รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖

วรวิทย์ บารู หารือเรื่องการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ และพูดว่า การเสนอชื่อนั้นเป็นพันธกิจของรัฐสภา ไม่ใช่ญัตติ และไม่ควรละเลย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เขต ๑ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ปัญหาที่เราพูดคุยที่มีการอภิปรายกันอยู่นี้ ก็คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่าเป็นญัตติหรือไม่ ผมมีความเห็นว่า การพิจารณาความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นพันธกิจของรัฐสภา พันธกิจหลักนะครับ ซึ่งเราอาจจะละเลยไม่ได้เลย มันไม่ได้เป็นญัตติ ปกตินะครับ แต่เป็นพันธกิจที่เรามิอาจจะละเลยได้ บังคับให้สมาชิกรัฐสภา เป็นกระบวนการ ทางกฎหมาย กระบวนการทางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมาย ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของการเมือง จริง ๆ แล้วเหมือนเพื่อนสมาชิกที่ได้ พูดคุยกันอภิปรายไปแล้วว่าญัตตินั้นน่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า Motion ส่วนข้อเสนอนั้น น่าจะตรงกับคำว่า Proposal ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญนั้นเขาให้เสนอบุคคล ในมาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ เสนอรายชื่อ เป็นการเสนอรายชื่อไม่ใช่เสนอญัตติ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญเองก็ไม่เคยใช้คำว่า ญัตติให้ความเห็นชอบผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ใช้คำว่า เสนอชื่อ ซึ่งเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ ผมย้ำว่า เป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเป็นหลักเกณฑ์ว่า เราจะเสนอบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้กี่ครั้ง แล้วก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่งนะครับ มันก็เป็นหลักเกณฑ์และเป็นหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยเช่นเดียวกันว่าเราจะเสนอกี่ครั้งก็ได้ ผมยกตัวอย่าง เช่น ถ้าหากว่ามันเป็นญัตติแล้วก็ ตกไป ในการเสนอ Candidate เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ หลังจากเลือกตั้งที่ผ่านมา มีทั้งหมด ๘ คน ถ้าเป็นเป็นญัตติมันก็จะหลุดไปเรื่อย ๆ เสนอคนแรกไม่ได้ก็คนนั้นหมดไป คนที่สองมาก็ไม่ได้ก็หมดไป ก็จะกลายเป็นว่าบุคคลที่อยู่สุดท้ายอาจจะโชคดีได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีได้ อันนี้จะพบว่าหลักการเป็นการเสนอรายชื่อ ไม่ใช่ให้เสนอญัตติ เพื่อพิจารณาพูดคุยกันถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ หากเรา ยึดว่าเป็นญัตติแล้วนะครับ เหมือนกับองค์กรอิสระ ผมเข้าใจว่าพี่น้องเรา เพื่อน ๆ ที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเคยเป็นเพื่อน เคยอยู่ใน สว. ด้วยกัน ก็เคยทราบในประเด็นเหล่านี้ เป็นอย่างดีว่าเราไม่อาจจะให้ความเห็นชอบก็สามารถที่จะเสนอเข้ามาใหม่ได้ในลักษณะ เดียวกัน เพราะว่าเราต้องการบุคคลที่ดีที่สุด เราต้องการบุคคลที่สมควรที่สุด เพราะฉะนั้น ในลักษณะเช่นนี้แต่ถ้าเราละเลยในเรื่องของการเมืองไป เรายกเว้นไป ผมชื่นชมแล้วก็ ขออนุญาตเอ่ยชื่อเพื่อน สว. ของผมนะครับ ก็คือคุณสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ผมดู Clip ของท่าน ที่ท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องการเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนในการที่โหวตให้ คุณพิธา อันนั้นผมว่าเราในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา สามารถที่จะทำให้การเมือง สามารถที่จะ ทำให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า เจริญไปข้างหน้าได้ มีวุฒิภาวะในการที่จะให้ความเห็นในเรื่องของการเมืองในการที่จะทำให้ประเทศชาติเดินไป ข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นผมที่ตรงนี้จึงอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน หน้าที่ ของท่าน พันธกิจของท่าน ณ วันนี้ที่สำคัญมากที่สุดก็คือการที่เราจะช่วยกันหาผู้นำประเทศ ในลักษณะที่ดีที่สุด ถ้าหากเรายึดเอาว่าญัตติมันก็จบกันครั้งเดียว แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ Status ทางกฎหมาย ข้อกำหนด ข้อบังคับการประชุม ซึ่งเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ โดยสถานะ แล้วก็โดยศักดิ์ของกฎหมายมันเทียบกันไม่ได้เลย มันอยู่ห่างไกลมาก เพราะฉะนั้นจะเอา ส่วนนี้มาสูงกว่ารัฐธรรมนูญย่อมเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณาร่วมกัน ที่ตรงนี้ในการที่เราให้เวลามากเกินไปในทางการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี อาจจะมีส่วนองค์ประกอบเป็น Factor มีองค์ประกอบทางด้านการเมือง ซึ่งจะบังคับให้เป็นไปตามที่กลุ่มใด บุคคลใดต้องการได้ ซึ่งตรงนี้เราจะต้องคิดร่วมกัน ในโอกาสต่อไป ผมยังยืนยันว่าโดยรัฐธรรมนูญนั้นเสนอรายชื่อและทำในลักษณะของ Proposal ไม่ใช่เป็นลักษณะของการที่เป็นญัตติ เพราะฉะนั้นขอยืนยันที่ตรงนี้ว่าเป็นเรื่อง ของเสนอรายชื่อ ไม่ใช่ญัตติ ขอขอบคุณท่านประธานครับ