สมชาย ยันบทบาท ส.ว. เห็นชอบนายกฯ ชี้ 112 กระทบสถาบัน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

สมชาย แสวงการ ย้ำบทบาทวุฒิสมาชิกในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการและไม่กดดันด้วยการชุมนุมหรือกระแสสังคมออนไลน์ โดยตั้งข้อกังวลต่อการแก้ไขมาตรา 112 ว่าอาจกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ พร้อมตั้งคำถามถึงเจตนาของพรรคการเมืองที่ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่สงบและขัดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมย้ำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองและไม่ควรถูกดึงเข้าสู่การปะทะทางการเมือง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอทำหน้าที่ ในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอมาตามมาตรา ๒๗๒ ซึ่งผมกราบเรียนว่าประเทศไทยนั้นเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วให้ไปร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยมี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี มิได้เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง มิได้เป็นการเลือก นายกรัฐมนตรีโดยตรงเหมือนที่กลุ่มบุคคลทั้งในสภา ในมวลชนบนถนน และใน Social ที่เป็นกองทัพอวตารแก้ว ๓ ประการ กำลังพยายามบังคับ กดทับ Bully ว่านี่คือเสียงข้างมาก ที่ประชาชนเลือกแล้ว จะต้องให้สมาชิกวุฒิสภาถูกบังคับว่าต้องเลือกด้วย แม้ก่อนหน้านี้ สมาชิกวุฒิสภา ๒๓ ท่านได้ลงมติเห็นชอบกับการแก้ไขยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นอำนาจ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลในระยะ ๕ ปีแรก ซึ่งเปลี่ยนผ่านการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎรด้วย และผ่านประชามติรัฐธรรมนูญมาด้วยเสียง ๑๖ ล้านเสียง ผ่านคำถามพวกนี้ ๑๕,๒๐๐,๐๐๐ เสียง มีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนท่านขอปิดสวิตช์ตัวเองเสมือนจะบวชเป็นพระไปตลอดชีวิต จนกว่าจะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งหลัง ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ท่านก็ยังไปขุด ไปอ้อนวอน ไปข่มขู่ ไป Bully ไปใช้สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ปลุกท่านขึ้นมาบอกว่าให้เปิดสวิตช์พวกผม ก็โดนครับ เหมือนที่ท่านคำนูณและท่านสมาชิกต่าง ๆ โดนทุกคนครับใน สว. มีทุกรูปแบบ ผมขออนุญาตไม่พูดในเรื่องวิชามารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งครอบครัว ตัวบุคคล และสภาพแวดล้อม แต่พวกผมทั้ง ๒๕๐ คนยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย อย่างสมบูรณ์ มีสิทธิและคะแนนเสียงเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การเลือกตั้ง แม้เราจะมาจากการสรรหา แม้เราจะมาจากการเลือกตั้งกันบางส่วน และสรรหาอีกครั้งหนึ่งก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่วันนี้ของสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาจะกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติซึ่งมีสถาบันหลักคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่ตั้งครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงสิ่งที่จะขออภิปรายดังต่อไปนี้ครับว่า ในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ สว. จะต้องทำหน้าที่นั้นเป็นเช่นเดียวกับที่เราเคยปฏิบัติ ในฐานะที่วุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภาที่ต้องทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย กลั่นกรองตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด เป็นต้น ที่ท่านให้ สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองพิจารณาคุณสมบัติ พฤติกรรมทางจริยธรรม เพื่อให้ดำรงตำแหน่ง ผมยืนยันว่าตลอดระยะเวลา ๔ ปีของการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ของผมในสมัยที่ ๓ ทุกคนผมยืนยันใน ๒๕๐ ท่านว่าทำหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พิจารณาโดยไม่มีอคติ ไม่มีโมหะจริต ไม่มีอามิสสินจ้างใด ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็จะทำ หน้าที่เช่นนั้นครับ อยากฝากกราบเรียนพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านและอาจจะเห็นด้วย เห็นต่างในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของท่านเข้ามาในสภาแล้วว่าวันนี้รัฐสภา ต้องทำหน้าที่และทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าท่านได้ทำหน้าที่ของท่าน ในการเลือกผู้แทนแล้ว ผู้แทนของท่านต้องมารวมกันเป็นคณะหรือพรรคไม่ว่าจะเซ็น MOU หรือเซ็นสัตยาบันหรือไม่ก็ตาม รวมตัวกันเป็นผู้ที่เสนอตัวเป็นรัฐบาล และเสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรีที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ อันมีคุณสมบัติของความเป็น รัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ และต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำความเข้าใจกันอย่างนี้นะครับ สมาชิกรัฐสภา ๗๕๐ คนก็จะลงมติ ด้วยความสบายใจ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกกดทับ ไม่ถูก Bully ไม่ถูก อามิสสินจ้าง และไม่ถูกกระทำการตามหลังมาอย่างที่เคยเกิดขึ้นในแก้ว ๓ ประการ คือใช้สมาชิกในสภา มวลชนบนท้องถนน และกองทัพอวตารใน Social แบบที่ทำมาตลอด หลายปี ผมกราบเรียนว่าวันนี้ผมยืนยันและสบายใจที่จะทำหน้าที่ตรงนี้โดยไม่เกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะผมเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกคนมีความรักชาติ รักผืนแผ่นดินแห่งนี้ เคารพเสียงของ การเลือกตั้งไม่ว่าจะเห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล หรือเห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย หรือเห็นด้วย กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่น ๆ รวมถึงประชาชนที่เขาไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งประเทศรวมกัน ๖๗ ล้านคน ผมขอร้องครับว่าหลังจากเราเลือกวันนี้เสร็จแล้ว ไม่ว่าคุณพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็ตาม เราเลิกอ้างเรื่องเสียงข้างมาก ๑๔ ล้านคนแล้วบังคับคนทั้งประเทศว่าจะต้อง เปิดสวิตช์ สว. มาให้เห็นด้วย แล้วห้ามเห็นด้วยกับคนอื่น ยกเว้นนายพิธา อันนี้ผิดหลักครับ ผิดหลักประชาธิปไตย มันเป็นเผด็จการ หรือถ้าเลยจากนั้นไปเป็นแก้ว ๓ ประการ รวมกัน ก็เป็นอนาธิปไตย เรากำลังเข้าสู่การเมืองที่เราอยากเห็นประชาธิปไตยรุ่นใหม่ เราอยากเห็น ความสงบ ซึ่งเราผ่านความขัดแย้งมานานแล้วนะครับ ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๔๐ จากนั้นก็เกิดปัญหาใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๘ เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็เกิดการชุมนุมกันอีกตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๗ แล้วก็ยึดอำนาจกัน แล้วก็ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ วันนี้เราเดินเข้าสู่ครรลอง ประชาธิปไตยแล้ว เราควรนำพาประเทศไปสู่ครรลองประชาธิปไตย อย่างแท้จริงอย่าใช้สังคมกดทับ อย่าใช้ประชาธิปไตยแบบฟุ่มเฟือย หรือประชาธิปไตย ที่เลือกพวกข้าเท่านั้นที่ถูก เลือกพวกเอ็งผิด อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมกราบเรียน ท่านประธานที่ต้องใช้เวลานี้ เพราะผมเองนั้นมีหลักเกณฑ์ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญและตามที่ได้รับหน้าที่ และอำนาจมาตามมาตรา ๒๗๒ ชัดเจนครับ ผมจะพิจารณาโดยมีองค์ประกอบตั้งแต่ ๑. ซื่อสัตย์สุจริต ๒. มีความรอบรู้ ๓. มีวิสัยทัศน์ ๔. สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่ แต่ทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจาก เสียงเลือกตั้งที่ต้องมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในการเสนอต่อสภาแล้วนี่ สิ่งสำคัญที่สุดครับ คือความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงของชาติไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร ความมั่นคงของชาติ คือ อาณาเขตตั้งแต่รัฐที่เป็นชาติ การปกครอง ผู้องค์เป็นรัฏฐาธิปัตย์ รวมถึงหลักกฎหมาย หลักนิติธรรมที่คนไทยทั้งหมดรวมกันอยู่ยาวนานมาตลอดนับพันปี ผมเห็นแล้วไม่สบายใจ ในการรณรงค์ของบางกลุ่มแล้ววันนี้ก็ยังมีอยู่ ต้องยอมรับนะครับว่าเราเปลี่ยนแปลง การปกครองหลังจาก มีความเป็นชาติตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ แล้วมา เกิดการเปลี่ยนแปลง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่คณะบุคคลบางกลุ่ม บางเหล่า บางพวก ยังโหยหาโดยไม่เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เรียกร้องคณะราษฎร ๒๔๗๕ บ้างก็บอกว่า อีกไม่กี่ปี ๒๕๗๕ จะฉลองครบ ๑๐๐ ปีแล้ว ผมในฐานะที่อยู่ในสภาแล้วก็เป็นในส่วนความเห็น ที่ศึกษาทางวิชาการประวัติศาสตร์ ขอเรียนเลยครับว่าอย่าย้อนโหยหาอดีตอีกเลย เพราะ ๒๔๗๕ ขณะนั้นเป็นการยึดอำนาจ คณะราษฎรที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง ไปเรียนอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี แล้วมายึดอำนาจจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เป็นการยึดเอานะครับ เป็นการปฏิวัติ แล้วทำไมคนในสมัยนั้นจึงต่อต้านคณะราษฎร ด้วยการไม่ปล่อยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ละครับ ทำไมคนเหล่านั้นในสมัยปี ๒๔๗๕ ๙๑ ปีที่แล้วจึงเลือกการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุผลก็คือว่าคนไทยในอดีตจวบจนคนไทยในปัจจุบัน เคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้นำของชาติ คนไทยไม่ยอมเลือก การปกครองระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบเหมือนที่คณะบุคคลบางกลุ่ม บางเหล่า กำลังโหยหา และกำลังเรียกร้อง และกำลังเคลื่อนไหว และกำลังสร้างความเข้าใจผิด

-๖๐/๑ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดจากนี้คือสิ่งที่กระทบต่อการดำเนินการของการให้ความเห็นผู้จะเป็น นายกรัฐมนตรีและนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ ท่านใช้ในการหาเสียงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคการเมือง ของคณะกลุ่มบุคคล ผู้ช่วยหาเสียง และมวลชนที่สอดประสานกันตลอดมา ประเด็นสำคัญก็คือเรื่องของความเกี่ยวข้อง กับความเป็นชาติที่ต้องมีสถาบันหลัก ๓ สถาบัน ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งที่ท่านกำลังทำเป็นคำถามใหญ่มากที่ผมจะตอบตัวเองว่าผมสามารถโหวตให้ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีและนำนโยบายของท่านไปเคลื่อนไหวจนทำให้ประเทศเกิดความไม่สงบสุข ได้หรือไม่ สิ่งที่สมาชิกไปร่วมกันทำ MOU แล้วเสนอบอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ ที่มีการแก้ไข ผมเห็นใจท่านครับ บางท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ท่านไม่เคยเห็น ร่างกฎหมายที่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ ประชาชนก็ไม่เคยเห็นครับ แต่ผมขออนุญาตท่านประธาน ใช้เวลาสักครู่เพื่อนำร่างที่พวกเขาเหล่านั้น แล้วตอบว่าไม่เคยเสนอเข้าสู่สภาให้ท่านประธาน ได้เห็นครับ นี่คือเอกสารหลักฐานตัวจริงลงเลขที่รับ ๒๗/๒๕๖๔ ของสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๔ และลงเลขรับอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ถามว่า ทำไมถึงมีเลขรับ ๒ ครั้ง ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกนำเข้าเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล และท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง โดยความเห็นของคณะที่ปรึกษากฎหมายสภา เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ จึงไม่นำเข้าสู่การพิจารณา และขอให้เอากลับไปแก้ไข ปรากฏว่า ส่งกลับมาวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เหมือนเดิมครับท่านประธาน ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบมาก และผมอยากได้รับคำยืนยันว่าเรื่องนี้จะเดินหน้าต่อไหม เพราะหลายครั้ง หลายกรณี ต่างกรรมต่างวาระ จนกระทั่งนาทีสุดท้ายเมื่อสักครู่ทุกคนในพรรคก้าวไกลก็ยังยืนยันว่า จะเดินต่อ สาระสำคัญมีอย่างนี้ครับ ทุกมาตราดูที่ผมได้ บอกว่าบันทึกหลักการ เหตุผล ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จะดำเนินการคือยกเลิก ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อยู่ในร่างมาตรา ๔ ครับ โดยจะกำหนดลักษณะ ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศ ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมกำหนดฐานความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดง ความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดง ความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้กำหนดให้ ขีดเส้นใต้นะครับ ผู้ซึ่งติชมแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความใด ๆ โดยสุจริต เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญ และประโยชน์สาธารณะไม่มีความผิด ย้ำไม่มีความผิด คุณกำลัง ทำกฎหมายปกป้องพระประมุขของประเทศไม่มีความผิด กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดซึ่งพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริงไม่ต้องรับโทษ ผมบอก ท่านผู้แทนพรรคเล็ก ๆ ๒-๓ พรรคที่ท่านแถลงว่าท่านไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ นี่นะครับ เดี๋ยวผมจะให้ดูเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านกำลังจะถูกดำเนินคดีไปด้วย และกำหนด บอกว่าเป็นความจริงไม่ต้องรับโทษ และกำหนดให้ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิด อันยอมความได้ และให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ ท่านกำลังทำให้ความผิดหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านอดีตผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ซึ่งผมเคารพรักท่านเป็นส่วนตัวนะครับ บอกแล้วว่า จริงอยู่ครับในอดีตนั้นกฎหมายเขียนโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี แล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีการแก้ไขเป็นจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีถึง ๑๕ ปี แต่ท่านดูหลักการที่แก้ไขนะครับ ผมอ่านมาตราให้ฟังเลยครับ ท่านสมาชิกจะได้ตาสว่าง และพี่น้องประชาชนจะได้ตาสว่างครับ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ นี่หลักฐานชัดมาก ไปอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครอง (ฉบับที่ ๔๑) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ มาตรา ๔ เขียนว่าอย่างไรครับ ไปเพิ่มในมาตรา ๖ ให้ลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี ผู้สำเร็จราชการตามมาตรานี้ว่าไปนะครับ เอามามาตรา ๑๓๕/๕ เลยครับ เวลาจำกัด ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ ตัดพระราชินีกับองค์รัชทายาทออกนะครับ นอกเหนือจะย้ายจากหมวดความมั่นคง มาเป็นหมวดปกติแล้วนะครับ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี เมื่อสักครู่กฎหมายนี้เกิดมา นานมากแล้วนะครับ ยังจำคุกไม่เกิน ๗ ปี แล้วก็แก้ไขเป็นจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป จำคุกไม่เกิน ๑ ปี ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภา เราเป็นนักนิติบัญญัตินะครับ บอกประชาชนด้วยความจริงสิครับว่า ไม่ติดคุกเลยแม้แต่วันเดียวก็ได้ครับ อย่าโกหกประชาชน หมายความว่าถ้าท่านหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องติดคุกเลยก็ได้ ท่านยังเขียนต่ออีกว่า มาตรา ๑๓๕/๖ ลดครึ่งราคาอีกครับ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน แยกมาตราออกมาอีก มาตรา ๑๓๕/๗ ผู้ใดติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงความข้อใดโดยสุจริต ผมไม่อ่านข้อความต่อนะ หรือเพื่อ ประโยชน์สาธารณะผู้นั้นไม่มีความผิด มาตรา ๑๓๕/๘ ท่านเขียนไว้เองนะ ถ้าผู้ถูกกล่าวหา กระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่กล่าวหานั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ผมถามว่า นี่กฎหมายอะไรครับ ต่ำกว่ากฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาอีกนะครับ บุคคลธรรมดา บอกว่าเป็นเรื่องจริงยังผิดเลยครับ เพราะท่านไปหมิ่นประมาทต่อหน้าสาธารณะไม่ได้นะครับ นี่ไม่รวมถึงท่านแก้ไปเลอะเทอะใหญ่เลยนะครับ บอกว่าผู้ใดหมิ่นประมาท พระราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตัดโทษจำคุกหมดเลยครับ เหลือระวางโทษ ปรับไม่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท แล้วยังไปเขียนอีกครับว่า ถ้าเป็นอาฆาตมาดร้ายต่อผู้แทน รัฐต่างประเทศ ตัดโทษจำคุกอีก เหลือโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมถามว่า พระราชอาคันตุกะ ประธานาธิบดีต่าง ๆ มาประเทศไทย ท่านก็คงไปสนุกสนานในการ หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายนะครับ แล้วก็แบบเดียวกันครับ ถ้าแสดงความเห็นโดยสุจริต ถ้าเป็นความจริงก็ไม่ต้องรับโทษ แล้วยังแถมอีกนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าทำไมผู้แทนศาล ท่านไม่เห็นหรือครับ มาตรา ๑๙๘ บอกว่าผู้ใดหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณา หรือพิพากษาทำคดี หรือขัดขวางการพิจารณา หรือพิพากษาคดีของศาล ตัดโทษจำคุก ออกหมดเลยครับ เหลือเป็นว่าต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ บาท การมีโทษจำคุกป้องกันไม่ให้มีการละเมิดศาล หมิ่นศาลเพื่ออะไรครับ เพื่อให้คนไม่ไปยิงกัน ในศาลครับ หรือไม่ก็ไปหมิ่นศาลนะครับ เพราะฉะนั้นการทำแบบนี้จริงอยู่ครับท่านบอกว่า กฎหมายฉบับนี้เดี๋ยวไปแก้ในสภา เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมีข้อความ ต่อไปอีกว่า การทำแบบนี้ชัดเจนมากทั้งในที่ลับ ที่แจ้ง และในเวทีที่ต่าง ๆ รวมถึงเรื่องเหล่านี้ มีการกระทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมเกรงว่านอกเหนือจากการที่ไปร้อง กกต. แล้วร้องคุณสมบัติ ของการมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ (๓) ในเรื่องการถือหุ้นสื่อ ITV นั้น อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ถ้ามีเวลาผมจะอธิบายอย่างละเอียดเลยเพราะผมเป็นคนที่ถูกร้องในคดีทำนองเดียวกัน แล้วผมเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เรื่อง ITV ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย แล้วผมก็ยืนยันว่า เป็นหุ้นสื่อ อันนั้นไม่ก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ที่สำคัญคือข่าวสารรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ละครับ สำคัญมาก เป็นคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ ๑ และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ ๒ ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง หรือไม่ เขาร้องศาลแบบนี้นะครับ ศาลได้ทำหนังสือ ไปถามอัยการสูงสุด ๑๕ วันตามกฎหมาย อัยการได้ตอบว่ายังทำไม่เสร็จ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง เป็นกรณีที่ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา ๔๙ หรือไม่ ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคสอง แล้ว แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการตามที่ ร้องขอภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับร้องขอ กรณีนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคสาม ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องยื่นแก้ไขภายใน ๑๕ วัน ผมไม่อ่าน รายละเอียดตรงนี้ แต่ที่สำคัญครับ ผมได้เอกสารคำร้องของนายธีรยุทธมา แล้วผมเรียนเตือน ท่านผู้เป็นองค์ประกอบร่วมในการเสนอให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีความอคติใด ๆ ต่อคุณพิธาเลย ชื่นชอบส่วนตัวด้วยซ้ำไปเคยคุยกันหลายครั้ง แต่ผมคิดว่าการกระทำของ คุณพิธาและพรรคก้าวไกลขณะนี้ ถ้าพิจารณาตามคำร้องและศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตามมาตรา ๔๙ นี้นำไปสู่การ ๑. ให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าการเสนอร่างกฎหมาย มาตรา ๑๑๒ ๒. อาจนำไปสู่สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นคือการยุบพรรค และพรรคที่เข้าร่วม ในการจัดตั้งรัฐบาล ท่านพิจารณาให้ดีนะครับ เมื่อสักครู่พรรคเล็ก ๆ หลายพรรค ท่านก็เป็น สส. ใหม่ ท่านบอกท่านไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่การกระทำใด ๆ ก็ตามอย่าโยนภาระบอกว่า เสนอร่างกฎหมายเข้าสภาไปเลยโดยพรรคก้าวไกลก็ได้ โดยมวลชนจัดตั้งก็ได้ โดยประชาชน ก็ได้ ซึ่งทำมาหลายครั้งครับ แก้ว ๓ ประการนี่แล้วให้สภาไปพิจารณา ผมก็กราบเรียนถาม ท่านประธานในฐานะท่านประธานต้องดูแลสภา เราเสนอให้ประเทศไทยเสนอร่างกฎหมาย แก้ไขประเทศไทยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เราเสนอแก้ไขประเทศไทย ให้เป็นสาธารณะรัฐได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ ขัดรัฐธรรมนูญครับ การกระทำแม้กระทั่งยกร่าง ขึ้นมาแล้วเสนอต่อสภาก็ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้วครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วครับ ในคำวินิจฉัยเดิม ซึ่งไปอ่านได้ครับ คำวินิจฉัย ที่ ๑๙/๒๕๖๔ ถ้าท่านหาไม่เจอเอาเอกสาร ที่ผมได้ครับ เขียนว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พูด เขียน พิมพ์ โฆษณา สื่อความหมายโดยวิธีอื่น ต่าง ๆ ผมคงไม่นั่นนะครับ พูดถึงเรื่องการที่เป็นการอะไรครับ เป็นการบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้พรรคก้าวไกลเดี๋ยวผมจะรอคุณพิธาตอบ แล้วถ้ามีสิ่งที่ไม่เข้าใจผมก็จะซักถามนะครับ คำวินิจฉัยเขียนชัดเจนนะครับว่าตั้งแต่เรื่องของ การชุมนุมของกลุ่มบุคคลเครือข่ายเสนอข้อเรียกร้อง ๑๐ ข้อ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้กลุ่มบุคคล องค์กรเครือข่ายเลิกการกระทำอันกระทบกระเทือน สถาบันหลักของชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นการหยุดยั้งมิให้เกิดการลุกลาม เป็นอันตรายแก่สถาบันหลักของชาติ ซึ่งคำวินิจฉัยที่หน้า ๔๕ ปรากฏความดังนี้ครับ การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเรียกร้องเพื่อให้มีการยกเลิก ที่ห้ามผู้ใดล่วงละเมิด หมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังกล่าวจะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะ อันนำไปสู่ การสร้างความปั่นป่วนและความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพที่เกินความพอเหมาะพอควร โดยมีผลทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตราย ต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และจะนำไปสู่ การบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในที่สุด ในบรรยายฟ้องทั้งหมดนี้นะครับ มีพฤติกรรมทุกครั้งของนายพิธาและพรรคก้าวไกล เป็นองค์ประกอบความผิดในการแสดงความคิดเห็น และดำเนินการต่อเนื่องในการที่จะแก้ไข และยกเลิกมาตรา ๑๑๒ อาทิ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๔ นายพิธา ผู้ถูกร้องที่ ๑ และพรรคก้าวไกลเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมอ่านไปแล้ว ถัดมาอีกนะครับ มีรายละเอียดของมาตรา ๔ ที่ยกเลิกดังกล่าว ---------------------------------- มีเรื่องของการระบุเรื่องโทษต่าง ๆ ที่ไปลดทอนจนกระทั่งไม่เหลือความเป็นโทษนี่นะครับ อธิบายให้ฟังไปแล้วนะครับ ยังมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบัน ดังเช่นที่อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภาระบุว่า ก้าวไกลแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หมดความเป็นสถาบัน เหลือความเป็นแค่คนธรรมดา ผมลุกขึ้นมาวันนี้เพื่อเตือนสติ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในสภาว่าท่านได้ร่วมขบวนการเหล่านี้ โดยท่านไม่รู้ หรือท่านรู้แล้วท่านยังกระทำอยู่นี่มันจะเกิดปัญหาขึ้นต่ออนาคตทางการเมือง ของท่าน ซึ่งผมชื่นชมและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ทำงานแทนคนรุ่นเก่า ผมอยากเห็นท่าน เป็นความหวังในการเดินหน้าประเทศที่มีคนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นหนุ่มสาว คนรุ่นอายุมาก ที่เป็นผู้อาวุโสอย่างท่านประธาน มีรุ่นเด็ก ๆ ไปจนถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษาในการมีความรู้ คู่ประชาธิปไตยอย่างที่ทำอยู่ แต่หาใช่การไปปลุกระดมเคลื่อนไหวนะครับ ในการหาเสียง เลือกตั้งหลายครั้งคุณพิธายังได้ยืนยันนโยบายของพรรคก้าวไกลที่จะยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ดังกล่าว เช่นเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ไปกล่าวในรายการไทยรัฐดีเบต หรือการนำ Sticker ไปปิดในช่องยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ที่ตะวัน แบมขึ้นเวที แล้วก็ยังพูดเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการดำเนินการเรื่อง MOU ซึ่งผมได้เสนอไปแล้วว่าให้ใส่ไปในข้อเสนอเลย แต่ท่านก็ยังไป ไม่อยากใช้คำว่า ตะแบง นะ ไปหลบเลี่ยงศรีธนญชัยไปใส่ว่า เป็นคำปรารภ ซึ่งไม่มีผล ทางกฎหมายนะครับ แล้วก็ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะดำเนินการต่อไปจนสำเร็จ ปรากฏตาม คำกล่าวของคุณพิธานะครับ แล้วยังจะทำอยู่ แล้วก็บอกว่าครั้งนี้คราวที่แล้วยื่นเมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เราได้ยื่นเข้าไปสู่สภาแล้วนะครับแต่ไม่มีการบรรจุ แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าน่าจะ ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยังมีการยื่นอยู่โดยการดำเนินการของพรรคก้าวไกลครับ หลักฐานชัดมากครับท่านประธาน ถ้าผมพูดนี่มีแต่หลักฐานทั้งนั้น ที่สำคัญถัดมาอีกครับ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโสที่ผมเคารพนี่ยังแสดงความห่วงใยต่อการสัมภาษณ์ ของคุณพิธาที่สัมภาษณ์ CNN นะ ท่านใช้คำในคำสัมภาษณ์ซึ่งผมเองฟังแล้วก็ตกใจนะครับ โดยสรุปท่านบอกว่า ท่านใช้คำที่ถูกสัมภาษณ์แล้วใช้คำว่า The monarchy and the mass ซึ่งคำคำนี้มันแปลว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ Between the monarchy and the mass ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับมวลชน ที่อาจารย์สมเกียรติเห็นว่าเป็นคำที่แรง ชัดเจนและพลิกตัวไม่ได้ ท่านได้แนะนำว่า ควรจะใช้เป็น The People ครับ อันนี้ก็เป็นความเห็นท่าน ที่สำคัญถัดมาอีกคุณพิธาก็ยังไป ให้สัมภาษณ์กับ Jonathan head อีก ก็มีหลายเรื่องนะครับบอกว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ เดินหน้าต่อไป อะไรหลายเรื่องอยู่ในคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งผมกราบเรียนว่าที่ต้องเอามาพูดแล้ว มีเวลาจำกัดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผมอ่านแล้วไม่สบายใจแทนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลและพรรคอื่น ๆ ที่ไปร่วมลงนาม MOU จัดตั้งรัฐบาล ในเรื่องของคดี ๑๑๒ เป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ผมยกตัวอย่าง อีกเล็กน้อยครับ แม้กระทั่งคณะราษฎรที่ท่านเชิดชูกันนี่นะครับ ยังได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล ขอพระราชทานอภัยโทษรัชกาลที่ ๗ เลยครับ เอกสารนี้ถ้าท่านไม่มีขอดูที่ผมนะครับ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๕ เป็นหนังสือที่พระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๗ พระราชทานอภัยโทษ ให้กับคณะราษฎร คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาและคณะผู้แทนราษฎร ผมอ่านย่อ ๆ แค่นิดเดียวครับ ข้าพเจ้าได้รับหนังสือขอขมาในการที่คณะราษฎรได้ออกประกาศปรักปรำ แสดงถึงข้าพเจ้าเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนนี้แล้ว ก็มีอีกหลายความผมไม่อ่านเพราะเวลา จำกัดนะครับ โดยสรุปคือ ๑. มาตรา ๑๑๒ ท่านเดินหน้า ๒. ท่านยังเดินหน้าเรื่อง ล้มรัฐธรรมนูญโดยการใช้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ในรุ่นเรานี่ละครับเคยมีความ พยายามเสนอมาแล้ว ผมเป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาจัดทำประชามติดังกล่าว ในที่สุดวุฒิสภาก็ไม่ผ่านความเห็นชอบ แต่ตอนนี้ท่านมีเสียง ๑๕๑ แล้วท่านอาจจะทำมาอีก ก็ได้ ซึ่งทำให้ผมกังวลอะไรครับ ในรัฐธรรมนูญมีหลายเรื่องที่แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง มาตั้งแต่พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ และเป็น รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ หลายเรื่องมีกรอบความคิดในการบัญญัติรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญใด ไม่มีกรอบรัฐธรรมนูญนั้นอันตราย รัฐธรรมนูญมีกรอบมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ครับ เมื่อสักครู่ คุณพิธาตอบไม่ตรงนะครับ โปรดตอบให้ชัดเจนด้วยนะครับ ในมาตรา ๑ ที่ท่านตอบว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวให้ตอบคำว่า จะแบ่งแยกมิได้ด้วย นี่คือความสงสัย เพราะมันมีการไปรณรงค์ทำประชามติเอกราชรัฐปาตานี รัฐล้านนาอะไรก็ตามนะครับ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญคือ หมวด ๒ หมวด ๒ อยู่นะครับ มาตรา ๖ พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็น ที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด มิได้ แล้วก็มีหมวดที่หลายคนในคณะบุคคลที่พยายามเสนอในที่สาธารณะอ้างเวทีวิชาการว่า จะยกเลิกองคมนตรี ในที่ประชุมพิจารณางบประมาณคราวที่แล้วมีคนบอกว่าให้ลด ตัดงบประมาณของสำนักองคมนตรี สำนักพระราชวัง โครงการพระราชดำริ มีบางคนไปพูด ในเวทีสาธารณะอ้างว่าเป็นความเห็นวิชาการว่าต่อไปพระมหากษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ จะต้องมากล่าวคำปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎร นี่มันอะไรครับ นี่มันความคิดสุดโต่ง ไปไหนครับ ประเทศไทยหรือเปล่าครับ ความเป็นชาติเราอยู่ไหนครับ อย่า Copy ลอกฝรั่ง มาจนลืมความเป็นคนไทยครับ อย่างไรท่านก็เป็นหน้าตี๋แบบผมครับ เป็นคนผิวเหลือง ที่ฝรั่งเขาก็เรียกว่าเป็นคนชั้น ๒ อยู่ดี ท่านไม่ใช่ Global citizen ที่จมูกโด่ง ตัวขาว สูงใหญ่ ไม่ใช่หรอกครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปลอกฝรั่ง เรามีความเป็นชาติไทยดีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ผมห่วงคือการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกรอบ และมี พระราชอำนาจที่เกี่ยวข้องอีก ๓๘ มาตราอยู่ในนี้ นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องพูดว่า อย่าตอบว่าไม่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือจะพยายามตอบอย่างที่ผมได้การข่าวมาว่า เราจะไม่เอา มาตรา ๑๑๒ เข้าสู่สภาหรอก แต่กระซิบ ขยิบตาให้องค์กรที่คู่ขนานกันอยู่ iLaw บ้าง ประชาชนที่เตรียมชื่อไว้แล้ว ๖๐,๐๐๐ ชื่อ ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อนี่ยื่นต่อ แล้วก็จะเดินหน้าต่อไป อันนี้ไม่ได้ครับ แล้วเราจะศึกษากันล่วงหน้านอกสภาก่อนแล้วเอามาพูดคุยในสภาไม่ได้ครับ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ต้องมีกรอบในหมวด ๑ หมวด ๒ ไม่รวมถึงที่ท่านจะไปยุบองค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะท่านไม่ถูกใจ อย่างนี้ไม่ได้ครับ มีเวลาจำกัดนะครับ

ประเด็นถัดมาอีกครับ เมื่อสักครู่ท่านเลขาชัยธวัช ซึ่งผมนึกว่าเป็นผู้แทน ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะท่านลุกขึ้นมาแก้แทนท่านพิธา ถ้าพาดพิงก็ขออภัยนะ ท่านบอกว่าอย่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาปะทะกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความจริงผมอยากให้ ท่านถอนคำพูด เพราะสิ่งเหล่านี้พระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะมาปะทะกับใคร หรอกครับ พสกนิกร ๖๗ ล้านคน เป็นพสกนิกรภายใต้พระองค์ท่านทั้งสิ้น พระมหากษัตริย์ ถูกเขียนให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อยู่เหนือการเมืองไปแล้วท่านอย่าดึงลงมา ผมก็มีคำถามว่า ท่านต่างหากที่เอามวลชนเป็นข้ออ้างในการปะทะกับสถาบันหรือเปล่า ต่างกรรมต่างวาระ ถ้าไม่ใช่ลองไปถามผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ในอดีตสิครับ คำให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งบอกว่า หนังสือ The portrait ฟ้าเดียวกัน และหลาย ๆ ที่ท่านบอกเลยว่าต่อไปจะต้องให้เรียกไปนั่ง คุยกัน ผมถามว่านามสกุลของท่าน แซ่นะ เดิมเป็นแซ่ ผมรุ่น ๓ เป็นคนจีนรุ่น ๓ ที่อพยพมา ผมไม่ได้เกิดเมืองไทย แต่พ่อท่านเกิดเมืองจีนด้วยซ้ำไป