สมชาย แสวงการ หารือประเด็นการเสนอญัตติในรัฐสภา โดยย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อบังคับและกรอบรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านขั้นตอนการพิจารณา ความต่อเนื่องของญัตติ และบทบาทของวุฒิสภา พร้อมชี้แจงว่าการเสนอซ้ำญัตติที่เคยถูกปฏิเสธไม่สามารถทำได้ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหรือที่ประชุมเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ และเรียกร้องให้ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตยและกติกาการประชุมอย่างครบถ้วน เพื่อความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ประการที่ ๑ ที่ผมขออภิปรายในครั้งนี้ก็ด้วยความเห็นด้วยกับข้อคัดค้าน ในญัตติที่เสนอโดยท่านสุทิน คลังแสง เสนอว่าให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการเห็นด้วย กับข้อเสนอในญัตติของคุณอัครเดช และท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งท่านประธานก็ได้กรุณาว่า ญัตติดังกล่าวได้รับการรับรองแล้วและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ขณะเดียวกันก็มีข้อหารือว่า มีความเห็นแตกต่างในข้อ ๑๕๑ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ได้ขัดข้องว่าท่านประธาน ใช้ทั้ง ๒ ข้อ คือคัดค้านตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ส่วนบางท่านก็เสนอข้อ ๑๕๑ แต่ไม่ได้เสนอ เป็นญัตติ เพราะฉะนั้นเราพิจารณาควบคู่กันไป ผมไม่ติดใจ แต่ว่าเดี๋ยวเวลาลงมติแล้วค่อย ขออนุญาตเสนอท่านประธานว่าต้องเรียงตามนี้ ประการแรก ก็คือว่าข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ปี ๒๕๖๓ นี้ ต้องกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนนะครับ ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้รู้และเข้าใจ เพราะมีข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาก็ดี ข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรก็ดี และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่เราต้องใช้ร่วมกัน เหตุผลที่ต้อง อธิบายให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเข้าใจ เราอธิบายเรื่องเดียวกัน เราพูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละมุม ไม่เป็นไรครับ ลำดับศักดิ์ชั้นชัดเจน กฎหมายรัฐธรรมนูญ รองลงมา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รองลงมาคือพระราชบัญญัติ แล้วถ้าไปใช้ ในส่วนราชการก็ใช้กฎกระทรวงก็ว่าไป ในส่วนของรัฐสภา เช่นกันครับ จากรัฐธรรมนูญ แล้วก็ต้องมาข้อบังคับรัฐสภา เป็นกฎหมายครับ ไม่อย่างนั้นประชาชนจะเข้าใจว่าเรามา ถกเถียงข้อบังคับรัฐสภาแล้วไปใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ก็ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ออกตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเวลาเราใช้ต้องใช้คู่กัน ถัดมาครับ การที่ท่านสมาชิก หลายท่านอภิปรายไปแล้ว ผมไม่ได้ขัดข้องว่าความเห็นชอบของวุฒิสภาซึ่งมามีส่วนร่วม ในมาตรา ๒๗๒ ตามที่ประชาชน ๑๕ ล้านเสียง เขาให้ความเห็นชอบมานั้น ต้องมาทำหน้าที่ ให้ความเห็นชอบตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อ ซึ่งเมื่อเช้าท่านสุทินก็เสนอ รายชื่อไปแล้วตามญัตติดังกล่าว แล้วที่ประชุมก็เขียนไว้อีกในข้อบังคับรัฐสภาว่าให้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรอง ซึ่งก็ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎรตามข้อ ๑๓๖ ท่านก็ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็อยู่ในหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ล้อมาส่วนใหญ่จากมาตรา ๒๗๒ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าสภาเถียงอะไร กันอยู่ตั้งแต่เช้า จนบัดนี้ยังไม่สามารถลงมติที่จะเลือกหรือไม่เลือกนายกรัฐมนตรีได้ เหตุผลก็คือว่าข้อบังคับรัฐสภานั้นเรามีอยู่ทั้งหมดที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าพี่น้อง ประชาชนจะติดตามดูไปด้วยก็ได้นะครับ มีทั้งหมด ๑๓ หมวด จะต้องใช้หมวดต่าง ๆ ร่วมกัน ตั้งแต่หมวด ๑ อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา หมวด ๒ การประชุม รัฐสภา วิธีประชุม การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ ถ้าเราแยกหมวดหนึ่งหมวดใด แล้วบอกว่าขอใช้เฉพาะหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีโดยไม่สนใจ หมวดอื่นเลย โดยไม่สนใจข้อบังคับส่วนอื่นเลย อันนี้ไม่ใช่การพิจารณาที่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ และถูกต้องตามข้อบังคับ ผมไม่ขัดครับถ้าท่านสมาชิกรัฐสภาจะเสนอชื่อ หรือเสนอญัตติซ้ำ ท่านก็ขอใช้การยกเว้นข้อบังคับโดยต้องใช้มติเสียงข้างมากของรัฐสภา ในการยกเว้นข้อบังคับ แต่เมื่อท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านอัครเดช ท่านเสรี และพวกผม เห็นว่าการเสนอรายชื่อเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ที่คุณหมอชลน่านได้เสนอเป็นญัตติเสนอชื่อ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น เป็นญัตติที่ตกไปแล้ว เพราะมติออกมาแล้วนะครับว่า ๓๒๔ เสียง ไม่ถึง ๓๗๖ เสียง ไม่สามารถให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก รัฐสภาได้ ดังนั้นเมื่อเช้าเราก็รออยู่ครับว่าจะมีญัตติที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ผมย้ำนะครับ เราไม่ได้เห็นต่างกันว่าญัตติเสนอชื่อคุณพิธาเสนอได้อีกหรือไม่ ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ถ้าเป็นญัตติเหมือนเดิม เหตุการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ต้องไป เสนอในสมัยประชุมหน้า สมัยประชุมนี้เสนอไม่ได้ เพราะเขียนว่าญัตติใดตกไปแล้วห้ามนำ ญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ไม่ได้มี การลงมติ ชัดเจนนะครับว่าลงมติไปแล้ว หรือญัตติที่ท่านประธานรัฐสภาอนุญาต ซึ่งท่านประธานก็ไม่สามารถอนุญาตได้ จึงขอความเห็นของที่ประชุมแห่งนี้ เพราะในเมื่อ พิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเมื่อเช้านะครับ ขออภัยนะครับ คุณพิธาไม่ได้ อยู่ในห้องประชุมนี้แล้ว พรรคที่เสนอเปลี่ยนใหม่เป็นเสนอคุณพิธาและพรรคการเมืองอื่น ๆ ไปรวมกับพรรคที่ไม่ใช่ ๘ พรรคเดิม ขออภัยนะครับ ยกตัวอย่าง อาจจะไปรวมกับ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ อะไรก็แล้วแต่ เขาเรียกเปลี่ยนแปลงไป หรือกลับข้าง กันไปเสนอคุณเศรษฐา คุณอุ๊งอิ๊งอะไรก็แล้วแต่ เขาเรียกเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เราต้อง อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องยึดข้อ ๔๑ เป็นหลัก ถ้าท่านไม่อยากใช้ข้อ ๔๑ ท่านขอยกเว้นข้อบังคับในที่ประชุมแห่งนี้ และที่ประชุมแห่งนี้ลงมติเห็นชอบให้ยกเว้น ข้อบังคับ ก็เดินได้ครับ ขณะนี้สรุปว่าตั้งแต่เช้าไปจนปัจจุบันญัตติดังกล่าวยังเป็นญัตติ ที่คุณสุทินเสนอมาก็คือเหมือนเดิมเมื่อ ๑๓ กรกฎาคม เสนอซ้ำในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พวกกระผมจึงเห็นว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว เพราะมีการลงมติไปแล้ว
ประเด็นถัดมาครับท่านประธาน ญัตติดังกล่าวเสนอถูกต้องไหม ถ้าเรา พูดเฉพาะข้อ ๑๓๖ ทั้งหมวดในเรื่องนี้โดยไม่ให้ความสำคัญกับข้อบังคับอื่นในหมวดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมิได้ ผมยืนยันนะครับ ในข้อ ๑๓๖ ยังมีข้อ ๑๓๗ ข้อ ๑๓๘ ข้อ ๑๓๙ ที่เกี่ยวข้อง เดี๋ยวท่านเสรีคงอภิปรายต่อ ชัดเจนครับว่าแม้การล้อกันจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ยังเขียนเลยว่าข้อ ๑๓๖ การเสนอดังกล่าวให้เสนอชื่อ แล้วก็ให้รับรอง ข้อ ๑๓๘ จริงอยู่ มันอาจจะเกี่ยวข้องกับการเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบจนสิ้นกระแสความในบัญชีรายชื่อที่มีอยู่ ๗-๘ ท่าน ที่ได้เสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ มาก็ตาม มันยังระบุเลยครับว่า ในการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาและลงมติว่าจะเห็นชอบ กับญัตติดังกล่าวหรือไม่ ผมย้ำนะครับว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภาต้องใช้ทั้งเล่ม หากไม่อยากใช้ข้อใดข้อหนึ่งท่านต้องขอยกเว้น และญัตติดังกล่าวได้เสนอตามข้อ ๓๖ ไม่เสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ มีผู้รับรองถูกต้อง เว้นแต่การรับรองเสนอชื่อบุคคลซึ่งให้สมควร รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๑๓๖ ชัดเจนครับ เป็นอย่างอื่นไม่ได้ สภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี รัฐสภาก็ดี มีหน้าที่อะไรครับ พิจารณากฎหมาย ตั้งกระทู้ถาม พิจารณาญัตติ ท่านจะหาคำอะไรมาแปลกประหลาดไปกว่านี้ละครับ ให้ประชาชนสับสนว่าที่เสนอมานี้ ข้อ ๑๓ ก็ดี ข้อ ๑๙ ก็ดี และต่อ ๆ ไปไม่ใช่ญัตติ ท่านจะเรียกว่าอะไรครับ ท่านจะบัญญัติ ศัพท์ใหม่ในรัฐสภานี้หรือครับ ผมกราบเรียนเลยว่าอย่าทำให้พี่น้องประชาชนสับสน เราเห็นด้วยหรือเห็นต่างไม่เป็นไรครับ ความจริงผมพร้อมจะลงมติในทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสนอ ผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ตามครรลอง ประชาธิปไตย และตามที่ได้รับฉันทามติ ๑๕ ล้านเสียง ในการโหวตมาตรา ๒๗๒ มา ถัดมาท่านประธานครับ เมื่อท่านประธานพิจารณาแล้วว่าญัตติดังกล่าวชอบแล้วก็ชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดคัดค้าน กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อถึงเวลาในการพิจารณาญัตติที่จะต้อง ลงมตินั้นผมจะกลับมายืนยันอีกครั้งว่าต้องเรียงตามลำดับในการพิจารณาตามที่ท่านอัครเดช ท่านเสรี แล้วจึงไปเข้าสู่เรื่องข้อ ๑๕๑ ขออนุญาตเรียนตามนี้ก่อน
ส่วนที่ ๒ ที่ขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ไม่เกิดความสับสน ยังพี่น้องประชาชน ก็คือว่ามีการยกตัวอย่างในเรื่องนี้ว่าไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีกรณีหลายครั้งพาดพิงไปถึงในระหว่างที่ผมทำหน้าที่เป็นเลขานุการสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ยกตัวอย่าง เช่น การเลือกกรรมการในองค์กรอิสระบางแห่ง เลือกหรือให้ ความเห็นชอบตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าทำซ้ำได้
กราบเรียนประการที่ ๑ เลยนะครับ มีบางห้วงบางตอนเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และบางห้วงบางตอนเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และบางห้วงบางตอน เกิดการสมัครซ้ำ เมื่อสภาไม่ผ่านแล้วจึงต้องมีคำสั่ง คสช. ให้หยุดยุติไป จริงอยู่ครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านไปยกตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญจำเป็นต้องเขียนถึงจะชัดเจนว่า ห้ามกระทำ กระผมก็ตีความกฎหมายมหาชนต่างจากท่านอย่างชัดเจนครับ เพราะสมาชิก วุฒิสภามีหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ ในการร่วมให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี เราถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตลอด โดยเฉพาะการประพฤติปฏิบัติ ๔ ปีที่ทำหน้าที่ ร่วมกับท่าน คือการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติ และพฤติกรรม ทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามที่ท่านยกตัวอย่างนั่นละครับ แต่ขออธิบายให้พี่น้องประชาชนรัฐสภาแห่งนี้เข้าใจว่ามันตรงกันชัดเจนทั้งในเจตนารมณ์ ในรัฐธรรมนูญ มันตรงกันชัดเจนในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ถูกยกร่างโดย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชน พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งคงไม่ลงรายมาตรานะครับ ท่านหาอ่านได้นะครับ ระบุว่า ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ให้ดำเนินการ สรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้นั้นแล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่มิได้ ชัดเจนครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๖-๗ ฉบับ เป็นสิ่งที่วุฒิสภาถือปฏิบัติ สอดคล้องกับการทำหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ดังนั้นเมื่อวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๗๒ ย้ำว่าเป็นบทเฉพาะกาล ไม่ใช่บทหลักในอนาคต กำลังจะหมดวาระไปแล้วในมาตรานี้ ท่านก็ไปดำเนินการในกระบวนการของท่านต่อไป เพราะฉะนั้นเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าวุฒิสภาก็ทำหน้าที่ เมื่อจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมาในห้องประชุมแห่งนี้ ถ้าจะเปลี่ยนบุคคล ก็ต้องไม่สามารถเสนอซ้ำได้ แต่ถ้าซ้ำจะต้องเข้าข้อ ๔๑ คือเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตามที่ผมยกตัวอย่างนะครับ ผมกราบเรียนยืนยันแล้วก็มีความเห็นสอดคล้องกับอาจารย์ หลายท่าน เพียงแต่เรามองคนละมุมว่าเมื่อท่านเดินต่อไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่านว่าที่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ยังเหลืออยู่ในบัญชีไปจนครบ จะเปลี่ยนสูตรอย่างไร ถือว่า มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ขออภัยท่านอาจารย์ที่ผมเคารพเมื่อสักครู่ท่านอภิปรายว่าต่อไป มันจะเกิดบรรทัดฐานหรือไม่ มันเกิดขึ้นเฉพาะบทเฉพาะกาล ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านสามารถทำให้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงได้ครับ ไม่ได้ หมายความว่านายกรัฐมนตรีที่จะเสนอชื่อนาย ก แล้วคราวต่อไปท่านสลับขั้วเปลี่ยนข้าง เอาพรรคโน้นออกพรรคนี้เข้าอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้มายุยงส่งเสริมนะครับ มันคือเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงไป เวลามองกฎหมาย เวลาอธิบายให้ประชาชน หรือมวลชนเข้าใจจำเป็นต้องอธิบายให้ครบถ้วน ไม่ได้หมายความว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดซ้ำไม่ได้ แต่ย้ำว่าจะต้องมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป หรือถ้าไม่เปลี่ยนแปลงไปต้องไปเสนอในสมัยประชุมหน้า กติกาเหล่านี้ยืนยันว่าเป็นหลัก อันมั่นคงมาตลอดที่มีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา เราต้องเคารพกติกาที่เราใช้ ร่วมกันซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราเป็นสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติต้องเป็นตัวอย่างครับ ถ้าท่านเห็นว่าข้อเสนอที่ท่านอยากจะยกเว้นข้อบังคับท่านก็เสนอ แต่วันนี้ไม่มีการเสนอ ยกเว้นข้อบังคับ เพียงแต่ว่ามีผู้เห็นต่างคือท่านอัครเดชกับท่านเสรีเห็นต่างว่าการเสนอญัตติ ดังกล่าวกระทำซ้ำไม่ได้เพราะเป็นญัตติซ้ำเดิม กระผมจึงมีความเห็นด้วยว่าเราจะต้องลงมติ ในช่วงนั้นว่าญัตติดังกล่าวนั้นตกไปแล้วไม่สามารถพิจารณาได้ เป็นการทำหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภาในการคัดค้านการเสนอญัตติดังกล่าวได้ตามหน้าที่และอำนาจที่สภาได้รับมอบหมาย จากประชาชน กราบขอบพระคุณครับ