ทวี สนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ ย้ำประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงข้างมาก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ทวี สอดส่อง ย้ำถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยและเหตุผลที่สนับสนุนพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเจตจำนงของประชาชนและเสียงข้างมากจากรัฐสภา

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมและพรรคประชาชาติได้ขอให้ความเห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตามที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าเราอยู่ ในรัฐสภา เราก็จะมีสิ่งที่ผมถือนี่คือรัฐธรรมนูญ แล้วอีก ๑-๒ เล่มก็คือข้อบังคับ ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ก็คือระบบรัฐสภา ระบบรัฐสภาของไทย เรามี ๒ สภา คือวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ของรัฐสภาทุกคนทราบดี แต่ผม อาจจะเรียนทบทวนสักเล็กน้อย หน้าที่ของรัฐสภาก็คือมีหน้าที่นิติบัญญัติ ก็คือมีหน้าที่ จัดทำกฎหมายเป็นเรื่องหลัก หน้าที่ของรัฐสภามีหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดิน การบริหารราชการแผ่นดินหรือที่เรียกว่ารัฐบาล ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผู้มีหน้าที่ ควบคุมเป็นหลักก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คนนี้เราถือเสียงข้างมากโดยประมาณ การจะตั้งนายกรัฐมนตรี การจะถอดถอนคณะรัฐมนตรี ก็ใช้เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือเสียงมากกว่า ๒๕๐ คน วันนี้เจตจำนงของ ๘ พรรคการเมือง โดยเฉพาะหนึ่งในนั้นก็คือพรรคประชาชาติ เรามีเจตจำนงที่จะเสนอคุณพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเรามีทั้งหมด ๓๑๒ เสียง ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนมาก หน้าที่ของรัฐสภา เรายังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกมาก เช่นการอนุมัติหรือการรับรองบุคคลต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่นั้น จะไปอยู่ในหน้าที่ของวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นตุลาการศาลปกครอง ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระบอบประชาธิปไตยเราถือเสียงส่วนมาก ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่คนถูกปกครองจะยอมรับผู้ปกครองโดยการศรัทธา ระบอบประชาธิปไตย คนเป็นผู้ปกครองไม่ใช่คนมีทรัพย์สินมาก ไม่ใช่คนมีอำนาจมาก ไม่ใช่คนที่จะใช้อำนาจ ไปข่มขืนหรือกดทับประชาชนให้เลือกตั้ง ดังนั้นเราจึงได้ยินว่า ๑ สิทธิ ๑ เสียงมีศักดิ์ศรี ๑ สิทธิ ๑ เสียงมีความเท่ากัน วันนี้ระบอบ ประชาธิปไตยเมื่อประชาชนมีความเข้าใจ เขาก็หวังว่าปัญหาของชาติที่อยู่ในภาวะตกทุกข์ระทม ของประชาชน ของคนส่วนใหญ่ควรจะแก้ด้วยความเป็นประชาธิปไตย ควรแก้ด้วยการทำ บ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ผ่านมาผู้มีสิทธิเลือกตั้งถ้ามาดูในการเลือก พรรคการเมืองถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ได้เลือกพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และทั้ง ๘ พรรคที่ไม่ขอเอ่ยก็ตามนะครับ เป็นจำนวนถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ โดยหวังว่าพรรคการเมืองดังกล่าวเมื่อเรามารวมกัน ซึ่งในอนาคตเราไม่ได้มองว่าพรรคการเมือง ที่ไม่ได้มารวมกันนั้นจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่พรรคการเมืองที่ไม่ได้มารวมกันนั้น เขาผ่านการบริหารประเทศมา ๔ ปี แต่ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านการบริหารประเทศ มาถึง ๘ ปี ประเทศเรามีความเหลื่อมล้ำ นี่คือนโยบายที่เราไปบอกประชาชน ประเทศไทย เรามีการรวยกระจุก เรามีการจนกระจาย เรามีการจนจนตายก็เพราะการบริหารประเทศ ที่ซ้ำเติมก็คือระบอบประชาธิปไตยควรจะเป็นทุนเสรีกับเป็นทุนผูกขาด มีการสัมปทาน มีคนรวยกลุ่มหนึ่งมีความร่ำรวยและผลักภาระความยากไร้ไปให้กับประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือรากเหง้า ผมเรียกว่ารากเหง้าของความไม่เป็นประชาธิปไตย รากเหง้าของ ความไม่เป็นประชาธิปไตยผมมองรวม ๆ เกิดจาก ๔ รัฐ รัฐที่ ๑ คือรัฐประหาร รัฐที่ ๒ คือ รัฐธรรมนูญ รัฐที่ ๓ คือรัฐสภา และรัฐที่ ๔ คือรัฐบาล สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ใน ๔ รัฐ อย่างน้อยที่สุด ๘ พรรคการเมืองเราไปบอกกับประชาชน เพราะเราเชื่อมั่นว่าประชาชนนั้นคือเจ้าของอำนาจ ประชาชนควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราจะมาเลือก นายกรัฐมนตรี ผมเคารพในมุมมองที่แตกต่างของทุกท่านที่พูดไป แต่การเลือกนายกรัฐมนตรี การเลือกตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองนี้เราจะต้องไม่เลือกตามอำเภอใจ การไม่เลือก ตามอำเภอใจนั้นในรัฐธรรมนูญของปัจจุบันมีบางคนอาจจะรับไม่รับรัฐธรรมนูญก็ตาม ได้วางหลักการเลือกบุคคลที่เป็นตำแหน่งสำคัญรวมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอาไว้ ในมาตรฐานคุณธรรมและมาตรฐานประมวลจริยธรรมของวุฒิสภา และประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประมวลจริยธรรมที่ถือว่าสมาชิกฝ่าฝืนและเป็นความผิด จริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็คือในหมวดอุดมการณ์หรือหมวดที่ ๑ ก็คือว่า โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภา จะต้องยืดมั่นและธำรงไว้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ส่วนในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็อยู่ในหมวดที่ ๑ เหมือนกัน เขาบอกว่าสมาชิกและกรรมาธิการจะต้องมีความจงรักภักดีและพิทักษ์รักษา สถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในหมวดที่จะเลือกคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี วุฒิสภาจะเขียนไว้ในข้อ ๓๐ ท่านวุฒิสภา คงทราบดีอยู่แล้วว่าการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือจะแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่ง ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจะต้องพิจารณาตามระบบคุณธรรม และคำนึงถึงความประพฤติ จริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกันครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาเขียนว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายจะต้องคำนึงถึง ความรู้ ความสามารถ และความประพฤติทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่าสมาชิกของรัฐสภาทั้งหมด เราต้องมีมาตรฐานเดียวกัน มาตรฐานเรา ถูกกำหนดไว้แล้วตามจริยธรรม วันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านไปพูดเรื่องการแก้มาตรา ๑๑๒ ผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ไม่เคยเห็นร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในสภา ผมคิดว่า สภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาเราเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เราเต็มไปด้วยคนที่มี ความปราดเปรื่อง กฎหมายต่าง ๆ คงไม่ได้ให้ผ่านไปง่าย ๆ แล้วในการรวมตัวกันเพื่อจะเป็น รัฐบาลของประชาชนนั้น ทั้ง ๒๓ ข้อเราก็ไม่มีข้อนี้ และที่สำคัญผมอาจจะเติบโตมาในสาย การบังคับใช้กฎหมาย เวลาผมมีการสงสัยจะต้องมีการตรวจสอบ การสงสัยจะต้องมีการตรวจ ข้อเท็จจริงก็คือต้องมีหลักฐาน ท่านประธานที่เคารพ ท่านทราบหรือไม่ว่าพรรคก้าวไกล ถ้าเขาจะตั้งพรรคการเมืองนั้นเขาจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมือง จะเขียนไว้เลยในมาตรา ๑๔ ในเรื่องข้อบังคับ จะต้องไม่มีลักษณะข้อที่ ๑ เป็นปรปักษ์ต่อ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ เขาจดทะเบียนมาแล้ว แล้วการจดทะเบียนก็ผ่านหน่วยงานที่รองรับ วันนี้ ปัญหาของประเทศเกิดจากการที่คนไม่ยอมรับคน เมื่อคนไม่ยอมรับเราก็จะใช้มุมมอง เชิงความรู้สึก เชิงอำนาจนิยม ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้พูดได้เสนอปวงชนชาวไทย เขาได้ตัดสินใจเลือก แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าการเลือกเขาเป็นการเลือกที่บริสุทธิ์จนได้มี สมาชิกมากที่สุด ดังนั้นผมจึงจะขอกราบวิงวอนครับ วันนี้เมื่อเราจะเลือกผู้ไปเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บทเฉพาะกาลที่ท่าน สว. จะมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านเหลือเวลาอีก ๑๐ เดือน ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ท่านก็จะไม่มีอำนาจเลือก วันนี้เสียงของประชาชนที่เขาต้องการจะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องความยากจน ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อมีอนาคตที่ดีขึ้น เพราะเขา เชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคที่ตั้งมาแล้วได้ทดลองบริหารประเทศมา ๔ ปี ประชาชนยังมีความยากไร้ ประชาชนมีความยากลำบาก การกระจายถือครองที่ดินไม่มี มีคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวย แต่ประชาชนมีความทุกข์ยาก การศึกษามีความแย่ พื้นที่ของพรรคประชาชาติ อยู่ใน ๓ จังหวัด เป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดทั้งที่เอางบประมาณไปประเคนมากที่สุด เพราะอะไร เพราะท่านมองความมั่นคงของรัฐ ความอยู่รอดของรัฐบาลอยู่เหนือความมั่นคงของมนุษย์ อยู่เหนือเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นผมคิดว่าถ้าท่านได้พิจารณาตามหลักจริยธรรม ถ้าท่านไปเลือก และเจตนาที่เลือกพรรคที่มีเสียงข้างน้อยมาปกครองพรรคที่มีเสียงข้างมาก อันนั้นคือเผด็จการนะครับ ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากต้องเป็นใหญ่ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุน และขอแสดงเหตุผลในการเลือกคุณพิธาครับ ขอบพระคุณมากครับ