ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ชี้แจงว่าการเสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ถือเป็นญัตติ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับการเสนอญัตติและไม่สามารถนำข้อ 41 มาใช้บังคับได้ โดยย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 ซึ่งมีบทเฉพาะที่แยกต่างหากจากข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ทั้งยังยืนยันว่าการเสนอชื่อสามารถทำได้หลายครั้งและมีเพียงพรรคการเมืองที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของทั้งสภาเท่านั้นที่มีสิทธิเสนอได้ รวมถึงชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีพิเศษที่สามารถเสนอชื่อจากนอกบัญชีรายชื่อพรรคได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 138 เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและป้องกันปัญหาในอนาคตเมื่อวุฒิสภาหมดวาระลง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดังนี้ครับ การให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น ไม่ใช่ญัตติ จึงไม่สามารถนำข้อบังคับตามข้อ ๔๑ ของการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ มาบังคับใช้ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมจะขอเรียนชี้แจงเพื่อสนับสนุนดังต่อไปนี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ข้อ ๑ การเสนอชื่อบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา หมวด ๙ ว่าด้วย ข้อบังคับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในข้อ ๑๓๖ เขียนแยกหมวดไว้อย่างชัดเจนนะครับว่าในหมวดการพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีนั้น เขียนแยกหมวดไว้ในหมวด ๙ ซึ่งไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ ของการประชุม รัฐสภาแต่อย่างไร หมวด ๒ ของการประชุมรัฐสภาจะมีในส่วนที่ ๒ ที่เสนอไว้อย่างชัดเจนว่า การเสนอญัตติจะต้องมีขั้นตอนในการทำอย่างไร ตั้งแต่ข้อ ๒๙ จนกระทั่งไล่เลียงมาถึง ข้อ ๔๑ ซึ่งเป็นสาระสำคัญว่าญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นมา เสนอใหม่ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติ หรือญัตติที่ประธานรัฐสภา จะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ในข้อบังคับของ การประชุมเขียนแยกไว้อย่างชัดเจนว่าให้บรรจุไว้ในหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ ๑๓๖ ผมจึงเรียนหลักการในข้อกฎหมายว่าหลักทั่วไปของกฎหมาย ในเมื่อกฎหมายใดกำหนดบทเฉพาะไว้อยู่แล้ว เราไม่สามารถที่จะนำบทบัญญัติทั่วไป ของกฎหมายมาบังคับใช้กับบทเฉพาะที่เขียนไว้อย่างชัดเจนในหมวด ๙
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับ ในข้อ ๑๓๖ ที่กำหนดไว้ เขียนบอกว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา เชื่อมโยงกับอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน เชื่อมโยงกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ดังนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการดำเนินการดังกล่าวในครั้งนี้เป็นการเสนอรายชื่อบุคคล ซึ่งไม่ใช่ญัตติ ซึ่งหากเป็นญัตติแล้วจะต้องเขียนไว้ในหมวด ๒ ของการประชุมรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนเป็นเหตุผลที่ ๑
เหตุผลที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เหตุผลที่ ๒ ที่เป็นเหตุผล สำคัญก็คือในข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา เราอาศัยอำนาจที่ออกข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๖ (๑๑) และมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่รัฐสภาได้ตราข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ดังกล่าวไว้ ดังนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีความชัดเจนว่าการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับระเบียบวาระ ของการยื่นญัตติที่ประชุมแต่อย่างใด แต่เป็นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ ประกอบกับมาตรา ๒๗๒ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้อย่างไร จะเสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าวจำนวนกี่ครั้งก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายที่ กกต. หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนรับรองไว้ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังอย่างชัดเจนนะครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ใน บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร สรุปนะครับท่านประธาน มี ๖ พรรคการเมืองที่ได้ สมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ก็คือจำนวน ๒๕ คน เพราะฉะนั้น ๖ พรรคการเมือง ๙ ชื่อ ผมดูมาแล้วนะครับ ๖ พรรคการเมือง ๙ ชื่อ จะเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวเป็นนายกรัฐมนตรี จำนวนกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีได้
ผมเล่าเหตุผลอีกต่อไปนะครับ ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ ท่านมาดูในวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๒ ต่อเนื่องอีกนะครับ มาตรา ๒๗๒ เขียนไว้ว่า ในระหว่างห้าปีนับแต่วันที่รัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
สำคัญนะครับ ต่อไปครับ ในระหว่างเวลาวรรคหนึ่ง หากมีกรณีไม่อาจแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่า ด้วยเหตุใด และสมาชิกทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น เพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกเท่าที่ มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้
ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ อย่างนี้ในวรรคสอง จะมาสอดคล้องกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในข้อ ๑๓๘ ก็คือ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้บอกว่า กรณีที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้แล้วที่เป็น นายกรัฐมนตรีโหวตกันตามวรรคหนึ่งโหวตไม่ได้ถึงจะต้องไปใช้นอกบัญชีรายชื่อ ผมถึงบอกว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้จะเสนอรายชื่อกี่ครั้งก็ได้ ซ้ำเมื่อไรก็ได้ จนกว่าจะนอกบัญชี รายชื่อที่กำหนดไว้ ท่านมาดูในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ของที่ประชุมรัฐสภา เขียนไว้อย่างชัดเจน ข้อ ๑๓๘ จะไปสอดคล้องกับวรรคสองของมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ เขียนไว้บอกว่า ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธาน รัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชี รายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาบรรจุ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน
ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ เหตุผลนี้ก็คือถ้าในกรณีที่จะต้องเสนอ บุคคลที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อ ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ เขียนไว้ชัดเจนบอกว่าต้องทำเป็นญัตติ แต่ในข้อ ๑๓๖ ไม่ได้เขียนครับ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๘ กรณีเสนอนอกบัญชีรายชื่อต้องเสนอเป็นญัตติ รัฐธรรมนูญทั้งกฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจน คราวนี้นะครับ ผมมาเชื่อมโยง สุดท้ายแล้วครับ เหตุผลสุดท้าย ท่านมาดูนะครับว่าเมื่อระยะเวลา ๕ ปีหลังจากนี้ผ่านพ้นไป ก็คือหลังจาก เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ วุฒิสภาไม่ได้มีสิทธิที่จะมาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไปแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้โหวตนายกรัฐมนตรี ท่านย้อนกลับมาดูนะครับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมาโหวตรัฐมนตรี จะอาศัยอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เท่านั้น ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เมื่อโหวต ดังกล่าวก็จะไปใช้ระเบียบการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ และแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงแทน ดังนั้นขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าระเบียบวาระเรื่องการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเขาเขียนไว้อย่างไรรู้ไหมครับ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สภาผู้แทนราษฎรจึงตรา ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นไว้ดังต่อไปนี้ เพราะฉะนั้นผมอ่านมาตรา ๑๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ท่านประธานฟังชัด ๆ นะครับ จะได้ทราบว่าทำไม ถึงเป็นเหตุผลที่สำคัญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๘ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับ การเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็น หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุม ของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถามต่าง ๆ และการเปิดอภิปราย ทั่วไปไม่ไว้วางใจ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ จึงได้ออกเป็นระเบียบข้อบังคับ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระเบียบการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียน เป็นหลักสำคัญเลยว่าไม่มีหมวดไหนเลยที่เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ผมเรียน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ถ้าทุกท่านเห็นว่าการเสนอนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เสนอซ้ำไม่ได้ เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ท่านจะเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตราไหนครับ ระเบียบข้อบังคับ ของท่านไม่มีเลย เขาไม่ได้ให้อำนาจท่านไว้ จุดนี้เป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าการเลือก นายกรัฐมนตรีจะต้องเลือกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เท่านั้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตนำเรียนว่าการเสนอเลือกนายกรัฐมนตรี ดังกล่าวไม่ใช่ญัตติแต่อย่างใด เพราะว่าจะมีปัญหาในอนาคตข้างหน้าหลังจากที่ใช้ระเบียบ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นปัญหาติดตามมา ในอนาคตข้างหน้า เพราะว่าในปี ๒๕๕๗ วุฒิสภาจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการที่จะเลือก นายกรัฐมนตรีต่อไปแล้ว
สุดท้ายครับท่านประธาน ท่านประธานจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญถ้าเกิดว่า เขียนไว้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้เสนอเป็นญัตติ ผมเข้าใจว่าคณะที่จัดร่างท่านมี ความเข้าใจเป็นอย่างดี ท่านจะเห็นนะครับว่าถ้าท่านจะให้เสนอเป็นญัตติที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่นมาตรา ๑๕๑ เขียนไว้ชัดเจน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ เขียนไว้ ชัดเจนในมาตรา ๑๕๑ มาดูมาตรา ๑๕๒ อีก เขียนไว้อย่างชัดเจน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักซ้อมข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติครับ ดังนั้นผมจึงเรียนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเขาเขียนกำหนด ไว้ว่าจะเสนอเป็นญัตติ ผมเข้าใจว่าผู้ร่างในขณะนั้นเข้าใจรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี เขียนไว้ อย่างชัดเจนว่าต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอบุคคลสมควรดำรงตำแหน่งเป็นายกรัฐมนตรี ก็คือให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ซึ่งไม่ใช่การเสนอเป็นญัตติแต่อย่างใด จะสอดคล้องกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๘ ในการเลือก ดังกล่าว จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัยในข้อ ๑๕๑ ว่า ในการเสนอนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีการเสนอรายชื่อบุคคลเดิมซ้ำ จะไม่เข้าข้อบังคับ ในข้อ ๔๑ ของวิธีการประชุมรัฐสภาหรือการยื่นญัตติแต่อย่างใด ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาเป็นอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ