จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยอ้างถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และ 272 เพื่อสนับสนุนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนั้น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลกับท่านประธานก็คือสิ่งที่เรากำลังพิจารณากันนะครับว่าการเลือก นายกรัฐมนตรีนั้นถือว่าการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ กับมาตรา ๒๗๒ นั้นเป็นญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ตั้งแต่ข้อ ๒๙ ถึงข้อ ๔๑ หรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่มีการสงสัยกันมาก แล้วก็มีการโต้แย้งกันทั้งในสภาแห่งนี้ ตลอดจน ทั้งประชาชนที่อยู่ภายนอกก็มีความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ให้เกิด ความชัดเจนนั้นต้องมีการพิจารณาใน ๒ มิติด้วยกัน มิติที่ ๑ ก็คือพิจารณาเฉพาะข้อบังคับว่า มีความหมายอย่างไร กับอีกมิติหนึ่งคือการพิจารณาไปถึงรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทบัญญัติ ที่สำคัญที่จะบอกว่าประเด็นเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้อง ดำเนินการอย่างไร ในประเด็นของข้อบังคับนั้นผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๑ มีการระบุว่าญัตติใดที่มีการเสนอแล้ว แล้วตกไป ห้ามมิให้มีการเสนอซ้ำอีก ยกเว้น แต่ประธานจะอนุญาต เพราะเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ในเบื้องต้นผมจะขออนุญาต สมมุติก่อนว่ากรณีเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ เป็นข้อสมมุติ เท่านั้นไม่ใช่ที่สิ้นสุดนะครับ ถ้าหากสมมุติว่าเป็นอย่างนั้น ถามว่าในช่วงที่ผ่านมา จากวันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๑๙ มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เท่าที่เราได้สอบถามจาก เพื่อนสมาชิกนะครับ เราก็พบว่าได้มีการติดต่อไปยังสมาชิกวุฒิสภา มีการติดต่อไปยัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อที่จะโน้มน้าวให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคต่าง ๆ ที่นอกจาก ๘ พรรค หรือสมาชิกวุฒิสภาให้ร่วมมาลงชื่อเห็นชอบเพิ่มเติม รวมทั้งอีกประเด็นหนึ่งที่เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งท่านประธาน สามารถใช้ดุลยพินิจอนุญาตให้มีการโหวตได้เลยถ้าสมมุติว่าเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติ อันหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือจำนวนสมาชิกที่มาเข้าร่วมประชุมครับท่านประธาน สมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุมในวันนี้ ท่านประธานก็เห็นชัดเจนว่าจำนวนสมาชิกที่เข้ามา ร่วมประชุมนั้นไม่เหมือนกับสมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุมในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ทั้งในจำนวน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และแม้แต่ยอดรวมของสมาชิกรัฐสภา ก็ไม่เหมือนเดิม ถ้าสมมุติเราถือว่าเรื่องการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ ก็มีพฤติการณ์ มีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงพอที่ท่านประธานจะอนุญาตให้มี การโหวตได้โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นั่นเอง แต่ความเป็นจริงแล้วผมใคร่ขออนุญาต ให้ความเห็นว่าในเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องที่มีการระบุ ชัดเจนอยู่ในอีกหมวดหนึ่งของข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา กล่าวคืออยู่ในหมวด ๙ ในขณะที่ข้อ ๔๑ นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่ ๒ หมวด ๒ วิธีการประชุม ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป มิใช่เรื่องเฉพาะของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี การใดที่มีการระบุโดยเฉพาะว่า ให้ดำเนินการอย่างไรก็ควรจะดำเนินการไปอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากดูข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ท่านก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเสนอชื่อให้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบนั้นก็ดำเนินการได้แต่เพียงมีสมาชิก ๑ ท่าน ยกมือขึ้นแล้วก็เสนอชื่อผู้สมควรได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากมี เพื่อนสมาชิกรับรองมากกว่า ๕๐ ท่าน ก็ถือว่าการเสนอชื่อนั้นครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว เมื่อกระบวนการเสนอชื่อครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว ถามว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่าให้มี การลงมติให้ความเห็นชอบ การที่สภาแห่งนี้จะไม่ลงมติให้ความเห็นชอบจะทำได้อย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่มีการเสนอชื่อ มีผู้รับรองถูกต้องแล้ว ก็จำเป็นต้องมีการลงมติ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือผมเห็นว่าในกรณีนี้ไม่ว่า จะโดยข้อบังคับก็ดี จะโดยรัฐธรรมนูญก็ดี กระบวนการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้โหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมควรที่จะดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ขอบพระคุณท่านประธานครับ