้อบังคับ ข้อ ๒๙ ข้อ ๓๒ แล้วก็ข้อ ๓๓ แต่อย่างนี้ท่านประธานครับ การเสนอบุคคลให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ตัวเลขข้อ ๑๓๖ ไม่ปรากฏในข้อบังคับ ข้อ ๓๒ แล้วเราจะเอาการเสนอชื่อบุคคลให้สภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีตีความเป็นญัตติได้อย่างไร ท่านสมาชิกลองดูได้เลยครับ ข้อ ๓๒ ในกรณีญัตติ ต่อไปนี้ ไม่ต้องเสนอล่วงหน้า ไม่ต้องเสนอเป็นหนังสือ มี (๑) (๒) (๓) (๔) ดูที่ (๔) ก็จะมีญัตติ ในข้อ ๓๓ บ้าง ข้อ ๕๕ บ้าง ข้อ ๕๖ บ้าง ข้อ ๕๗ บ้าง ข้อ ๕๘ บ้าง ข้อ ๑๕๐ บ้าง แต่ข้อ ๑๓๖ ไม่มี ดังนั้นเราจะตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติไม่ได้ คำว่า ญัตติ ครับท่านประธาน ผมลองไปค้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ พบปรากฏอยู่จำนวน ๑๓ แห่ง และตำแหน่งทั้ง ๑๓ แห่ง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ กระบวนการในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเลย โดยการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะใช้คำว่า ให้ความเห็นชอบ ผมถึงย้ำว่าในกรณีนี้ที่เรากำลังประชุมกันอยู่นี้ คือการประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ญัตติครับ ในมาตรา ๑๕๙ ก็ระบุเอาไว้ครับว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ผูกพันประธานสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๕๙ ต้องบรรจุเป็นวาระ การประชุมโดยที่ไม่ต้องมีใครมาเสนอ เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประธาน สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้บรรจุวาระ ดังนั้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบให้บุคคลใดสมควร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมไม่เป็นญัตติตามความหมายของข้อบังคับ แต่เป็น ข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ผูกพัน ต้องกระทำตาม

ในเรื่องต่อมา หากว่าเราตีความว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นญัตติ ลองไป Search เลยครับ ลองไปหาเลยครับ คำว่า ให้ความเห็นชอบ มีเต็มไปหมดครับ ทั้งเรื่องกฎหมาย เรื่องอะไรต่าง ๆ แล้วมันจะผูกพันแล้วก็จะทำให้การตีความบิดเบี้ยว และกระทบกับรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด อันที่จริงครับท่านประธาน การให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลใดได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จริง ๆ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ในมาตรา ๒๗๒ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา ร่วมลงมติเห็นชอบด้วย แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงในการทำประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เขาเขียนอย่างนี้ครับ ในคำถามพ่วง ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้ การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ใน บทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นมีการอ้างอยู่เสมอจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาว่ามีประชาชนมากถึง ๑๕ ล้านเสียงที่เห็นด้วยกับคำถามพ่วงนี้ ซึ่งผมก็ยอมรับใน ๑๕ ล้านเสียงว่า ๑๕ ล้านเสียงจริง แล้วตกลงที่ตีความตามข้อบังคับอยู่ ณ ขณะนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ ในคำถามพ่วงที่บอกให้ประเทศได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ที่ผ่านมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ๓๙ ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๒ ล้านคน ณ วันนี้ที่เกิดขึ้น ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง หรือกระท่อนกระแท่นกันแน่ นี่คือขัดกับเจตนารมณ์ ในการตั้งคำถามพ่วง และขัดกับเจตนารมณ์ที่ ๑๕ ล้านเสียงให้ความเห็นชอบมาอย่างชัดแจ้ง

กลับมาที่ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ครับท่านประธาน ที่มีสมาชิกบางท่านอ้างถึงว่า ในกรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่งได้ การที่จะให้รัฐสภามีมติ ยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ก็เขียนไว้ว่ากำหนดให้สมาชิกทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา หลายคนก็เชื่อครับ แสดงว่าการเสนอชื่อเป็นญัตติสิ ไม่ครับ ท่านอ่านเฉพาะข้อ ๑๓๘ ไม่ได้ ท่านต้องอ่าน ข้อ ๑๓๙ ด้วย แต่พอมาอ่านข้อบังคับ ข้อ ๑๓๙ ที่ถัดลงมานะครับ อีกบรรทัดเดียวเอง เขียนว่าอย่างนี้ครับ ได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรคสอง เห็นไหมครับ โดยระบุว่า โดยจะเสนอชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้ คำว่า ญัตติ หายไปแล้วครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๙ แสดงว่า การเสนอให้ยกเว้นเป็นญัตติครับ เพราะมีการเสนอครับ ถ้ามีเสียงกึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภา ก็เสนอเป็นญัตติไป แต่เมื่อไรที่ยกเว้นไปแล้ว กลับเข้ามาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็กลับมาเป็นข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามหน้าที่ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเหมือนเดิม และผมได้เข้าไปดูที่ความมุ่งหมาย และคำอธิบายประกอบ รายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วย ผมไม่ได้ดูแค่ ตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ผมเข้าไปดูหนังสือที่ระบุความมุ่งหมายไว้ด้วย ในมาตรา ๒๗๒ ผมขอเชิญท่านสมาชิกผ่านท่านประธานสภาลองเข้าไปดูเลยครับ ไม่มีเนื้อหาส่วนไหน ที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายที่ห้ามเสนอชื่อเดิมซ้ำ ไม่ได้มีการห้ามเสนอชื่อเดิมซ้ำ ในการให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และถ้ารัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายเช่นนั้น รัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องเขียนห้ามไปเลย อย่างเช่นกรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ดี ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติในข้อบังคับตามข้อ ๓๒ (๔) ก็ไม่ได้ครับ เพราะไม่มีตัวเลข ๑๓๖ อยู่ในนั้น ครั้นจะใช้ ข้อ ๓๒ (๑) ขอให้ปรึกษาหรือพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก็คงไม่ได้อีกครับ เพราะถ้าอย่างนั้น มีการประชุมรัฐสภา ถ้าเราตีความเป็นญัตติหมายความว่าอะไรครับ อนาคตประชุมรัฐสภา อยู่ดี ๆ เกิดมีสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งยกมือขึ้นมาใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) เสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาดื้อ ๆ เลย อย่างนี้คงเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นพอสมควร อย่างไร ก็ตามผมเห็นด้วยไม่ได้ครับว่าการเสนอบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีจะเข้าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ แต่อย่างไรก็ตามผมนั่งติดตามฟังกันมาครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดถึงข้อบังคับ ข้อ ๔๑ และพูดถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ผมอยากจะอภิปรายเสริมตรงนี้สักนิดหนึ่งว่าเหตุการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปเราจะมองแต่ตัวบุคคลอย่างเดียวไม่ได้ครับ บุคคลคนเดียวกันแท้ ๆ พอเวลาเปลี่ยน สิ่งที่เคยพูดเอาไว้ก็เปลี่ยนได้ แม้ว่าการพูดนั้นจะพูดในรัฐสภาแห่งนี้ก็ตาม แม้ว่าในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ๒ ปีก่อน จะมีการพูดเอาไว้ในสภาแห่งนี้บางประโยค แต่ปัจจุบันครับ คนคนเดิม สิ่งที่เคยพูดเอาไว้กลับเปลี่ยนแปลงไปครับ ผมขอท่านประธาน เปิด Clip ผมขออนุญาตไว้แล้ว เปิด Clip ดูครับ