เสรี ยันไม่เห็นชอบพิธาเป็นนายกฯ ชี้ไม่สมควรตามรัฐธรรมนูญ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

เสรี สุวรรณภานนท์ แถลงแสดงเหตุผลคัดค้านการให้ความเห็นชอบพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าการตัดสินใจของวุฒิสภาไม่ขัดกับเจตจำนงประชาชน และเน้นย้ำภารกิจในการรักษาชาติและสถาบันภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องที่เรากำลังพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าสิ่งที่ผมเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากความอคติ หรือความไม่ชอบคุณพิธา หรือพรรคก้าวไกล แต่เป็นด้วยหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้รัฐสภาชุดแรกนี้ตามรัฐธรรมนูญภายใน ๕ ปี ทำหน้าที่สำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำว่าเป็นบุคคลซึ่งสมควรนี่นะครับ อยากให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาให้เป็นสำคัญ ผมต้องกราบเรียนตั้งแต่แรกเลยนะครับว่าคุณพิธาที่รับการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ ไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีเหตุผลสำคัญท่านประธานครับ ในฐานะ ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะที่ทำหน้าที่สำคัญในวุฒิสภาแห่งนี้ ถูกพูดเสมอ ๆ ครับว่า เราจะไม่เลือกคุณพิธาตามมติมหาชน ประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้งมาให้หรือ และท่าน ก็อธิบายพูดถึงว่าพวกเราจะไม่ทำตามมติมหาชน ก็ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ครับว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่พี่น้องประชาชน ให้คะแนนเลือกแต่ละพรรคการเมืองมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อพี่น้องประชาชน เลือกแต่ละพรรคการเมืองมานั้น แต่ละพรรคการเมืองก็ต้องทำตามฉันทามติของแต่ละ พรรคการเมืองที่เลือกพรรคนั้นมาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้นมา แต่เราก็พยายาม ถูกกล่าวในถ้อยคำที่รุนแรงมาตลอดครับท่านประธาน ถามว่าเราไม่ให้ความเคารพ ประชาชนหรือ ก็ต้องเรียนเพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้เข้าใจว่าเราก็ให้ความเคารพ และในการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นก็แยกส่วนจากเสียงพี่น้องประชาชนที่ลงคะแนน เลือกตั้งให้ สส. แต่ละพรรคเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งเป็นส่วนนั้นจบไปแล้ว ประชาชนเลือกแล้ว ว่าพรรคไหนได้คะแนนเท่าไร แล้วเลือกตั้งมี สส. มาเท่าไร แต่การทำหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นกระบวนการอีกส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นหลักการสำคัญว่าบุคคลที่จะมา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องไม่มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ ดังนั้นเมื่อจะทำหน้าที่กันในวันนี้ มีวันนัดประชุมรัฐสภาก็มีกระบวนการที่ให้ พี่น้องประชาชนออกมาแสดงเจตจำนงหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนผู้สื่อข่าวถามผมว่า แล้วไม่กลัวเสียงพี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาหรือ ซึ่งมีเสียงสนับสนุนคุณพิธาเป็น นายกรัฐมนตรี ก็ต้องตอบครับ กลัวประชาชนกลัวมาก กลัวว่าท่านจะเข้าใจผิดว่าวุฒิสภา ไม่ให้ความเคารพ ไม่ให้ความเกรงใจเสียงของประชาชน แต่ด้วยความเกรงกลัว เสียงประชาชนเหล่านั้นนี่นะครับ เราก็คำนึงถึงว่าการทำหน้าที่ในวุฒิสภาเรานี้ ต้องทำหน้าที่ เพื่อรักษาปกป้องประเทศ รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นความกลัว ที่มันเกิดขึ้นท่านประธานครับ ไม่ว่าจะกลัวประชาชนที่มารวมตัวออกกันมามากมายมหาศาล กลัวเสียงที่มาข่มขู่ ให้ร้าย พูดจาด่าทอเสียดสีสารพัด เราก็กลัวครับ แต่กลัวน้อยกว่าความรู้สึก ความรู้สึกสำคัญที่เราต้องออกมาปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบันนี้เป็นภารกิจหน้าที่สำคัญ ที่เป็นคนละส่วนของการทำหน้าที่ในรัฐสภา คนละส่วนกับการที่พี่น้องประชาชนได้เลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว การทำหน้าที่ในรัฐสภานี้นะครับท่านประธาน ก็มีเสียงพูด อีกครับว่าเสียงที่สนับสนุนคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน ๘ พรรคได้คะแนนถึง ๓๑๒ เสียง มีประชาชนลงคะแนนให้ ๒๕ ล้านเสียงรวมกันแล้ว หรือ ๓๐ ล้านเสียง แต่พรรคก้าวไกลนั้น ได้คะแนนเสียง ๑๔ ล้านเสียง จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ พอเอาตัวเลขมารวมทำให้ ประชาชนเขาก็ก่นด่าวุฒิสภาอีกครับท่านประธานว่าในเมื่อมีประชาชนสนับสนุนเลือก คุณพิธาถึง ๓๐ ล้านเสียงแล้ว ทำไมวุฒิสภาถึงจะไม่ลงคะแนนให้ ก็ต้องกราบเรียนอีกครับว่า เสียงที่พรรคก้าวไกลได้จากพี่น้องประชาชนนั้น ๑๔ ล้านเสียงนะครับ อย่าสำคัญผิดว่าตัวเอง ได้ ๓๐ ล้านเสียง เสียงที่เหลือนั้นเป็นของพรรคอื่นครับ พรรคอื่นที่ประชาชนเขาลงคะแนนให้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้คะแนนจากพี่น้องประชาชนถึง ๑๐ ล้านเสียงไม่น้อยนะครับ ได้รับจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน แต่พี่น้องประชาชนของแต่ละพรรคเหล่านั้นที่ท่านไปรวม MOU มา ๗-๘ พรรค เขาไม่ได้เลือกคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับท่านประธาน พรรคเพื่อไทยเขาก็ประสงค์ที่จะลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย เลือกคุณแพรทองธาร เลือกคุณเศรษฐา เลือกคุณชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรี แต่บรรดาท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเอาเสียงของพี่น้องประชาชนมารวมกันเองแล้วไปยกให้คุณพิธาในส่วนของพรรคก้าวไกล จึงขอทำความเข้าใจดังนี้ครับ วุฒิสภาเคารพเสียงของประชาชนครับ แต่เสียงที่ท่านไปได้มานั้น มันไม่ใช่ตามความเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกพรรคนั้น ๆ มา ก็ต้องกราบเรียนครับ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะถูกต่อว่าต่อขานตลอดว่าเราไม่เคารพประชาชน ไม่ให้ความที่จะนับถือ ประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะทำหน้าที่ตรงนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประพันธุ์ คูณมี ได้อธิบายไปแล้วว่าการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาจะต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่จะต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ซึ่งกำหนดคุณสมบัติในเรื่องห้ามถือหุ้นสื่อ ITV ไว้นั่นละครับ ตามมาตรา ๙๘ (๓) นี่เป็น คุณสมบัติสำคัญครับท่านประธาน คุณสมบัติที่สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้ดุลยพินิจของท่านเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นความเห็นชอบ หรือความสมควรอยู่ที่เงื่อนไขเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ถ้าหากว่าท่านยังมีความคิด หรือดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องคุณสมบัติที่มีความปรากฏชัดอยู่ใน ปัจจุบันแล้ว ก็เท่ากับว่าท่านกระทำการผิดรัฐธรรมนูญ หรือพรรคอื่น ๆ ด้วยนะครับ ก็ต้อง ฝากตรงนี้ไว้ เพราะฉะนั้นในส่วนวุฒิสภาเองให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ และผมยืนยัน หลักการสำคัญมาตลอดครับท่านประธานว่าการจะทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเข้าไปบริหารประเทศนั้น จะต้องมีพฤติการณ์หรือการกระทำที่แสดงออกอย่างชัดเจน ในการที่จะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ปกป้อง ไม่เชิดชูสถาบัน เราก็เลย มาพูดถึงมาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฎหมายอาญา ที่มีสมาชิกทั้ง ๒ สภาพูดกันไปหลายท่าน ท่านประธานครับ ถ้าเรามาพูดถึงว่ามาตรา ๑๑๒ เหมาะสมที่จะเป็นนโยบายสำคัญที่จะต้อง ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้หรือไม่นะครับ ผมก็ต้องเรียนให้ท่านประธานสภา และท่านสมาชิก กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับฟังให้ชัดเจนว่าการแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ที่พูดกันนั้น มันเป็นเพียงการแสดงเจตนาในการที่จะแก้กฎหมาย แต่สิ่งที่กระผมและสมาชิกวุฒิสภาเกือบทั้งหมดมีความตระหนักและรู้คิด รู้ทำว่าเหตุการณ์ ที่มันเกิดในบ้านเมืองนี้ก่อนจะเกิดแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ นั้นนี่นะครับ มันไม่ได้เกิดจากเหตุผลว่า ให้เป็นสากล มันไม่ได้เกิดให้เป็นเหตุผลว่าจะต้องสร้างแนวทางกฎหมายให้เป็นที่ปกป้องดูแล ประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้งในทางการเมืองหรือในทางคดีต่าง ๆ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะถึง แก้มาตรา ๑๑๒ นี่นะครับ ท่านไม่เห็นสภาพบ้านเมืองหรือครับเป็นอย่างไร ผมว่าคนที่จะ บริหารประเทศนี่นะครับ หรือเป็นผู้นำประเทศ หรือดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อพี่น้อง ประชาชน แต่สิ่งที่มันปรากฏการณ์สำคัญในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานี่นะครับ วุฒิสภาถูกด่าทอ ในสภามาตลอดแต่เราไม่ใส่ใจหรอกครับ ถือว่าท่านจะคิดอย่างไรก็คิดไป แต่สิ่งสำคัญ ที่เราทนอยู่กันนี่นะครับ เพราะว่าเราต้องการจะปกป้องบ้านเมืองครับท่านประธาน เราเห็น สถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่นอกสภาแล้วนะครับ ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมามีการกระทำที่ผิด ต่อกฎหมายมากมาย สร้างเสรีภาพ แนวคิดให้เยาวชน เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป ไปแนวทางที่ผิด ๆ มีการเสนอแนวคิดต่าง ๆ ให้มีการกระทำละเมิด จาบจ้วง ล่วงละเมิด สถาบันมากมาย จนกระทั่งท่านมาพูดเองนะครับว่าปัจจุบันเห็นไหมครับว่า ท่านจะแก้ มาตรา ๑๑๒ นี่ เพราะอะไรครับ เพราะมีคนถูกดำเนินคดี ๒๗๒ คดี มีคนอยู่ระหว่าง ถูกดำเนินคดีตอนนี้นี่นะครับ ๒๕๓ คน เห็นไหมครับ ตัวเลขนี้มาจากไหนครับ ก็มาจากสิ่งที่ ท่านไปสนับสนุนให้เด็กเยาวชน ประชาชน คนทั้งหลายกระทำแต่เรื่องละเมิดสถาบัน ปรากฏอยู่เป็นคดีมากมาย จะเห็นได้อย่างไรครับ ท่านบอกว่าฉันไม่ได้สนับสนุน เห็นได้ครับ ท่านประธาน เพราะมันปรากฏเป็นประวัติศาสตร์เป็นบันทึกอยู่ใน Clip video ทั้งหลาย มากมาย ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา ท่านออกไปปลุกปั่นยุยงส่งเสริมขึ้นเวที ให้ม็อบเยาวชนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้แสดงคำพูดให้ร้ายต่าง ๆ นานา เป็นข้อเสนอที่จะปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกระบวนการ อะไรต่าง ๆ มากมาย แสดงพฤติกรรมไปในแนวทางที่ให้ร้าย ไม่ว่าจะพูดจาด่าทอ เรียกชื่อ เรียกพระนาม ไม่เคารพ เขียนรายละเอียด เขียนข้อมูลตามกำแพง พอคนเหล่านี้ ถูกดำเนินคดีครับท่านประธาน ท่านก็ใช้สถานะความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปช่วย ประกันตัวคนพวกนี้ แทนที่เราจะไปลดปัญหา ไปลดสิ่งที่เป็นความผิดไม่ให้กระทำความผิด เกิดขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นยุยงส่งเสริมให้คนกระทำความผิดในเรื่องเหล่านี้ แล้วพอมาตอนนี้ครับ เด็ก เยาวชนติดคุกติดตะรางกันเยอะแยะมากมาย ท่านก็มาเสนอแก้มาตรา ๑๑๒ แล้วก็บอกว่านี่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ไปกลั่นแกล้งคนให้ถูกดำเนินคดี ถ้าเด็กเหล่านี้ คนเหล่านี้ไม่ถูกยุยงส่งเสริมครับมันจะเกิดเรื่องเหล่านี้ไหม เพียงเพื่อต้องการจะได้มวลชน เลยขาดความรับผิดชอบ ทำให้เด็กกระทำผิดกฎหมายเสียอนาคต เสียการเล่าการเรียน ครอบครัวแตกแยกอย่างที่เป็นอยู่และเห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าความเป็นนายกรัฐมนตรี นี่นะครับ ผมยังไม่เคยเห็นท่านออกมาปกป้อง ห้ามปรามในสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่เกี่ยวไม่ยุ่ง นี่นะครับ หรือไม่มีส่วนกระทำการเรื่องเหล่านี้ เราก็ต้องออกไปห้ามปรามครับ แต่ปรากฏว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านไม่ห้ามปรามอะไรเลย กลายเป็นว่าให้คนของท่านไปช่วยกันนะครับ ไม่ว่าจะประกันตัว ไปให้กำลังใจ ไปขึ้นเวที พอขึ้นเวทีเสร็จเด็กก็ถามว่าจะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือจะยกเลิก ท่านก็บอกว่าจะแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้จะยกเลิก แล้วก็ไปปิด Sticker ในส่วนที่ ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ นี่คือมันเป็นที่มาที่ไปครับท่านประธานครับ สิ่งที่สมาชิกวุฒิสภา ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องที่ท่านจะทำอะไรก็ตาม ถ้าหากว่ามันทำได้ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ทำนี่นะครับมันปรากฏชัดเจนว่าเป็นการล้มล้างครับท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว นี่นะครับจะให้ทางผมเองหรือสมาชิกวุฒิสภาเองไปสนับสนุนให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี หรือไปบริหารประเทศนั้นมันก็จะผิดวิสัย แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมก็จะพูดเผื่อไว้เลย เพราะว่าผมไม่แน่ใจ ถ้าหากว่าผมพูดแล้วท่านอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วท่านลุกขึ้นมาพูดว่า ท่านจะไม่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ จะไม่ดำเนินการมาตรา ๑๑๒ แล้วนะครับ ถ้าจะพูดก็พูดมาครับ แต่ผมไม่เชื่อแล้วละครับ เพราะผมไม่รู้ว่าอ้ายสิ่งการกระทำที่เป็นประวัติศาสตร์ยาวนาน มาถึงปัจจุบันนี่จะมาพูดแค่คำคำเดียวว่าผมจะไม่แก้มาตรา ๑๑๒ แล้ว เพื่อต้องการจะเป็น นายกรัฐมนตรี ผมก็คิดว่ามันเป็นการหลอกลวง เมื่อวานเป็นอย่างนี้ วันนี้พูดอย่างนี้ ถ้าท่านบอกไม่แก้ แล้วพรุ่งนี้ท่านไม่กลับมาแก้อีกหรือครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ชอบ แล้วรู้สึกไม่ดี แต่ผมคิดว่า มันเป็นหน้าที่เป็นภารกิจสำคัญของความเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ทนอยู่ในสภาแห่งนี้ด้วยเสียงก่นด่า พูดจาด่าทอเสียดสี ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพยำเกรงนะครับ เราทนมาตลอด ก็ด้วยจะปกป้อง สิ่งซึ่งเป็นเสาหลักของชาติ ความสำคัญ ความมั่นคงของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ เราก็จะต้อง อยู่เพื่อไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย ท่านประธานครับ เสียงที่จะลงคะแนน มติอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราไม่ได้คิดที่จะไม่ให้ความเคารพพี่น้องประชาชน และหลังจากลงมติไปแล้ว ถ้าหากว่า ท่านได้เสียงประชาชนสนับสนุนจนกระทั่งทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมก็ยินดี แต่ถ้าหากว่าเสียงไม่ถึง ก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่าท่านจะต้องไม่แสดง พฤติกรรมการกระทำใด ๆ ที่จะไปปลุก Mob ไปเรียกร้อง ไปดำเนินการใด ๆ ให้คน ในประเทศนี้ออกมาสนับสนุน ผลักดัน เรียกร้องให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนี่มันเป็น กติกาในทางรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ไม่ใช่ใครอื่นครับ มันก็เกิดจากที่พวกท่านไปยุยงส่งเสริมประชาชนให้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาผมก็กังวลใจครับว่าสิ่งที่ท่านออกพื้นที่ต่าง ๆ นั้นมีประชาชนมาห้อมล้อม มีประชาชนมาแสดงความยินดี เรียกท่านนายกพิธา ท่านนายกพิธา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ผมก็เห็นว่าเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนนะครับ มันเป็นความรัก เป็นความเชื่อ เป็นความศรัทธา แต่เราอยู่ในกระบวนการในการพิจารณาตรวจสอบ คุณสมบัติความประพฤติ ผมไม่อยากเห็นภาพครับ ที่ท่านเดินลงพื้นที่แล้วมีประชาชน มาก้มกราบท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเลย ทำให้ผมได้คิดครับว่า สิ่งที่มันปรากฏการณ์มันเกิดจากการที่ประชาชนเขาอยากจะกราบท่านจริงหรือ หรือสร้างภาพ หรือไปจ้างคนมา ซึ่งมันไม่ควรหรอกครับที่จะให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้น เอาเด็กมาขึ้นเวที เชียร์ อายุ ๑๐ ขวบเองครับ เชียร์ท่านพิธา พิธา ผมรู้สึกว่าผมจะอยู่ลำบากเหมือนกันนะครับ จะไม่ปลอดภัยเหมือนกัน เพราะคนเชียร์ท่านมากเหลือเกิน แต่คนที่เชียร์มากนี้นะครับ ถ้าฟังผมวันนี้แล้วจะเลือกคนที่มีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กระทำการ อันเป็นการที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๑๑๒ ให้เป็นนายรัฐมนตรีหรือครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าขอให้นำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาก่อนที่จะออกมาชุมนุมเรียกร้อง ให้พี่น้องประชาชนช่วยกันสนับสนุน ผลักดันให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ท่านอาจจะ ขาดคุณสมบัติ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไปแสดงพฤติกรรมที่ผ่านมา แล้วก็จะมาแก้กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ก็อยากจะฝากให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ช่วยกันคิด ช่วยกันพิจารณา แล้วให้เหตุผล หูตาสว่าง จะได้ไม่เกิดความรุนแรงหรือสิ่งใดขึ้น ก็ฝากในส่วนนี้ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้พิจารณาไปด้วยกัน ผมจึงไม่เห็นด้วย ที่จะให้คุณพิธาและพรรคก้าวไกลเป็นผู้บริหารประเทศหรือเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ