คำนูณ ชี้แก้มาตรา 112 ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ อาจกระทบมั่นคง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

คำนูณ สิทธิสมาน ตั้งข้อกังวลต่อการแก้ไขมาตรา 112 ว่าขัดกับเจตนารมณ์ของบันทึกความเข้าใจร่วมรัฐบาลในการเคารพสถาบันพระมหากษัตริ์ และอาจกระทบความมั่นคงของรัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมองว่าร่างกฎหมายดังกล่าวเท่ากับการนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงทางอ้อม และอาจเทียบได้กับการแก้รัฐธรรมนูญทางอ้อม ซึ่งเป็นการลิดรอนความเคารพสักการะอย่างไม่เป็นธรรม และเชื่อว่ากระบวนการผ่านสภายากที่จะสำเร็จได้

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมติดใจแล้วผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยติดใจ ก็คือประเด็นนโยบายในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งเวลาผมพูดถึงเรื่องแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ขอให้เข้าใจว่าเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามแนวทาง ของพรรคก้าวไกลที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แล้วก็เป็นนโยบายที่มีฐานมาจาก ร่างพระราชบัญญัติที่เคยเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ อันที่จริงผมค่อนข้างจะสบายใจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม หลังเลือกตั้ง ที่ ๘ พรรคร่วมรัฐบาลเซ็น MOU กัน วันนั้น ๘ พรรคร่วมรัฐบาลมีกรอบแนวทางที่จะทำงาน ร่วมกัน ๒๓ หัวข้อ แต่ในตอนขึ้นต้นท่านเขียนไว้ว่า ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่าภารกิจของรัฐบาล ทุกพรรคที่จะกระทำนั้นต้องไม่กระทบรูปแบบของรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใด จะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ เน้นแล้วก็สรุปรวบว่าต้องไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในแนวทางการทำงานที่ระบุไว้ ๕ ข้อ ในท้าย MOU ฉบับนั้นก็กล่าวไว้ชัดเจนว่าทุกพรรค ก็สามารถผลักดันนโยบายของตัวเองผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคตัวเองได้ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในกรอบ ๒๓ ประการ แต่ข้อ ๕ เขียนไว้ดีว่า แต่ต้องไม่ขัดแย้ง จากนโยบายในบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ก็คือหมายถึงว่าต้องไม่ขัดแย้งกับหลักการเบื้องต้นด้วย คือต้องไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ของ องค์พระมหากษัตริย์ ผมนั่งดู TV อยู่ครับ ท่าน Candidate นายกรัฐมนตรีที่มาขอเสียง พวกเราในวันนี้ ท่านอ่านจบคำถามแรกที่ผู้สื่อข่าวถามก็คือ แล้วเรื่องแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ล่ะ ท่านก็ตอบชัดเจนครับว่า พรรคก้าวไกลจะดำเนินการผลักดันการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ต่อไป มันเป็นวินาทีย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งครับท่านประธาน ท่านอ่าน MOU จบลงไป ผมตีความอย่างนี้ ท่านหัวหน้าพรรค ๗ พรรคร่วมท่านตีความอย่างไรช่วยตอบด้วยก็ดีครับ แต่พออีกไม่กี่นาทีท่านก็บอกว่าพรรคก้าวไกลก็จะเสนอต่อไป เพียงแต่ไม่เสนอในนาม คณะรัฐมนตรี หมายความว่าเป็นรัฐบาลก็เสนอในนามพรรคการเมือง ในนาม สส. ๒๐ คน เป็นฝ่ายค้านก็จะเสนอในนาม สส. ๒๐ คน เพราะฉะนั้นผมจึงรับไม่ได้ในประเด็นนี้ เพราะการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นชัดเจนครับ MOU ก็เขียนไว้ ดีมาก คือกระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ของ องค์พระมหากษัตริย์ ท่านประธานคงจำได้ว่าร่างของพรรคก้าวไกลที่เสนอเมื่อปี ๒๕๖๔ นั้น ไม่ได้รับการบรรจุเข้าระเบียบวาระเพราะอะไรครับ เพราะท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ท่านวินิจฉัยตามความเห็น ทางกฎหมายของสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าร่างที่เสนอมานั้น อาจจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ แน่นอนครับ พรรคก้าวไกลได้ทำหนังสือตอบโต้ ไม่เห็นด้วย แต่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านสุชาติ ตันเจริญ ถ้าท่านจะใช้สิทธิพาดพิงผมก็จะยินดีมาก ท่านก็วินิจฉัยซ้ำอีก สรุปแล้ว ร่างนั้นก็มิได้บรรจุเข้าระเบียบวาระจนสิ้นสมัยประชุม ถามว่าร่างนั้นอย่าเถียงกันเลยว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ หรือไม่ ตราบใดที่องค์กรผู้มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่ผมเชื่อว่าก็ใกล้แล้วละครับ แต่ที่แน่ ๆ คือมันกระทบครับ เพราะมาตรา ๖ ที่บัญญัติไว้ตั้งแต่ก่อนเราเกิด ตั้งแต่เราจำความได้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ก็หมายถึงการคุ้มครองเด็ดขาดครับ คุ้มครองเด็ดขาดในฐานะที่พระมหากษัตริย์นั้นมิอาจแยกออก จากรัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทคุ้มครองพระองค์ ซึ่งอยู่ถัดจากบททั่วไปในรัฐธรรมนูญ และอยู่ในมาตราแรกของหมวดพระมหากษัตริย์นั้น จึงวางรากฐานไว้ว่าการละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์นั้นก็คือละเมิดต่อรัฐ ละเมิดต่อ ความมั่นคงของรัฐ และเป็นสิ่งที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยอมไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ บัญญัติไว้ดังที่ทราบกันดีอยู่ ตั้งแต่มีประมวลกฎหมายอาญามาตั้งแต่วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๙ อายุน้อยกว่าผมปีเดียว และก่อนหน้านั้นก็มีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะมีลักษณะบทยกเว้น ที่มีเพิ่มขึ้นเข้ามา แต่เอาเป็นว่ากว่า ๙๐ ปีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ ๖๗ ปีเกือบ ๆ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้อย่างนี้ แต่สิ่งที่ท่านจะแก้ไขตามแนวทางของท่านนั้น กระทบครับ คือเป็นการลดระดับการคุ้มครองฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ขององค์พระมหากษัตริย์ จากคุ้มครองเด็ดขาดลงมาเป็นคุ้มครองอย่างมีเงื่อนไข ถ้าให้ผมพูด ก็จะยาวเกินไป รบกวนเวลาของสภานี้มากเกินไป แต่ท่านสมาชิกท่านแรกที่ได้อภิปราย ก็ได้พูดไว้ตามสมควร แต่ผมสรุปว่า Keyword หรือคำสำคัญของการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นมีอยู่ ๖ คำ ย้ายหมวด ลดโทษ ยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ให้เป็นคดีที่ยอมความได้ และจำกัดผู้ร้องทุกข์ กระดุมเม็ดแรกที่กลัดผิดก็คือย้ายหมวด คือย้ายออกจากหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ อันที่จริงท่านยกเลิกมาตรา ๑๑๒ เลยนะครับ ประเด็นนี้สำคัญมาก ท่านยกเลิกมาตรา ๑๑๒ แล้วท่านมาสร้างหมวดใหม่ เฉพาะเรื่ององค์พระมหากษัตริย์จะอยู่ในมาตรา ๑๓๕/๕ ถึงมาตรา ๑๓๕/๙ อันนี้ มีผลใหญ่หลวงครับ จากความผิดต่อความมั่นคงของรัฐกลายมาเป็นความผิดในระนาบ บุคคลธรรมดา แล้วท่านก็นำเอาหลักของการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดามาใช้กับ พระมหากษัตริย์ ซึ่งมันไม่ใช่หลักของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมานะครับ ท่านนำออกมาแล้วท่านก็เขียนไว้ในนโยบายของท่าน ท่านบอกว่าบัญญัติไว้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิด และเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาท บุคคลธรรมดา ท่านนำเอาพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่นคงของรัฐ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบอบการปกครองของประเทศนี้ลงมาเปรียบเทียบกับบุคคลธรรมดา แล้วท่านก็ใช้มาตรฐานเดียวกันไปจับ ท่านดูสิครับว่า ผมจะยกตัวอย่างแต่เพียงบทยกเว้น ความผิด ท่านบอกว่าถ้าหากเป็นการกระทำความผิดโดยสุจริตเพื่อเหตุ ๓ ประการถือว่าไม่มีความผิด คือ ๑. เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และ ๓. เพื่อประโยชน์สาธารณะ กว้างเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก เลยครับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าการแก้ไขตามแนวทางของท่านสำเร็จ ต่อไปการหมิ่นประมาท การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หากกระทำโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่เป็นความผิด ต่อไปการหมิ่นประมาท การดูหมิ่น การแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ สาธารณะโดยสุจริตไม่เป็นความผิด ผมตัดให้สั้นนะครับ และท่านยังมีบทยกเว้นโทษก็คือ หากพิสูจน์ได้ว่าเรื่องที่ทำไปนั้นเป็นความจริง ยกเว้นห้ามพิสูจน์ใน ๒ กรณี ก็ถือว่าไม่ต้องรับโทษ นอกจากนั้นการกำหนดให้เป็นคดีที่ยอมความได้ การจำกัดผู้ร้องทุกข์ ก็ยังเป็นประเด็น ปมปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนที่คนไทยส่วนใหญ่ในรุ่นผม รุ่นอายุมากกว่าผม หรือรุ่น ต่ำลงมาไม่เคยพบเคยเห็นหลักการเช่นนี้มาก่อน ท่านประธานครับ ร่างแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือข้อเสนอในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกล ยังมิได้จำกัดอยู่แค่การกระทบ สถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น นี่ถือเป็น ก้อนแรกของการแก้ไขแนวนี้ ก้อนต่อมาที่ใหญ่พอ ๆ กันก็คือในเมื่อกระดุมเม็ดแรกนี้ ท่านนำองค์พระมหากษัตริย์ลงมาเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปในสังคม แล้วท่านลดโทษ ของการละเมิดพระมหากษัตริย์ลงมาต่ำมากครับ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกินเท่าไร ปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พระราชินี พระรัชทายาทจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับเท่าไร ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ เมื่อลดบุคคลที่มีสถานะทางสังคมสูงลงมาต่ำ ขนาดนี้ ท่านก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดโทษบุคคลในสังคมทุกระดับลงไป ทั้งประมุข ของรัฐต่างประเทศ ผู้แทนของรัฐต่างประเทศ และที่สำคัญในประเทศไทยนะครับ เจ้าพนักงาน ที่กระทำการตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายใครหมิ่นประมาทมีแค่โทษปรับ ศาลซึ่งกำลัง พิจารณาคดี ศาลหรือผู้พิพากษาซึ่งกำลังพิพากษาคดีถูกดูหมิ่น ถูกหมิ่นประมาท ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่มีโทษจำคุก ตัวเลขผมอาจจะไม่เป๊ะ ๆ นักนะครับท่านประธาน เข้าใจว่า โทษปรับกรณีศาลนั้นจะสูงถึงหลักแสน แต่ก็เป็นโทษขั้นสูง ไม่มีการกำหนดโทษปรับขั้นต่ำไว้ สุดท้ายเมื่อลงมาถึงบุคคลธรรมดาครับท่านประธาน เหลือแค่โทษปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ผมอาจจะมองโลกในแง่ที่ไม่ดีนักนะครับว่า ภาพรวมของสังคมภราดรภาพที่จะเกิดขึ้น หากมีการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามนี้ซึ่งมี ๒ ก้อน ก้อนพระมหากษัตริย์กับก้อนบุคคลอื่น ลดโทษลงมาขนาดนี้ ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ ในโลกยุค Social Media ก็เป็นโลกที่ดีครับ การสื่อสารถึงกัน แต่การประณามหยามเหยียด การใส่ร้าย การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เป็นธรรม ก็เกิดขึ้นอย่างชนิด เสียผู้เสียคน กระผมเคยเจอมาแล้วครับ ครอบครัวของผมเคยเจอมาแล้ว เพียงเพราะผม อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้แล้วถูกสื่อนำไปลง ก็มีคนนำไปเปรียบเทียบแล้วก็ประณาม บุตรของผมเขียนให้กำลังใจผม ปรากฏว่าโดนใช้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างเสียผู้เสียคน หลาย ๆ คนเคยเจอมาแล้วครับ สังคมใหม่ที่ท่านกำลังจะสร้างขึ้น ตามแนวทางนี้มันคืออะไรครับ ท่านคิดดีแล้วหรือครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กระผมไม่อาจจะเห็นด้วย กับภาพรวมของแนวทางการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกลได้ ผมจึงเห็นว่า มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ สำคัญอย่างไรครับ การแก้ไขครั้งนี้ มันมีลักษณะสำคัญ ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ เป็นการแก้ไขที่จะเป็นการกระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ อันนี้ผมได้พูดไป โดยสังเขปแล้ว

ประการที่ ๒ เสมือนครับ เสมือนเป็นการแก้รัฐธรรมนูญทางประตูหลัง เป็นการแก้รัฐธรรมนูญบทคุ้มครองการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ขององค์พระมหากษัตริย์ทางประตูหลัง คือท่านไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญครับ แต่ถ้าแก้มาตรา ๑๑๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ มันถูกกระทบแล้วก็ลดระดับการคุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ ลงไปทันที

ประการที่ ๓ อันนี้ก็สำคัญมากเช่นกันครับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ผมดูแนวทางของท่าน แล้วดูร่างพระราชบัญญัติที่ท่านเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี ๒๕๖๔ แล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดว่า นี่เสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้ต้องหา จำเลย และนักโทษคดีทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ โดยปริยายทั้งหมด หรือจะพูดว่าเป็นการนิรโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ทางประตูหลังก็ได้ เพราะอะไรครับ เพราะในร่างที่ท่านเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่มีบทเฉพาะกาล ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ท่านประธานครับ ท่านก็อาจจะบอก แล้วหลายท่านที่พูดคุยกับผมก็บอกว่าไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง ของท่านเท่านั้นที่พยายามชี้แจงกับผม ซึ่งผมรับฟังโดยตลอดนะครับ แล้วก็ด้วยความเคารพ ในความคิดเห็นที่แตกต่าง สมาชิกวุฒิสภาบางท่านก็ได้พูดคุยว่าเราเห็นตรงกัน แต่เรื่องการแก้ มาตรา ๑๑๒ อีกยาวไกล แล้วถ้าเสนอเข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็บอกว่าผมทราบดีครับ การเสนอร่างพระบัญญัติเข้าสู่สภานั้นถ้าโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ขึ้นอยู่กับท่านประธาน ไม่ใช่ท่านประธานท่านนี้นะครับ ท่านประธานที่เพิ่งลงจากบัลลังก์ไป แล้วก็อาจจะท่านรองประธาน สภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง หรือคนที่สองตามแต่จะได้รับมอบหมาย จะวินิจฉัยว่าสามารถ บรรจุเข้าระเบียบวาระได้หรือไม่ มีตัวอย่างมาในสมัยที่แล้วครับ และจากนั้นก็ยังมีอีก ๘ ด่าน รวมทั้งสิ้น ๙ ด่าน ไม่น่าจะผ่านได้ง่าย ๆ ครับ แค่ด่านที่ ๑ หรือด่านที่ ๒ ก็อาจจะตก แล้วถ้าท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็เสนออยู่ดี แต่สำหรับผมการโหวตคือการกระทำทางการเมือง ในรัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คือการแสดงสัญลักษณ์ในทุกเวลา ในทุกโอกาสว่ากระผมมิอาจ ยอมรับได้ ไม่เห็นด้วย และไม่สนับสนุนแนวทางการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกล กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน