กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หารือประเด็นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าการเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อีกครั้งไม่ขัดข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เนื่องจากหลักการตามรัฐธรรมนูญยังคงเดิม และการเสนอชื่อดังกล่าวไม่ถือเป็นญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงบ่าย ๆ วันนี้ เราถกกันนานพอสมควร จุดประสงค์สุดท้ายก็คือต้องการผู้นำฝ่ายบริหารประเทศ ผู้นำฝ่ายบริหาร ก็คือต้องการนายกรัฐมนตรี เราเลือกตั้งมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ป่านนี้ปาเข้าไปเกือบ ๒ เดือนแล้วประเทศเรายังไม่ได้นายกรัฐมนตรี และผมเชื่อว่าพี่น้องทั่วประเทศกำลังรอวันที่เราจะมีผู้นำมาแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหา เศรษฐกิจ และหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านผม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมกลับไปลงพื้นที่ คำถามมีมาโดยตลอดทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ไม่ว่าจะวัยไหน วัยสูงอายุ หรือวัยเด็ก ถามว่าเมื่อไรจะได้นายกรัฐมนตรีเสียที เมื่อไรเขาจะมีนายกรัฐมนตรีของเขา แต่ผมก็พยายาม อธิบายว่าตอนนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันมีกระบวนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ขอให้ใจเย็น ๆ แต่ท้ายที่สุดเราก็มาถกในเรื่องของข้อกฎหมาย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่เรามีการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีเพื่อให้ได้รับการเลือกจากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ ตามความเห็นของผมแล้ว ก่อนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ก็ได้มีการศึกษาพอสมควรว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ มีกฎหมายเกี่ยวข้องอยู่ ๒ ฉบับ ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา แต่มันมีประเด็น ที่เราไปตีความให้มันซับซ้อน ปัญหาใหญ่ก็คือไปตีความโดยมีธงอยู่ข้างหน้า ธงที่ผมว่านี้ก็คือ อะไรครับ จะทำอย่างไรไม่ให้ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือปัญหาใหญ่ ของการตีความ จริง ๆ การตีความของข้อกฎหมายผมไม่อยากให้เอาเสียงส่วนมากเป็นข้อสรุป ของการตีความข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทางรัฐสภาวันนี้เรามีปัญหาในเรื่องที่มี การเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย อ้างว่าขัดกับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ โดยเห็นว่าเป็นญัตติซ้ำอยู่ในหลักการเดียวกัน ซึ่งเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไม่เห็นด้วยในส่วนที่ไม่เห็นด้วยว่ามันเป็นญัตติ บางท่านฝ่ายที่เห็นว่า เป็นญัตติก็ได้อภิปรายกันไปหลายท่าน วาระที่เราถกเถียงกันตั้งแต่เช้าก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ผมในฐานะพรรคประชาชาติ เราได้ประชุมสรุปแล้วว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ขัดต่อ ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ด้วยเหตุผลหลายประการอาจจะซ้ำกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้ อภิปรายก่อนหน้านี้ ผมขอเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ท่านประธานครับ ข้อบังคับในข้อ ๔๖ นี้ ได้ระบุว่าญัตติใดตกไปแล้วห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุม เดียวกัน ผมตีความง่าย ๆ ไม่อยากตีความยาก ถามว่าหากเอาบุคคลชื่อเดียวกันเสนอซ้ำไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องเสนอชื่อคนใหม่ ถ้าหากว่ามันขัดต่อข้อ ๔๑ ของข้อบังคับนี้แล้วเขาบอกว่า ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน คำถามมีอยู่ว่าถ้าไม่ใช่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ชื่อนี้ หลักการในการเสนอก็คือหลักการเดียวกันเหมือนกันนะครับ เพราะว่าหลักการและเหตุผลในการเสนอชื่อบุคคลก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่ชื่อ นามสกุลเท่านั้น ดังนั้นการเสนอชื่อ นามสกุลเดียวกันจึงไม่ได้อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เพราะไม่ใช่ญัตติ มันเป็นเรื่องที่มีการเสนอ พิจารณาในหมวด ๙ ของข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๘ ส่วนจะเป็นญัตติหรือไม่ อย่างไร เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เห็นว่าไม่ใช่ญัตติได้อภิปรายก่อนหน้านี้แล้วว่าในส่วนการเป็นญัตติ ก็อยู่ในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ซึ่งในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ไม่ได้ระบุใด ๆ เลยกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะมีกรณีเดียว ที่ระบุว่าเป็นญัตติ ก็คือกรณีที่ไม่สามารถหาตัวบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง นั่นหมายความว่ากรณีที่ต้องสรรหาบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ใน Candidate ของพรรคการเมืองจำนวน ๕ พรรค ๒๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ อย่างนั้นต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอชื่อบุคคลที่อยู่ใน Candidate นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการเสนอญัตติ แต่เป็นการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎรโดยการรับรอง ตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะมีความเห็นต่างกับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่ท่านอภิปรายว่าในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ระบุชัดเจนว่าในส่วนของ วรรคสาม ข้อ ๑๓๘ วรรคสอง ท่านบอกว่าการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ระบุชัดเจน อันนี้คือญัตติ แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่อาจเห็นด้วยกับท่าน ด้วยความเคารพครับ เพราะว่าในการพิจารณาที่ระบุในข้อ ๑๓๘ วรรคสอง ที่บอกว่า เป็นญัตติตามวรรคหนึ่ง ต้องย้อนไปดูนะครับ เป็นกรณีที่มีการเสนอบุคคลภายนอก จึงต้องเสนอเป็นญัตติ แล้วมันก็ไปสอดคล้องกับข้อบังคับ ข้อ ๓๐ ของการประชุมรัฐสภา กรณีข้อ ๑๓๘ วรรคสอง เป็นญัตติเฉพาะกรณีที่หาบุคคลภายนอกให้สภาเลือก เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กรณีการเสนอชื่อตามข้อ ๑๓๖ ไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าเป็นญัตติต้องมี การระบุในข้อ ๓๐ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๐ ได้ระบุไว้ชัดเจนกรณีที่จะเป็นญัตติก็คือในบรรทัดที่ ๓ ตอนท้าย กรณีที่ไม่ต้องมี ผู้รับรองก็คือญัตติขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่อ อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๒๗๒ วรรคสอง นั่นก็คือกรณีที่ ไม่สามารถหาบุคคลเสนอชื่อตาม Candidate ของพรรคการเมืองที่เสนอตั้งแต่ต้น นี่อย่างไรครับ ถ้าดูตามข้อบังคับตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ตามที่เพื่อนสมาชิกที่เห็นว่าการเสนอรายชื่อบุคคลท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ไม่ผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นั้น ผมและพรรคประชาชาติเราเห็นว่าการดำเนินการเสนอบุคคลซ้ำ ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ อย่างที่ผมบอกนะครับ ถ้าสมมุติเสนอคนอื่น ที่ไม่ใช่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในข้อ ๔๑ บอกว่าในหลักการเดียวกัน ท่านลองบอกผมมา สิครับว่าถ้าเป็นบุคคลอื่น นามสกุลอื่น ชื่ออื่น จะใช้หลักการอะไร ก็ใช้หลักการเดียวกัน เหมือนกันนะครับ ก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ แล้วก็มาตรา ๒๗๒ นั่นหมายความว่าการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในความหมาย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ขอบคุณท่านประธานครับ