ชลน่าน ชี้ปัญหาข้อบังคับ ย้ำประธานต้องวินิจฉัยก่อนอภิปราย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ชลน่าน ศรีแก้ว ท้วงติงข้อบังคับการประชุมรัฐสภา โดยย้ำว่าการวินิจฉัยปัญหาการตีความข้อบังคับต้องอาศัยมติรัฐสภาด้วยคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 375 เสียง และเรียกร้องให้ประธานยืนยันความชัดเจนก่อนการลงมติ เพื่อป้องกันการตีความที่ผิดพลาดและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในอนาคต

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธานจะสรุป และให้สมาชิกอภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้านญัตติ ซึ่งขณะนี้มี ๒ ญัตติ แต่มีลักษณะทำนอง เดียวกัน ก็คือเสนอว่าญัตติตกไปหรือไม่ เสนอซ้ำได้หรือไม่ ผู้เสนอบอกว่าตกไปแล้ว มีข้อเสนอเช่นกัน ท่านประธานกำลังจะสรุปว่าให้พวกเราอภิปราย ผมมีข้อห่วงใยครับ ท่านประธาน ต้องมีความชัดเจนก่อนนะครับ ก่อนที่เราจะอภิปรายและลงมติ เพราะสิ่งที่ เรากำลังจะกระทำมันจะเป็นบรรทัดฐานให้วิธีการทำงานของพวกเราสืบต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ นะครับ การเสนอญัตติ ท่านประธาน สรุปว่าให้สมาชิกเสนอตามข้อ ๓๒ (๑) ซึ่งผมเองจริง ๆ จะลุกขึ้นคัดค้านว่าไม่เห็นด้วย แต่อาจจะอภิปราย แต่ถ้าท่านประธานจะสรุปอย่างนั้นมันจะมีผลต่อการลงมติครับ ถ้าเสนอ ตามข้อ ๓๒ (๑) ใช้เสียงข้างมากของที่ประชุมวินิจฉัยว่าข้อบังคับที่เรามีปัญหาขณะนี้ อีกซีกหนึ่งตีความว่าไม่ใช่ข้อ ๔๑ นะครับ อีกซีกหนึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นไปตามข้อ ๔๑ ถ้าท่านประธานใช้ข้อ ๓๒ (๑) ใช้เสียงข้างมากวินิจฉัย ผมเกรงว่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา เพราะอำนาจการวินิจฉัยปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการใช้ข้อบังคับครับ ท่านประธาน ข้อสรุปขณะนี้เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ข้อบังคับ พวกผมใช้ ข้อ ๑๓๖-๑๓๙ โดยเฉพาะข้อ ๑๓๖ ที่รองรับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗๒ เน้นนะครับ ๘ พรรคร่วมใช้ข้อ ๑๓๖ แต่โหวตไปแล้วไม่ได้รับเสียงเกิน ๓๗๕ ท่านบอกว่าตกไปแล้ว การเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีตกไปแล้ว ใช่ครับ พอจะเสนอเข้ามาใหม่ท่านไปอ้าง ข้อ ๔๑ ว่าตกไปแล้วเสนอไม่ได้ พวกผมบอกว่าเสนอได้เพราะไม่ได้ใช้ข้อ ๔๑ นี่คือมีปัญหา การใช้ข้อบังคับ ท่านประธานต้องอยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ อย่าไปที่อื่น ถ้ามีปัญหาข้อบังคับ อำนาจการวินิจฉัยมี ๒ กรณีเท่านั้นเอง ๑. ท่านประธานเองต้องวินิจฉัย เช่นข้อ ๔๑ นี้ ให้ท่านประธานวินิจฉัย ประธานอนุญาต กรณีมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเป็นอำนาจท่าน แต่ท่านเองไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ท่านบอกว่ามันไม่มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลง เสนอเหมือนเดิม ๘ พรรคร่วมเหมือนเดิม ท่านก็ไม่มีข้อมูลหรือเหตุผลที่จะมาวินิจฉัยว่าให้เสนอ การเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมเน้นว่าผมไม่พูดว่าเป็นญัตตินะครับ ซึ่งกระบวนการมันทำเหมือนการเสนอญัตติ ท่านประธานครับ มาตรงนี้ปุ๊บ มาอยู่ในกรอบว่า ท่านประธานไม่วินิจฉัย แล้วใครวินิจฉัย ท่านบอกว่าต้องเป็นหน้าที่ของที่ประชุมของรัฐสภา วินิจฉัย ท่านประธานครับ ถ้ารัฐสภาจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อบังคับ ก็คือการตีความ ข้อบังคับ ขณะนี้เรามีปัญหาการตีความข้อบังคับอยู่ ๒ ซีก เขียนไว้ชัดครับ ข้อ ๑๕๑ เขียนไว้ชัดกรณีมีปัญหาตีความข้อบังคับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านนะครับ อ่านให้ ที่ประชุมฟังเลย ด้วยความเคารพท่านประธาน ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔๙ ของรัฐธรรมนูญ อันนี้หมายถึงตัวรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความตามข้อบังคับนี้ให้เป็น อำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย มีปัญหาตีความนะครับ และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ นี่คือบทบัญญัติที่ให้หน้าที่และอำนาจของรัฐสภาวินิจฉัย แต่กำกับว่าต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือได้ ๓๗๕ ต้องได้ ๓๗๕ เพราะเราแบ่งครึ่งคนไม่ได้ สมาชิกเรา ๗๔๙ กึ่งหนึ่งก็ ๓๗๔ จุดจุดจุด เราแบ่งครึ่งคนไม่ได้ก็ต้องเอา ๓๗๕ คือมากกว่ากึ่ง แต่ข้อบังคับนี้เอาแค่ไม่น้อยกว่ากึ่ง ถ้าสมาชิกมี ๗๕๐ ก็ต้องได้ ๓๗๕ ขึ้นไปถึงจะมีอำนาจวินิจฉัยข้อบังคับนี้ได้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้สำคัญนะครับท่านประธาน ผมต้องลุกขึ้นเพราะว่าถ้าท่านโหวตตามที่เขาเสนอนี้ เสียงข้างมากผ่านเลย แต่การโหวตครั้งนี้ถ้ารัฐสภาวินิจฉัยด้วยเสียง ๓๗๔ ญัตติที่ท่านเสนอนี้ ตกเลยนะครับ วินิจฉัยไม่ได้ ก็เป็นไปตามข้อบังคับ เราก็เข้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีต่อเลย ผมท้วงท่านประธานตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพท่านประธาน โดยสรุป ท่านประธานกรุณาสรุปว่าสมาชิกเสนอญัตตินี้ได้โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ กรณีมี ความเห็นต่างเรื่องการบังคับใช้ข้อบังคับให้สมาชิกได้เสนอญัตติ ท่านประธานสรุปว่าเสนอได้ มีผู้รับรอง ให้อภิปรายสนับสนุนกันได้ คัดค้านกันได้ หลังจากนั้นท่านประธานต้องสรุปว่า ขอลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ พอผลลงคะแนนออกมาปุ๊บ ถ้าซีกที่เขาเสนอเขาได้ ๓๗๕ ยอมครับ นี่คือมติเสียงข้างมากของรัฐสภา แต่ถ้าไม่ได้ท่านต้องยอมพวกผมด้วยเหมือนกัน ถ้าท่านได้ ๓๗๔ ท่านต้องยอมผมว่าให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยความเคารพ ท่านประธานจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ อีกนิดเดียวก่อนจบ ทำไมซีกผมถึงเถียงว่า มันไม่ใช่ญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ท่านประธานครับ พวกผมก็บอกว่าแม้มีกระบวนการ ดำเนินการเสมือนญัตติ เพราะญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผู้ร่างผมเองหนึ่งในนั้น ผมร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราเขียนนิยามไว้ชัดไปอ่านดูได้ ญัตติคือ ข้อเสนอใด ๆ ที่ให้สภามีมติให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องมีมติให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความหมายชัดท่านประธานครับ จะเอาไปซ้ายก็ได้ ไปขวาก็ได้ แล้วแต่มติสภา แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เขาเขียนไว้ว่าให้สภาไปเลือก ไปเลือกนะครับ ไม่ได้ดำเนินการ คำว่า เลือก นี้คือดำเนินการอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอย่างใด ต้องไปเลือก ผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ให้เป็นการสถาปนา ไม่ให้ไปดำเนินการ อย่างอื่น ต้องเลือกอย่างเดียวตามที่เขียนไว้ เพราะฉะนั้นมันเลยไม่มีความจำเป็นว่าต้องเขียน คำว่า ญัตติ นำหน้าตัวรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง สังเกตครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจ อภิปรายทั่วไป เขาเขียนคำว่า ญัตติ หมดนะครับ ซึ่งสมาชิก มีขอสนับสนุนเรื่องนี้อยู่ ผมจะไม่ลงรายละเอียด ด้วยความเคารพท่านประธาน โดยสรุปครับ ๑. ต้องชัด เสนอตามข้อ ๑๕๑ อภิปรายกันไปโต้แย้งกันไป ๒. ลงมติตามข้อ ๑๕๑ ถ้าจบ ตามนั้นจบวันนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ