รังสิมันต์ โรม คัดค้านการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ปิดกั้นการเสนอชื่อพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าการตีความดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญและเป็นการบิดเบือนเจตนาของระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่มีกฎหมายห้ามการเสนอชื่อบุคคลซ้ำ และการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับเลือกไม่ใช่การเสนอญัตติซ้ำตามข้อบังคับข้อ 41 จึงไม่ควรถูกจำกัดสิทธิ์ในลักษณะนี้ ย้ำว่าผู้ผ่านเกณฑ์จากพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ยังสามารถถูกเสนอชื่อได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และ 88 โดยไม่ควรถูกกีดกันด้วยข้อบังคับระดับต่ำกว่า พร้อมเตือนว่าการตีความเช่นนี้อาจละเมิดสิทธิและปิดกั้นเจตจำนงของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออภิปรายต่อประเด็นที่มีท่านสมาชิกหยิบยกขึ้นมาว่าในกรณีที่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ Candidate นายกรัฐมนตรีที่ถูกเสนอชื่อขึ้นมาในวันนี้ จะไม่ให้มีการเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อลงมติอีก โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ว่าเป็นญัตติที่ตก ไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันมาเสนออีกในสมัยประชุมนี้ ผมไม่เห็นด้วย อย่างเด็ดขาดกับข้อเสนอดังกล่าวซึ่งเป็นการตีความข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่าการพยายามตีความกฎหมายกันไปในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดปัญหากระทบต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่าด้วยการลงมติเลือก นายกรัฐมนตรี พวกท่านเพียงแค่ไม่ต้องการให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถึงขนาดทำลายหลักการทุกหลักการที่มีในรัฐธรรมนูญลงเสีย เผาบ้านเพื่อไล่หนู ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมจะแจกแจงออกเป็น ๔ เหตุผลด้วยกัน
เหตุผลข้อแรก ที่จะตอกย้ำถึงการเสนอญัตติที่ไม่ถูกต้องนี้ คือกระบวนการ พิจารณาที่เรากำลังดำเนินการนี้มันมีคำ ๒ คำท่านประธาน คำ ๒ คำที่ว่า คำแรกคือ การเสนอชื่อบุคคล หรือในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Candidacy proposal และคำที่ ๒ คือคำว่าญัตติ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Motion คำ ๒ คำนี้มีความหมายคนละเรื่อง ไม่อาจจะเอามาปนกันได้เลย เพราะการเสนอชื่อบุคคลเป็นการเสนอเพื่อขอความเห็นชอบ บุคคล ซึ่งในทางการเมือง การพิจารณาตัวบุคคลนั้นมันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะต้องมา พิจารณาประกอบกัน ดังนั้นโดยทั่วไปหากเป็นกรณีที่มีความมุ่งหมายจะไม่ให้มีการเสนอ บุคคลซ้ำ ก็จะต้องมีการบัญญัติกฎหมายเอาไว้อย่างชัดแจ้ง เช่น ฟังให้ดีท่านประธาน กรณีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดเอาไว้ อย่างชัดแจ้งในมาตรา ๑๒ วรรคเก้า ว่าผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะเข้ารับ การสรรหาหรือคัดเลือกครั้งใหม่นี้ไม่ได้ หรือแม้แต่ในการสรรหา กกต. ก็จะมีบทบัญญัติ ทำนองเดียวกัน กรณีเช่นนี้หากนำมาเทียบเคียงกับการเสนอบุคคลเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติใดที่ได้กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามเสนอซ้ำอีก ตามข้างต้น ที่ผมได้กล่าวมา การหยิบยกเอาข้อบังคับ ข้อ ๔๑ มาโต้แย้งว่าการเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการเสนอญัตติซ้ำ ไม่สามารถกระทำได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ จึงเป็นการพิจารณา เป็นการตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง เป็น สส. กันมากี่สมัยแล้วครับ ขอโทษเถอะครับ กฎหมายสูงสุดท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร
ข้อ ๒ ท่านประธาน หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ สำนึก กันบ้าง ที่มาอยู่กันตรงนี้เพราะเรามีรัฐธรรมนูญ หลักการนี้เป็นหลักการที่ยืนยันว่าไม่มี กฎหมายใดที่สามารถโต้แย้งรัฐธรรมนูญ จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งเมื่อไปดู ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในมาตราหลัก คือมาตรา ๑๕๙ ก็ระบุไว้ว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีให้เลือกจาก Candidate ผู้ซึ่งอยู่ใน รายชื่อที่พรรคการเมืองเขาได้แจ้งเอาไว้ เฉพาะจากพรรคการเมืองได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการแจ้งรายชื่อที่ว่านั้นก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ท่านประธาน ที่ให้พรรคการเมืองส่งชื่อบุคคลที่เขาอยากส่งเข้าชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนที่สมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่า Candidate คนหนึ่ง ถ้าถูกเสนอชื่อมาลงมติไม่ผ่านห้ามเสนอซ้ำอีก ดังนั้นการอ้างเอากฎหมายระดับข้อบังคับ การประชุมซึ่งมีศักดิ์ที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญแล้วมาใช้บังคับขัดกับรัฐธรรมนูญ ฟังให้ชัด ผมไม่ได้ กำลังบอกว่าข้อบังคับข้อนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับข้อนี้ผมเชื่อว่ามันสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ แต่ความมุ่งหมายที่ประสงค์ร้ายต้องการตีความข้อบังคับนี้ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะต้องการเตะขัดขาพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ข้อ ๓ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าจะเลือกใครก็ได้ทั้งนั้น แต่จะต้องเลือกจาก Candidate ผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ เฉพาะจากพรรคการเมืองที่ได้รับเลือก เป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคใด ได้ สส. เข้ามาถึงร้อยละ ๕ บุคคลในรายชื่อที่พรรคนั้น ๆ ส่งมาก็ย่อมเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีที่ซึ่ง สส. สามารถเสนอชื่อเพื่อลงมติได้เสมอ
คำถามสำคัญท่านประธานครับ คำถามสำคัญ เมื่อมีการเสนอชื่อ Candidate คนใดคนหนึ่งเพื่อลงมติ เขาอาจได้รับความเห็นชอบจนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ หรืออาจได้ คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ ทำให้ต้องมีการลงมติใหม่ในรอบถัดไปก็เป็นไปได้ เช่นเดียวกัน แต่เพียงการที่เขาคนนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาในการลงมติครั้งนั้น เขาสูญเสียสถานะของการเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ไปเลยอย่างนั้นหรือครับ คำตอบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ อย่างนั้น และในเมื่อรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ จะให้อ้างข้อบังคับเพื่อให้เป็นโทษกับสถานะ ของ Candidate นายกรัฐมนตรีซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ ซึ่งเกี่ยวพันกับองค์กร ตามรัฐธรรมนูญได้แก่นายกรัฐมนตรี พวกท่านทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ เช่นนั้นแล้ว การตีความข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๑ ให้มีผลเป็นการห้ามมิให้ Candidate นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับเสียงไม่เพียงพอในการลงมติครั้งหนึ่งจะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเพื่อลงมติในครั้ง ถัด ๆ ไปได้อีก เท่ากับว่าหลังจากการลงมติครั้งแรกบุคคลนั้นได้สูญเสียสถานะ Candidate ตามรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย จึงเป็นการตีความข้อบังคับโดยขัดต่อกฎหมายสูงสุด ของประเทศนี้
ประการที่ ๔ เหตุผลข้อสุดท้าย ถ้าเราลองไปพิจารณามาตรา ๒๗๒ วรรคสองบ้าง เรื่องการปลดล็อกให้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้เมื่อไม่สามารถเลือก Candidate จากรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งมาได้แล้ว แต่ในมาตราและวรรคดังกล่าวก็ระบุ ไว้ด้วยว่าหลังจากการปลดล็อกจะยังเสนอชื่อ Candidate ตามรายชื่อของพรรคการเมือง ได้อีก นี่ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญเองก็ยังรับรองการเสนอชื่อ Candidate ซ้ำได้โดยไม่สนใจว่า Candidate คนนั้นจะเคยหรือไม่เคยได้รับความไว้วางใจ ความเห็นชอบจากสภามาก่อนหรือไม่ แต่อย่างใด และไม่ใช่แค่เท่านั้นท่านประธานครับ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีแค่มิติของกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น แต่ที่สำคัญ มันคือกระบวนการประชาธิปไตย เพราะในการเมืองระบบรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือกลไกลสำคัญในการถือเอาเสียงของประชาชนที่ได้เปล่งออกมาผ่านการเลือกตั้ง นำไปจัดตั้งรัฐบาลที่สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชนให้ได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายครับท่านประธาน ในทางการเมืองมันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย มันต้องพูดคุย มันต้องเจรจาเพื่อหาหนทาง หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน และหลายครั้งเมื่อมันเป็น แบบนี้ การจัดตั้งรัฐบาลบ่อยครั้งจึงไม่สามารถทำได้ นี่คือเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัย การพูดคุยทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แล้วก็มักจะมีอุบัติเหตุระหว่างทาง ให้คอยแก้ไขสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน บางครั้งเสนอชื่อเข้าไปลงมติแล้วพบว่าเสียงไม่ครบ ก็ไม่ใช่จะสรุปได้แล้วว่าจะไม่มีทางรวมเสียงครบได้อีกในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในครั้งต่อไป การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจึงควรเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ให้สภาผู้แทนราษฎร ได้เลือก ได้ลอง ได้พยายามหาทางในการตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชนที่เขาไป ใช้สิทธิใช้เสียง นี่ไม่ใช่พื้นที่ของการมาสรรหาโวหารใด ๆ เพื่อทำลายเสียงประชาชน เพื่อตัดสิทธิ คนที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน พื้นที่แห่งนี้ควรจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เรา จะออกจากการเมืองที่เกิดขึ้น ย่ำอยู่กับที่ ผ่านการรัฐประหารตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ผมขอย้ำเตือนกับทุกท่านในที่นี้ผ่านท่านประธานว่าเวลาที่เราคิดถึงประเด็นการตีความ ข้อบังคับ ที่ทำกันอยู่อย่างนี้อย่าแค่คิดกับเรื่องเฉพาะหน้า อย่างคิดแค่ว่านี่คือการแก้ปัญหา ของตัวเองต่อกรณี Candidate นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าพิธา แต่ควรจะมองให้เห็นภาพกว้าง คิดถึงกรณีอื่น ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการตีความข้อบังคับนี้ด้วย ที่สำคัญซึ่งผมอยาก ฝากท่านประธานไปถึงเพื่อน สส. เป็นพิเศษ คือขอให้คิดเผื่อไปถึงอนาคตข้างหน้า ในวันที่บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ สิ้นสุดลงแล้ว กลับไปใช้การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีโดยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นอีกครั้ง การจะปลดล็อก นายกรัฐมนตรีคนนอกก็ทำไม่ได้แล้ว จริงอยู่ที่การประชุม สส. กับการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาจะใช้ข้อบังคับคนละอย่างกัน แต่เนื้อหาแบบข้อ ๔๑ ที่อยู่ในข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภา ก็เหมือนกับข้อบังคับการประชุมของ สส. เช่นเดียวกัน ดังนั้นครับ พึงระลึกว่าบรรทัดฐานที่แปลกประหลาดที่พวกท่านได้ร่วมสร้างในวันนี้ วันหนึ่งข้างหน้า มันจะกลับมาสร้างความยากลำบากให้กับ Candidate นายกรัฐมนตรีของพวกท่านเอง หรือแม้แต่ในการเสนอบุคคลอื่น ๆ ในกรณีอื่น ๆ ที่จะสร้างความยุ่งยากและเสียหายให้กับ สถาบันต่าง ๆ ของบ้านเมือง พึงสังวรและระมัดระวังให้ดี สุดท้ายนี้ผมสรุปแบบนี้ ท่านประธานครับ การพยายามตีความข้อบังคับเพื่อตัดสิทธิ Candidate นายกรัฐมนตรี ไม่ให้ถูกเสนอชื่อเพื่อลงมติรอบที่ ๒ ได้นั้น เห็นได้ว่ามีข้อปัญหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อครรลองประชาธิปไตย ซึ่งผมไม่อาจเห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ได้ และสุดท้าย ฝากเอาไว้ให้คิด พวกท่านทั้งหลาย พวกท่านหวาดกลัวยุคสมัยใหม่ขนาดนั้นเลยหรือครับ ขอบคุณท่านประธานครับ