พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายสรุปวิสัยทัศน์ในการนำของรัฐบาล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายสรุปวิสัยทัศน์ในการนำของรัฐบาล โดยเน้นเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และปฏิรูปการเมือง รวมถึงการเรียกร้องให้วุฒิสมาชิกสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ขอลุกขึ้นอภิปรายสรุปในการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิก รวมถึงการพูดคุยถึงวิสัยทัศน์ของคนที่ถูกนำเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยครับท่านประธาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งสูงสุดในชีวิตผมนะครับ ที่ได้รับการเสนอจากเพื่อนสมาชิกให้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ผมจะใช้เวลาในการอภิปรายสรุปและพูดถึงวิสัยทัศน์ภายในการนำของรัฐบาลที่มี นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก่อนอื่นก็ต้องมาพูดคุยกันใน ๒-๓ ประเด็นครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่จะพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ที่นี่ รวมถึงประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ก็คือ อะไรคือคำว่า วิสัยทัศน์ อะไรคือนิยามของสิ่งนั้น แตกต่างจากยุทธศาสตร์ แตกต่างจาก นโยบายอย่างไร และประเด็นที่ ๒ คนที่เป็นผู้นำที่ดีต้องรู้ครับว่ากำลังสื่อสารอยู่กับใคร ที่ไหนในเรื่องการสื่อสารวิสัยทัศน์นั้น สำหรับผมแล้วนิยามของคำว่า วิสัยทัศน์ คือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดครับ เพื่อที่จะให้องคาพยพต่าง ๆ เดินไปสู่เป้าหมายนั้น เข้าใจว่าเป้าหมายนั้นมีโอกาสอะไรและมีความท้าทายอะไรที่รอเราอยู่ในฐานะรัฐบาล ในขณะเดียวกันเรามองกลับมาที่ตัวเราเองครับว่าจุดแข็งของประเทศเรา จุดอ่อนของ ประเทศเรามีอะไรบ้าง และจะใช้วิธีการอย่างไร ยุทธศาสตร์อย่างไร ยุทธวิธีอย่างไร การปฏิบัติอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่ได้กำหนดนั้น ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ห่างจากวันที่ พี่น้องประชาชนมาลงมติเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นเวลา ๒ เดือน ผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนได้เห็นวิสัยทัศน์ของผมผ่านการ Debate ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านการพูดคุย วิสัยทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จะทำให้ปากท้องดี เศรษฐกิจดี เป้าหมาย ในการที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะก้าวข้ามการที่เป็นประเทศรายได้ปานกลาง มามากกว่า ๓๕ ปี ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตด้วย และลดความเหลื่อมล้ำไปในวิธีเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองดีที่พูดคุยกันถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้ คอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ ผมได้พูดให้พี่น้องประชาชนฟังหมดไปแล้วเมื่อ ๒ เดือน ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะการพูดทำให้มีอนาคต ในการปฏิรูปเรื่องของการศึกษา ทำอย่างไรให้ การศึกษาของเราดีขึ้น คืนครูให้ห้องเรียน ทำอย่างไรให้เปลี่ยนจากเรียนมากได้น้อย ให้ไปเรียนน้อยได้มาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะสื่อสารในวันนี้ไม่ใช่จำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับ พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาอีกต่อไป เราจะต้องสื่อสารกับคนที่อยู่ในสภาที่นี่ ๗๕๐ คน แล้วก็ต้องสื่อสารตรง ๆ ไปกับท่านวุฒิสมาชิกนะครับว่าจริง ๆ แล้วหลังจากที่ผมได้ฟัง การอภิปรายหลังจากที่ผมได้ทำงานกับพวกท่านมาตลอด ๔ ปี ผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็ ไม่ได้ต่างกันเท่าไรครับ ผมก็ได้แสดงวิสัยทัศน์หลาย ๆ ครั้ง ตั้งแต่การทำงานร่วมกันของ พวกเราในครั้งแรก ผมยังจำได้ครับเป็นการพูดคุยถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเกษตร วิสัยทัศน์ ที่เรียกว่ากระดุม ๕ เม็ดผ่านการประชุมรัฐสภาร่วมเรื่องของการแถลงนโยบายเมื่อ ๔ ปีก่อน ณ ตอนนั้นก็มีเพื่อน ๆ วุฒิสภาหลายท่านเดินมาหาผมแล้วก็บอกว่าวิสัยทัศน์ในการกระจาย ที่ดินออก เพื่อที่จะมาบริหารจัดการให้หนี้สินเกษตรกรดีขึ้น และสุดท้ายสามารถที่จะเพิ่ม มูลค่าและเอาเครื่องจักรการเกษตรมาเพิ่มขึ้นให้ Productivity ของการเกษตรดีขึ้น อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเรามีอะไรที่เหมือนกันและใกล้เคียงกัน หลายท่านก็มีโอกาสได้ทำงานกับ ผมมาก่อนในสมัยที่ยังอยู่กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพาณิชย์นะครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร สิ่งแวดล้อม หลายท่านก็มี โอกาสได้พบได้เจอกันมาก่อนที่จะมาพูดคุยกันที่สภานี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันของ พวกเราสมาชิกรัฐสภา การที่จะช่วยทำให้ปัญหาสังคมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. อุ้มหาย ป้องกันการอุ้มหายและซ้อมทรมานที่เป็นการร่วมมือของพวกเราทั้ง ๒ สภา สภาล่าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเสนอขึ้นไปมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น การทำงานในการแก้รัฐธรรมนูญในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งเรื่องการเสนอการแก้ไข มาตรา ๒๗๒ ผมก็ยังจำได้ว่ามีเพื่อน ๆ วุฒิสภาลุกขึ้นอภิปราย และตอนนั้นปิดสวิตซ์ตัวเอง ถึง ๖๓ คน แต่ตอนนี้งดออกเสียงไม่ได้แล้วนะครับ ปิดสวิตซ์ตัวเองไม่ได้แล้วครับ เพราะว่า ตอนนี้ถ้าการที่จะทำให้เลือกนายกรัฐมนตรีไปต่อได้นี้งดออกเสียงไม่ถือว่าเป็นการปิดสวิตซ์ ตัวเองครับ แต่ว่าเป็นการที่ไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไปต่อได้ แต่ก็แสดงให้เห็นครับว่าจริง ๆ แล้วเราก็มีอะไรเหมือนกันมากกว่าความแตกต่างที่เราอาจจะ เห็นต่างกันในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภา IPU ระหว่างประเทศที่ตัวผมเป็น ประธานรัฐสภาประเทศไทยกับนิวซีแลนด์ เราพูดกันเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เราพูดกัน เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เราพูดกันถึงเรื่องเกี่ยวกับการดูแลผลประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศ ในเรื่องของการต่างประเทศ การบริหารจัดการน้ำ เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราเคยพูดคุย กันมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้ามานึกถึงตอนนี้ เรามีอะไรที่เหมือนกันมากกว่า สิ่งที่เราแตกต่างกัน และหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านได้พยายามมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ท่านเป็นอดีตข้าราชการ ไม่ว่าท่านจะทำอยู่ในช่วงที่ท่านเป็น สนช. จนมาถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าวันนี้เป็นประตูแห่งโอกาสที่เราจะสามารถทำงานร่วมกัน ภายใต้ รัฐบาลชุดต่อไป ในการแก้ปัญหาที่ท่านต้องการจะแก้มาตลอด และความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทยที่เราจะต้องแก้ร่วมกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมทราบดีว่า ท่านยังมีความคลางแคลงใจในตัวผม แล้ววันนี้ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นโยบาย น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดยืน เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ ผมอยากจะเรียนท่านอย่างนี้ครับ ผมฟังดูแล้วนี่ผมคิดว่าเป้าหมายของพวกเราทั้งสภา เหมือนกัน เพียงแต่วิธีในการที่จะประเมิน และวิธีในการที่จะเข้าถึงเป้าหมายนั้นต่างกัน ในมุมมองของผมแล้วการที่จะทำให้เป้าหมายที่พวกเราเห็นตรงกันคือการธำรงไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขนั้นต้องไม่อนุญาตให้ใครใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ในการโจมตีกันทางการเมือง ผมถึงอยากจะชวนทุกท่านครับมองกันยาว ๆ ไม่ใช่แค่วันนี้ อย่างเดียว มองกลับไปในอดีตด้วย มองถึงวันปัจจุบันด้วย แล้วมองไปถึงอนาคตครับว่า ถ้าเกิดเรานับย้อนหลังกลับไปถึงปี ๒๕๔๙ เป็นหมุดหมายสำคัญเหลือเกินครับในฐานะ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมไทย เราจะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็น เครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาตั้งแต่เวลานั้นเพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้งถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตนและไม่มีเครดิตทางสังคมล้วนต้องดึงสถาบันมาอ้างอิง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มธุรกิจ มันไม่ใช่ พวกเราหรือครับที่ผูกสถานการณ์มาจนถึงปัจจุบันในวันนี้ และต้องให้คนรุ่นใหม่ต้องมา รับผิดชอบในสิ่งที่พวกเราพยายามผูกกัน จนมาถึงปัจจุบันครับมีหลายกลุ่มหลายพวก ที่ต้องการจะสกัดกั้นไม่ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างมาก ตั้งรัฐบาลได้เพราะเขากำลังจะเสียผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็น ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็จงใจที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ ของตัวเอง แล้วก็จะมาเป็นคู่ตรงข้ามกับการลงคะแนนเสียงของประชาชนในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม วันนี้ผมถึงอยากจะเชิญชวนวิญญูชนครับให้มีสติไตร่ตรองให้ดีว่าการทำเช่นนี้ มีราคาและมีต้นทุนอย่างไรกับสังคม ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีใครชูคำขวัญ เราจะสู้เพื่อในหลวง เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีใครอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มี ใครเอาเรื่องล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมืองให้คนเกลียดชังกันเพื่อผลประโยชน์ ทางการเมือง ถ้าเราไม่ใช้มาตรา ๑๑๒ มาเป็นเครื่องมือมาทำลายล้างกัน ความขัดแย้ง ในสังคมไทยคงไม่มาถึงจุดนี้ ถึงเวลาแล้วครับที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่อย่างมี วุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็น การเมือง แล้วหากุศโลบายครับเพื่อที่จะพัฒนารักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่าง พระมหากษัตริย์กับประชาชนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชฐานะ จัดวาง พระราชอำนาจให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำแบบนี้ครับ สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรารักถึงจะดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะขอเสนอตัวเองให้เป็นฉันทามติใหม่ สำหรับความปกติใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า แต่สุดท้ายผมเชื่อว่าสังคมไทยจะหาจุดลงตัวได้ เป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด แล้วก็ไม่มีใครเสียทั้งหมด เหมือนอย่างที่เราพูดคุยกัน ในวันนี้ เป็นจุดลงตัวที่เรายอมรับร่วมกันได้แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่าง หลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงความคิดทางการเมือง และนี่คือก้าวที่สำคัญ ของสังคมไทยในการสร้างฉันทามติใหม่ที่เป็นเรื่องของกระบวนการจัดการความขัดแย้ง ด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมต้องคิด เหมือนกันนะครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันทามติใหม่ที่เรา กำลังจะสร้างร่วมกันคือการยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ของสังคม เราควรนำเรื่องที่ผู้คนเห็นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การจัดการที่ดิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระบวนการสร้างสันติภาพใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปรับปรุงมาตรา ๑๑๒ หรืออื่น ๆ มาหาข้อยุติร่วมกันโดยใช้กระบวนการในสภา หรือกลไกทางประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ เป็นการปะทะกันบนท้องถนน เราต้องบริหารจัดการความเห็นต่างไม่ให้กลายเป็น ความขัดแย้งด้วยการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก และทำให้เรามีระบบนิติรัฐ มีระบบ กฎหมายที่ดี มีกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้การคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเจ้าของประเทศเป็นเป้าหมายหลักของรัฐและความมั่นคง ของชาติ นั่นก็คือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของชาติ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านครับ สิ่งที่เรากำลังจะร่วมกันทำ ต่อไปนี้ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตยในระบบกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมของสังคม นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกผม ไม่ใช่การเลือกพรรค แต่เป็นการเลือกให้โอกาสกับประเทศไทย คืนความปกติให้กับการเมืองไทยให้สามารถที่จะบอกว่าฉันทามติที่ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้วนั้น คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ผมไม่สามารถ ทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ ผมขอเชิญชวนทุกท่าน อย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผมขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อตามเสียง และเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้การตัดสินใจของท่านนั้นสะท้อน ในความหวังของประชาชน และความหวังของตัวท่านเอง อย่าให้มันสะท้อนในความกลัวครับ ขอบพระคุณมากครับ