พิธา ยันคุณสมบัติผู้นำ ฟังแม้ต่างความคิด-ยึดพูดแล้วทำ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชี้แจงถึงคุณสมบัติและภาวะผู้นำของตนภายหลังถูกตั้งคำถาม พร้อมยืนยันความเห็นต่างเกี่ยวกับการเข้าร่วมศาลอาญาระหว่างประเทศ และย้ำจุดยืนในการเคารพหลักนิติธรรมและสถาบันตามครรลองประชาธิปไตย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน ต้องเริ่มต้นด้วยการขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่าน ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านชาดาและท่านประพันธุ์นะครับ ที่ได้อภิปรายสอบถามหลาย ๆ เรื่อง เกี่ยวกับคุณสมบัติของผมในฐานะผู้ที่ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ท่านชาดาได้ติติงบุคลิกของผม ได้ติติงภาวะผู้นำของผม ผมก็กำลัง พยายามที่จะพัฒนาอยู่เหมือนกันครับ พยายามที่จะพัฒนาให้เป็นคนที่ฟังมากกว่าพูดนะครับ ฟังท่านชาดาเสร็จก็พยายามที่จะฟังท่านประพันธุ์ต่อ ในขณะเดียวกันผมก็พัฒนาภาวะผู้นำ ของผมให้เป็นคนที่รักษาคำพูดเหมือนกับ Slogan ของพรรคท่านเหมือนกันเป๊ะเลยว่า พูดแล้วทำ เพราะฉะนั้นสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนอย่างไรก็คงที่จะต้องทำตาม อย่างนั้น ผมยังพยายามที่จะพัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำของผมว่า ถึงผมจะไม่เห็นด้วย กับทุกเรื่องที่ท่านชาดาได้พูดมา แต่ผมเห็นว่าท่านมีเสรีภาพในการที่จะพูด และนี่คือหน้าที่ ของรัฐสภา นี่คือหน้าที่ของสภาที่ท่านชาดาก็มีประสบการณ์แบบหนึ่ง มีความคิดแบบหนึ่ง ผมก็มีชุดความคิดแบบหนึ่ง ประสบการณ์แบบหนึ่ง นี่คือสาเหตุที่เราต้องใช้รัฐสภาในการแก้ กฎหมายนิติบัญญัติ และเป็นข้อขัดแย้งตลอดมาของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น ตั้งแต่สมัยที่แล้วละครับ ที่ท่านชาดาได้พูดถึงเรื่องของการลดโทษก็ดี มีการคุ้มครองก็ดี ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีในการแก้ไขหรือกฎหมายใด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดี แล้วสุดท้ายครับ ผู้นำที่ดีของประเทศนี้ต้องมี ความอดทนอดกลั้น รับฟังกับข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ อันนี้คือ ๔ ข้อที่ผม สัญญาผ่านท่านประธานไปยังท่านชาดาและพรรคที่อยู่ในรัฐสภาที่นี่ รวมถึงสภาสูงที่กำลัง รับฟังอยู่ว่านี่เป็น ๔ คุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำของประเทศไทยควรจะมีครับ ในการที่จะใช้ สิทธิพาดพิงคงจะสั้น ๆ ครับท่านประธาน เรื่องที่ผมเห็นด้วยกับท่านชาดาก็คือใช่ครับ ไม่ได้อยู่ใน MOU ๘ พรรคอย่างที่ท่านเข้าใจ เพราะ MOU ๘ พรรคคือความเข้าใจร่วมกัน ของพวกเราในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง ๘ พรรคในการที่จะเข้าสู่อำนาจ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ในการบริหารประเทศ ในการที่จะแก้ไขกฎหมายอยู่ที่นิติบัญญัติครับ อยู่ที่นี่ แล้วเมื่อเรา ยื่นเสนอข้อกฎหมายก็ไม่มีใครผูกขาดชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่งก็ได้ คนที่อายุมากกว่าผม ก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนรุ่นผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่อายุน้อยมากกว่าผมก็อาจจะคิด อีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขข้อขัดแย้ง พูดแทนพี่น้องประชาชน ผู้แทนราษฎรก็คือผู้แทนราษฎรที่มีความคิดแตกต่าง แล้วถ้าเราพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ พูดกันอย่างไม่มีคำหยาบคายแล้วใช้เหตุใช้ผลกัน นี่คือทางออกของประเทศในทุกความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับคุณชาดามากเป็นอย่างยิ่งนะครับ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และอาจจะเป็นข้อที่ยังคลางแคลงใจอยู่ เรื่องเกี่ยวกับ International Criminal Court หรือว่า ICC นะครับ ซึ่งตามหลักของเขาเลยก็เขียนไว้เลยครับ มีหน้าที่ที่จะ Investigates and where warranted, tries individuals charged with the gravest crimes of concern to the international community genocide, war crimes, crimes against humanity ซึ่งหมายความว่าอาชญากรรมทางสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งตรงนี้ ข้อที่ท่านชาดาอาจจะกังวลคือข้อที่ ๒๗ ผมอ่านแล้ว แต่คราวนี้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบบเดียวกับเรา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข Constitutional Monarchy มีอยู่ ๑๒๓ ประเทศ ญี่ปุ่นเซ็นครับ อังกฤษเซ็นครับ กัมพูชา เซ็นครับ สวีเดนเซ็นครับ เดนมาร์กเซ็นครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเราเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง และท่านทรงใช้ อำนาจผ่าน ครม. อยู่แล้ว ตรงนี้ไม่ได้เป็นประเด็นอย่างที่ท่านได้กล่าวหาเลย อันนี้เป็นประเด็น ที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง แล้วการที่จะบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเข้า ICC คือการที่มี คนพูดบอกว่าใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เอาปืนไปยิงมันเลย อันนี้ละผมไม่แน่ใจว่า คนที่สูญเสียไปตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน ๙๙ ศพที่ราชประสงค์ เป็นต้น แล้วย้อนหลังไปถึงเรื่อง ๖ ตุลา ๑๔ ตุลา เป็นต้น ที่ยังไม่รู้ว่าวัฒนธรรมรับผิดรับชอบ ที่เกิดวันนี้เขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย แล้วขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงในการชี้แจง ในส่วนของท่านประพันธุ์ผมต้องขอยืนยัน ผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกทุก ๆ คน ทั้ง ๗๕๐ คนที่มีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ ผมยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการและด้วยความชอบธรรมครับ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยครับว่าข้อกล่าวหาคืออะไร เห็นแต่มติก็ผ่านสื่อมวลชน ยังไม่รู้เลยว่าสงสัยในประเด็นไหน แล้วหลักการที่บอกว่าสมมุติฐานไว้ว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน คือ Presumption of innocence เข้าใจว่ามีเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแวดวงทนาย แวดวงเกี่ยวกับ ตุลาการเข้าใจเรื่องนี้ดี มันมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ครับ ผมยังไม่มีโอกาสชี้แจง แม้แต่ครั้งเดียวเลย แล้วคราวที่แล้วปี ๒๕๖๒ ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้กระทบ การเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือครับ เพราะว่าเท่าที่ผมจำไม่ผิดก็คือท่านบอกว่ารัฐบาล เสียงข้างมากที่รวมเสียงได้มากที่สุดก็จะออกมา ๒๔๙ เสียงตามนั้นไม่มีแตกแถว ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่หรือครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลครับ ท่านบอกว่า ม. ๖ ขึ้นมหาวิทยาลัย เรื่องของวิญญูชน ผมรัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับการยื่น ป.ป.ช. รัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับคุณสมบัติ สอบถามทั้ง กกต. สอบถามทั้ง ป.ป.ช. ทุกครั้งตั้งแต่เป็น สส. ครั้งแรก และจนครั้งนี้ และครั้งต่อไป และต่อ ๆ ไป เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบอย่างไรครับ มันก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการ ตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ กกต. ก็ตาม ขอบคุณมากครับ