ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อภิปรายเรื่องการเสนอชื่อคุณหมอเรวัตให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยอ้างถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 และการดำเนินการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี 2559 และย้ำว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหานั้นเป็นการตัดสินใจของผู้ทรงคุณวุฒิ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ต่อมาในวันที่ ๗ กรกฎาคม ได้มีการเสนอชื่อคุณหมอเรวัตเข้ามาสู่ กระบวนการการพิจารณาซ้ำในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามหน้าข่าวที่ผมได้แปะไว้นะครับ ทีนี้เราไปดูกันต่อครับว่าตอนนั้น สนช. ได้อาศัยบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจใด ในการกระทำแบบนี้ ในปี ๒๕๕๙ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีประกาศจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติในการออกมาบอกว่าในการดำเนินการสรรหาองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ผมไม่ขออ่านทั้งหมดนะครับ ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยในปี ๒๕๕๐ ทีนี้เราตามไปดูกันต่อครับท่านประธานว่าบทบัญญัติ ในปี ๒๕๕๐ นั้นระบุไว้อย่างไร ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการระบุเอาไว้ว่ากระบวนการ ดำเนินการสรรหานั้นให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาก่อน กรณีนี้ก็คือกรณีที่สรรหา ผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในขณะนั้นก็คือ ประธาน สนช. มาเป็นคณะกรรมการสรรหา เมื่อสรรหาเสร็จแล้ว ตาม (๒) ที่ผมได้ Highlight ไว้ใน Slide หน้านี้ จะต้องมีการเสนอต่อสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะนั้นก็คือ สนช. ทำหน้าที่แทนในการให้ความเห็นชอบ ซึ่งจากบันทึกการประชุมของ สนช. ในวันที่ ๒ มิถุนายน ปี ๒๕๕๙ ตามที่ผมได้แสดงหน้าข่าวไปแล้ว อันนี้คือบันทึกการลงมติ ผลการลงมติ ในวันนั้นก็คือบอกว่าไม่ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก แปลว่าไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนั้นตามกระบวนการในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือต้องส่งกลับไปให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาขึ้นมาใหม่ ซึ่งตาม หน้าข่าวในวันที่ ๗ กรกฎาคม มีการให้ความเห็นออกมาว่า ๔ บรรทัดสุดท้ายที่ผมได้ขีด เส้นใต้ไว้ ในการเสนอชื่อคุณหมอเรวัตกลับขึ้นมาอีกครั้งนั้นถือว่าเป็นความรับผิดชอบของ คณะกรรมการสรรหาที่มาจากการประชุมกันของประมุขศาลต่าง ๆ ผมย้ำคำว่าประมุขศาล ต่าง ๆ นะครับ ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น คนที่เชื่อว่าการตัดสินใจที่จะเสนอชื่อกลับเข้ามา หรือไม่นั้นก็ล้วนเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ถือเป็น สิทธิขาดครับ เพราะไม่ได้มีข้อห้ามไว้ ขีดเส้นใต้ ๒ ครั้งประโยคสุดท้าย เพราะไม่ได้มี ข้อห้ามไว้ นี่จึงเป็นที่มาที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายเหตุผลประกอบว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ไม่ได้มีข้อห้ามไว้เช่นเดียวกันว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้
ทีนี้นะครับท่านประธาน ถ้าจะมีกรณีเทียบเคียงเพิ่มเติมก็คืออย่างในกรณี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อสรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๙ ก็คือมีการเสนอซ้ำ จึงได้มีบทบัญญัติไว้ชัดเจนว่า จะไม่ให้เสนอซ้ำ จะต้องเขียนไว้ว่าไม่ให้เสนอซ้ำครับ อย่างกรณีของพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓ วรรคสอง เห็นที่ผม Highlight ไว้ประโยคสุดท้ายไหมครับ โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับ การสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ ไม่ใช่กับผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเดียวนะครับ กรณีตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันครับ ตามประโยคสุดท้ายที่ผมได้ Highlight ไว้ในมาตรา ๑๒ วรรคเก้า ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปผมไม่อ่านนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน เสนอซ้ำไม่ได้ครับ หน้าสุดท้ายแล้วนะครับ ป.ป.ช. ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ทุกอย่างที่ผมเสนออยู่ บน Slide นี้เป็นตัวบทกฎหมาย มีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจนว่าถ้ากฎหมาย จะห้ามไม่ให้เสนอซ้ำ คุณต้องเสนอซ้ำไม่ได้ แล้วมีกรณีเทียบเคียงที่ชัดเจนในปี ๒๕๕๙ ว่า กรณีของคุณหมอเรวัตภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีข้อห้ามไว้ก็เท่ากับว่าเสนอซ้ำได้ เพราะฉะนั้นผมว่าหลักฐาน เหตุผล ประกอบที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ค่อนข้างชัดเจนครับ วันนี้ถึงแม้เพื่อนสมาชิกจะบอกว่าเรามา ลงมติเพื่อตีความตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ว่าเข้าหรือไม่เข้า แต่ตัวผมเองผมเกรงครับ เกรงว่า การลงมติในวันนี้อาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ตามหลักการและเหตุผล และหลักฐานที่ผมได้นำเสนอประกอบ จึงขออนุญาตแสดงความเห็นไปยังเพื่อนสมาชิก ผ่านท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าวที่บอกว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี้ เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ