พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องการล้มล้างการปกครองและเข้าใจผิดเรื่องระบบรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่าการประชุมวันนี้เป็นการพิจารณาหลักการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ พริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันเจตนาพรรคก้าวไกลในการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองประมุข พร้อมยืนยันว่าการเสนอแก้ไขดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง และสอดคล้องกับหลักสากลของการปกครองประชาธิปไตย พริษฐ์ วัชรสินธุ ย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่งดออกเสียง แต่ควรเห็นชอบกับพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อคืนความปกติให้การเมืองไทยและเคารพเสียงประชาชน
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ จะต้องขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงในประเด็น เมื่อสักครู่ทั้งหมด ๒ ประเด็นครับ ซึ่งเป็นประเด็นพาดพิงที่เป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้าง มีความร้ายแรง
ประเด็นพาดพิงข้อ ๑ เป็นข้อกล่าวหาจากสมาชิกรัฐสภาหลายท่านที่มี การกล่าวหาว่านโยบายบางส่วนของพรรคก้าวไกลนั้น มีจุดมุ่งหมายในการล้มล้างการปกครอง ในฐานะคนที่เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามารับผิดชอบเรื่องการจัดทำและการสื่อสารรณรงค์นโยบาย จึงมีความจำเป็นจะต้องชี้แจงข้อกล่าวหานี้
ส่วนประเด็นพาดพิงข้อ ๒ เป็นการพาดพิงว่าพรรคก้าวไกลนั้น ไม่ได้มีความ เข้าใจเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แต่เป็นการเข้าใจว่า เราปกครองในระบบประธานาธิบดีซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นกันครับ ดังนั้นครับ ท่านประธานผมขออนุญาตใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้ในการชี้แจง ๒ ประเด็นดังกล่าว
ในส่วนของประเด็นที่ ๑ เกี่ยวข้องกับข้อกังวล ข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบาย ในการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ก่อนที่ผมจะเริ่มชี้แจงนะครับ ผมต้องเรียนตามตรง ว่าหากผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่เข้ามาฟังการประชุมรัฐสภาวันนี้ โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่า ระเบียบวาระการประชุมนั้นคืออะไร ผมอาจจะหลงคิดไปได้ว่าการอภิปรายในวันนี้นั้น ไม่ได้เป็นการอภิปรายเพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการอภิปรายในวาระที่ ๑ เพื่อพิจารณาหลักการและเหตุผลของการเสนอกฎหมาย หรือการเสนอการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
แต่ถึงอย่างไรไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าก็เป็นโอกาสดีที่เรานั้นได้มีโอกาสรับฟัง ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แล้วก็เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าการมาถกเถียงกันเรื่องของ การแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำได้ในรัฐสภาแห่งนี้ แต่เพื่อให้ การอภิปรายของผมนั้นไม่นอกประเด็นจากระเบียบวาระการประชุมจนเกินไป ผมขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่หลายท่านนั้นได้กล่าวหาขึ้นมา แต่อยากจะแค่ยืนยัน ถึงหลักการและเหตุผลที่พรรคก้าวไกลนั้นได้มีการบรรจุนโยบายในการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็น ๑ ใน ๓๐๐ นโยบายที่เราได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน
ท่านประธานครับ ต้องเท้าความแบบนี้ว่ากฎหมายอาญา มาตรา ๑๒ นั้น เป็นกฎหมายที่ระบุโทษเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เจตนาของพรรคก้าวไกล ในการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรานี้ ก็เป็นเจตนาและเป้าหมายที่ผมเชื่อว่า คงไม่แตกต่างจากเจตนาและเป้าหมายของหลาย ๆ ท่านที่รัฐสภาแห่งนี้ นั่นคือเป้าหมาย ของการพยายามจะพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ภายใต้บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และภายใต้หลักการของระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในมุมมองของพรรคก้าวไกลครับ ความสัมพันธ์นั้นจะดีขึ้นได้ก็จำเป็น ที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อรักษาสมดุลที่ดีขึ้นระหว่าง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ของประชาชนกับการคุ้มครองประมุขจากฐาน หมิ่นประมาท ซึ่งเรามองว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้นั้นก็จำเป็นจะต้องพูดถึง ๓ ปัญหา ด้วยกันครับ
ปัญหาข้อ ๑ คือปัญหาเรื่องขอบเขตการบังคับใช้ จริงอยู่ว่ากฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น หากใครไปเปิดกฎหมายแล้วอ่านดูก็จะเขียนชัดว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับ โทษเรื่องการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย แต่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ การเมืองไทยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ นั่นก็คือมีหลายกรณีที่ถูกดำเนินคดีหรือถูกตัดสินว่า เป็นการกระทำความผิดตามฐานกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ดูแล้วด้วยสามัญสำนึก ก็ไม่น่าจะเข้าข่ายการหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย ดังนั้นหากเราต้องการจะแก้ไขปัญหานี้ พรรคก้าวไกลก็เลยเสนอว่าจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเขียนขอบเขต การบังคับใช้ให้มีความชัดเจนขึ้นในการแยกแยะระหว่างการแสดงออกโดยสุจริต ซึ่งเป็นสิทธิ เสรีภาพที่ผมเชื่อว่าทุกท่านก็น่าจะเห็นตรงกับผม เพราะควรจะกระทำได้ในประเทศที่ปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยกับการหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย ซึ่งก็เป็นฐานความผิด ตามกฎหมาย
ปัญหาข้อที่ ๒ ที่พรรคก้าวไกลนั้นต้องการจะเข้ามาปรับปรุงแก้ไข ก็คือการปรับ อัตราโทษให้ได้สัดส่วนมากขึ้นจากฐานความผิด ผมเคารพนะครับว่าแต่ละท่านนั้นอาจจะ มองต่างกันครับ ว่าอัตราโทษที่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดนั้นควรจะอยู่ที่เท่าไร แต่ผมก็หวัง นะครับว่าหลายท่านในที่นี้ รวมไปถึงสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้สังกัดพรรคก้าวไกลนั้น น่าจะเห็นตรง กับผมครับ ว่าการกำหนดโทษให้สูงถึงการจำคุก ๓-๑๕ ปีนั้น และเท่ากับการฆ่าคนโดย ไม่เจตนานั้น เป็นโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ส่วนปัญหาข้อที่ ๓ ที่เราต้องการจะเข้ามาแก้ไขผ่านข้อเสนอทางกฎหมาย ของเรานั้น ก็คือการจำกัดสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต้องยอมรับครับว่าปัจจุบันการเปิดให้ ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นเป็นการเปิดช่องให้กฎหมายนี้ ที่มีเจตนา ในการคุ้มครองประมุข กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ล้วนไม่ส่งผลดีต่อสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์
ดังนั้นครับ ในประเด็นพาดพิงข้อที่ ๑ ผมต้องขอยืนยันกับท่านประธาน และสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในที่นี้ครับว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกลนั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้มีเจตนาในการล้มล้างการปกครอง และเป็นข้อเสนอ ที่สอดคล้องกับหลักสากลของการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข
มาสู่ประเด็นพาดพิงข้อที่ ๒ ครับ เป็นข้อกล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลนั้น ไม่ได้เข้าใจเรื่องการปกครองระบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ผมต้องเรียนตามตรงนะครับ ว่าทางพรรคก้าวไกลเราเข้าใจเป็นอย่างดีว่าระบบรัฐสภาแบบปกตินั้นหน้าตา เป็นอย่างไร และเพราะเราเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีละครับ ผมเลยต้องขออนุญาตชวนสมาชิก รัฐสภาทุกท่านนั้นมาตั้งสติร่วมกันครับว่าคำถามที่สำคัญในวันนี้จริง ๆ แล้วคือคำถามว่าอะไร สำหรับผมแล้วนะครับ คำถามที่สำคัญสำหรับสมาชิกรัฐสภามากที่สุดในวันนี้ไม่ใช่คำถามว่า พวกเรา ๗๕๐ คนนั้นมีความคิดเห็นอย่างไรกับคุณสมบัติของคุณพิธาในการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หรือมีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของพรรคก้าวไกล แต่คำถามที่สำคัญที่สุด ต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในวันนี้ครับ ก็คือพวกเรา ๗๕๐ คนนั้นพร้อมจะเคารพเสียง ของประชาชน ๔๐ ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกมาให้คำตอบต่อคำถามดังกล่าว ในการเลือกตั้งเมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒ เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ผมเข้าใจเป็นอย่างดีนะครับว่า การเคารพเสียงของประชาชนนั้นไม่ได้หมายความถึงการเคารพเสียงของแค่ประชาชน ที่สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องเป็นการเคารพเสียงของประชาชน ที่สนับสนุนทุกพรรคการเมือง รวมไปถึงประชาชนที่ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ได้ทำหน้าที่แล้วในการแปร ๑ สิทธิ ๑ เสียงของประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลายออกมาเป็นผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน ที่เป็นตัวแทนของชุดความคิดที่แตกต่างหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในสังคม และยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ ๒ เดือนที่ผ่านมาหลังจากการเลือกตั้งเดินทางมาถึงวันนี้ ก็เลยปรากฏชัดครับว่า Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันหนึ่งนั้น ก็สามารถรวบรวมเสียงจาก สส. ของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกัน รวมได้ เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นตามความเข้าใจในระบบรัฐสภาปกติ ข้อสรุปว่าใคร ควรจะได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นข้อสรุปที่ควรจะมีความชัดเจนแล้ว แต่ข่าวร้ายของประเทศไทยครับ และข่าวร้ายของประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนที่รับฟังการประชุม วันนี้อยู่ ก็คือประเทศเรานั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะการเมืองที่เป็นปกติ แน่นอนครับ ความไม่ปกตินี้ ก็มีต้นกำเนิดส่วนหนึ่งมาจากมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ที่ได้ให้อำนาจ ส.ว. ที่มาจาก การแต่งตั้งนั้นมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการเปิดช่องให้สามารถมีการแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลให้ไม่เป็นไปตามครรลอง ของระบอบประชาธิปไตยได้ ดังนั้นในเมื่อมาตรานี้ยังคงดำรงอยู่มาถึงทุกวันนี้ โจทย์ที่สำคัญ ในวันนี้ก็คือเราจะร่วมกันกำจัดความไม่ปกติที่สืบทอดมาจากอดีต เพื่อคืนความปกติให้ ประเทศไทยเดินไปสู่อนาคตได้อย่างไร สำหรับเพื่อน ๆ ผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองในซีกที่ไม่ได้สนับสนุนคุณพิธา ผมเข้าใจ แล้วก็เคารพความเห็นที่แตกต่างของท่าน ผมเชื่อครับว่าตัวท่านเอง หรือผู้สนับสนุน พรรคการเมืองของท่านนั้นก็อาจจะไม่ไว้วางใจคุณพิธาหรือพรรคก้าวไกลให้เข้ามาบริหาร ประเทศ แล้วผมก็ขอพูดไว้ในที่นี้ว่าจะเป็นคนหนึ่งที่จะปกป้องสิทธิของท่านในการทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุลรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้าน แต่ผมก็อยากให้ท่านพึงตระหนักไว้ เหมือนกันนะครับ ว่าระบอบการปกครองระบอบเดียวเท่านั้นที่อนุญาตให้มีฝ่ายค้าน ก็คือ ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นถึงแม้ผมทราบดีว่าหากเราอยู่ภายใต้การเมืองที่ปกติ ผมคงไม่ได้ คาดหวังให้ท่านนั้นยกมือสนับสนุน Candidate นายกจากอีกซีกหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในเมื่อเราอยู่ในสภาวะการเมืองที่ไม่เป็นปกตินั้น ผมคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีครับ ที่ท่านจะ ได้แสดงให้สังคมเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายระหว่างเรา ทุกพรรคนั้น คือจุดมุ่งหมายที่เรามีร่วมกันในการคืนความปกติให้กับสังคมไทย ในการเคารพ เสียงของประชาชน และในการรักษาระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้พวกเราทุกคนนั้นมีสิทธิ ในการมาพูดและอภิปรายในที่นี้ตั้งแต่ต้น
ส่วนสำหรับสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านครับ ผมก็เคารพเช่นกันครับ เพราะท่านก็ อาจจะมีความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจจะไม่ไว้วางใจทางพรรคก้าวไกลหรือคุณพิธาอยู่บ้าง แต่ผมต้องขออนุญาตย้ำกับท่านครับว่าหากท่านมีความประสงค์ที่จะคืนความปกติ และเคารพเสียงของประชาชนทุกฝ่าย ทางออกตรงนั้นต้องไม่ใช่การงดออกเสียง หรือการไม่อยู่ ในที่ประชุมแห่งนี้ครับ แต่หากท่านต้องการจะคืนความปกติและมีความเป็นกลางทางการเมืองจริง ทางออกของท่านคือการเห็นชอบกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะว่าการลงมติให้กับ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ การขานชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่า ท่านไว้วางใจบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนะครับ แต่การขานชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือการให้ความเห็นชอบกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ คือการให้ความเห็นชอบกับการคืนความปกติให้กับ การเมืองไทย การให้ความเห็นชอบกับการให้โอกาสประชาธิปไตยได้เดินหน้าต่อ และการให้ ความเห็นชอบกับการเคารพเสียงของประชาชนผ่านผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐาน ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอบคุณครับท่านประธาน