ชูศักดิ์ ชี้เสนอชื่อพิธาไม่ใช่ญัตติ ยึดข้อบังคับรัฐสภา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ชูศักดิ์ ศิรินิล หารือข้อบังคับการเสนอชื่อบุคคลสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม พร้อมย้ำว่าการเสนอชื่อซ้ำไม่ผิดข้อกำหนด และควรเปิดเผยผู้เสนอเป็นนายกฯ เพื่อให้ประชาชนรับรู้

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าประเด็นที่เรา กำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้คงมีประเด็นสำคัญก็คือว่าการที่ดอกเตอร์สุทิน คลังแสง ได้เสนอ ชื่อบุคคลที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี คือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น อยู่ภายใต้ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ หรือไม่ หรืออาจจะแยกย่อยลงไปว่าเป็นญัตติหรือไม่ ถ้าเป็นญัตติ แล้วต้องห้ามตามข้อ ๔๑ หรือไม่ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพยายามเปิดดู ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๖๓ ไม่มีบทนิยามว่าญัตติคืออะไร แต่ว่าพอไปเปิดดู ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๔ นิยามไว้ว่าญัตติคือข้อเสนอใด ๆ ที่มีความมุ่งหมาย ให้สภาลงมติหรือชี้ขาดว่าจะให้ปฏิบัติอย่างใด โดยรวมก็หมายความว่าของสภาผู้แทนราษฎรนั้น เขานิยามคำว่าญัตติไว้ ก็คงจะไม่ต้องเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าอันนี้เป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ แต่ของรัฐสภา ปี ๒๕๖๓ พอจั่วหน้ามาก็พูดถึงว่าญัตติจะเสนออย่างไร เช่น ข้อ ๒๙ บอกว่า ญัตติต้องเสนอล่วงหน้าโดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน ข้อ ๓๐ ญัตติบางญัตติ ไม่จำเป็นต้องมีผู้รับรอง เช่น ญัตติที่เป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ไปแตะไว้นิดหนึ่งบอกว่าญัตติที่ยกเว้นมาตรา ๒๗๒ วรรคแรก ไม่ต้องมีผู้รับรอง เหตุที่ เขียนไว้เช่นนี้เพราะว่ามาตรา ๒๗๒ วรรคสอง นั้นเขาให้เข้าชื่อกัน เช่นถ้าคุณจะเอา บุคคลภายนอกมาเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง รัฐสภาต้องลงมติไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ถึงจะโหวตคนนอกได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น โดยรวมแล้วก็หมายความว่าเขียนญัตติไว้ทำนองนั้นโดยไม่มีบทนิยาม ส่วนการเสนอชื่อบุคคล ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เขียนไว้ในข้อ ๑๓๖ ประกอบกับมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ข้อ ๑๓๖ จริง ๆ ก็ลอกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ มาทั้งดุ้นเลย ไม่มีอะไรเพี้ยนกันไปเลย แต่ก็ขึ้นหัวว่าไม่ใช่การเสนอญัตติ แต่ใช้คำว่าการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน เสนอได้ ๑ ชื่อ โดยมีผู้รับรองตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้ ซึ่งเมื่อเช้าเราก็รับรองไปแล้วอย่างน้อย ๕๐ คนในชื่อนั้น ๆ ที่ผมพยายามพูดมาทั้งหมด ก็อยากจะกราบเรียนเป็นประเด็นให้เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ดี ข้อบังคับที่เราอ้างกัน ก็ดี ข้อสำคัญไม่ได้ห้ามมิให้เสนอบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้กี่ครั้งกี่หน เพราะฉะนั้น ถ้าเสนอไปแล้วไม่ผ่านก็สามารถที่จะเสนอครั้งต่อไปได้ ข้อสำคัญเพียงว่าบุคคลที่เสนอนั้น ต้องเป็นบุคคลตามมาตรา ๘๘ ประเทศนี้ต้องมีนายกรัฐมนตรี การบริหารราชการแผ่นดิน ต้องมีนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคุณเสนอไปโดยประการใดก็ตามที แล้วก็ขอให้โหวตกัน เลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็มีทางออกโดยไปใช้มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง กล่าวคือมีการเข้าชื่อกัน แล้วท้ายที่สุดเข้าชื่อ กันแล้วรัฐสภามีมติให้เอาคนนอก โดยเสียงที่จะให้เอาคนนอกนั้นต้องถึงขนาด ๕๐๐ เสียง ของทั้ง ๒ สภา แต่ข้อสังเกตครับท่านประธานที่เคารพ ข้อสังเกตของผมก็คือว่าแม้จะเสนอให้ เอาคนนอก แต่ข้อบังคับ รัฐธรรมนูญยังเขียนต่อไปอีกว่าจะเอาคนในที่เคยเสนอไว้แล้วก็ได้ แปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ให้ความสำคัญกับบุคคลที่ถูกเสนอเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๘๘ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเรามิใช่เลือก นายกรัฐมนตรีโดยตรง เคยมีข้อเสนอทำนองนี้ ท้ายที่สุดก็ไปโจมตีกันว่าคุณเอาระบบ ประธานาธิบดีมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันนี้เลือกนายก อบจ. ก็เลือกกันไปแล้ว เป็นการเลือก โดยตรง เราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้เสียงข้างมากเหมือนในอดีต บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ประกอบกับ มาตรา ๘๘ เลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา ๘๘ โดยมี คุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เพียงแต่ว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ ไปเสนอบุคคลที่สมควรต่อ กกต. ผมเข้าใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการเช่นนี้ก็หมายความว่า อย่างน้อยเราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้เลือกจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอให้ประกาศชื่อให้ประชาชนทราบหน่อยว่า Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองคุณ คือใคร อย่างน้อยก็เป็นองค์ประกอบที่ประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพรรคการเมืองนี้เสนอคนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเลือกพรรคการเมืองนั้น โดยเหตุนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เขาก็เขียนต่อไปอีกว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามทีหากเลือกไม่ได้ ก็มีทางออกที่กำหนดไว้ เลือกคนนอกโดยเสนอเป็นญัตติอย่างที่กล่าวมา แล้วท้ายที่สุด ก็ไปโหวตกันแล้วก็สามารถเลือกคนนอกได้ แต่ก็สามารถจะยังพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๘๘ ได้อีก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าบุคคลตามมาตรา ๘๘ จึงเป็น ความสำคัญอันดับต้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงเป็นความสำคัญอันดับต้น คำตอบคือว่า บุคคลเหล่านี้ถูกพิจารณาโดยประชาชนมาแล้วในการเลือกตั้ง ผมจึงอยากจะขอใช้คำพูดว่า บุคคลประเภทนี้ บุคคลที่ถูกเสนอตามมาตรา ๘๘ นี้ไม่ตายตกไปตามการเสนอญัตติทั่ว ๆ ไป ท่านประธานครับ ข้อสำคัญที่ผมอยากกราบเรียนฝากท่านหัวหน้าพรรคการเมือง ท่านพรรคการเมืองทั้งหลายก่อนที่เราจะโหวตเรื่องนี้กัน ลงมติเรื่องนี้กัน ผมขอให้ท่านระลึกว่า การพิจารณาวันนี้อาจจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีสำหรับอนาคตของการเมืองไทย ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ มาตรา ๒๗๒ มีโอกาสใช้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะมันจะครบ ๕ ปีแล้ว ไม่มีโอกาสใช้ได้อีกแล้ว ที่ไม่มีโอกาสใช้ได้อีกแล้วก็หมายความว่ามาตรานี้จะหมดสภาพบังคับไป เพราะเป็นบทเฉพาะกาล แต่อนาคตข้างหน้าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงมีอยู่ ท่านประธาน รัฐสภาครับ เราจำเป็นต้องไปใช้มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ก็คือการเสนอ Candidate นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๘๘ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าใครสมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผมห่วงกังวล ที่กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาก็คือว่าผมไปเปิดดูข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร มีเขียนไว้ ในข้อ ๖๕ เขียนเหมือนกันเป๊ะเลยกับข้อ ๔๑ ของรัฐสภา อะไรจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ในอนาคตหากมีการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ เกิดขึ้น ผมก็อาจจะมองในแง่ร้ายเกินไปก็ได้ แต่ท้ายที่สุดบางทีมันมองไม่ผิดครับ ยิ่งการเมืองไทย ของเรามันก็มีอะไรที่ฟ้องพวกเราให้เห็นอยู่บ่อย ๆ พรรค ก พรรค ข พรรค ค พรรค ง ปรากฏว่าได้รับเลือกตั้งมา พรรค ก ได้คะแนนมากที่สุด จัดตั้งรัฐบาล สมมุติสัก ๔ พรรค แล้วจะต้องเสนอนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ ปรากฏว่าอย่างไรครับ เกิดผิดใจกันขึ้นมา เกิดไม่พอใจกันขึ้นมา เกิดจัดสรรปันส่วนอะไรกันไม่ลงตัว ท้ายที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่รับข้อเสนอของพรรคเสียงข้างมากที่เสนอบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเอา เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานมันจะเกิดอะไรครับท่านประธาน มันจะเกิดว่าในท้ายที่สุดคนนั้น ทั้ง ๆ ที่ได้เสียงข้างมากจากพี่น้องประชาชน กำลังจะเป็น Candidate นายกรัฐมนตรี ท้ายที่สุดอาจจะตกม้าตาย ตกม้าตายอย่างไรครับ เพราะว่าอะไร ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตไม่ผ่าน แล้วคุณเสนออีกไม่ได้ คุณเสนออีกไม่ได้ถ้าเอาบรรทัดฐานวันนี้ ผมจะกราบเรียนท่านหัวหน้าพรรคการเมือง ท่านสมาชิกที่เคารพ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าอย่าให้บรรทัดฐานการเมืองในวันนี้ โดยเฉพาะการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อไปในอนาคต โดยสรุปครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมเองเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๙ มาตรา ๒๗๒ ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๓๖ เป็นบทบัญญัติเฉพาะว่าด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรี จะนำเอา เรื่องข้อบังคับที่เป็นญัตติซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยทั่ว ๆ ไปมาใช้บังคับไม่ได้ โดยรวมก็คือว่าเสนอ แล้วเสนออีกก็ได้ ไม่ได้มีอะไรห้าม แล้วก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญอะไร ตรงกันข้ามครับ เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ กราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ