ประพันธุ์ คูณมี แถลงแสดงความเห็นต่อการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และ 160 ซึ่งขัดต่อคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่สมควรได้รับการเสนอชื่อและเรียกร้องให้สภาพิจารณาว่ากระบวนการดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายเพิ่งจบไปสักครู่นี้ ผมรับฟังด้วยความซาบซึ้ง และเข้าใจในปัญหาของบ้านเมือง แต่วันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายและความสำคัญทาง การเมืองอย่างยิ่งของรัฐสภา เป็นวันที่ประวัติศาสตร์จะต้องกำหนดถึงอนาคตของบ้านเมือง เพราะเป็นวันที่สมาชิกรัฐสภาของเราจะได้ทำหน้าที่ในภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นผู้นำ สูงสุดในทางการบริหารของประเทศ อันเป็นการดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตตินี้ ในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นครั้งที่ ๒ นับแต่ที่เรามีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกาศใช้เป็นต้นมา แต่สิ่งที่ กระผมจะได้อภิปรายต่อไปนี้ผมขอเรียนท่านประธานว่ามันเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้อง กราบเรียนท่านในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่ต้องมาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้ ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะพวกเรามีที่มาแตกต่างกัน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ ก็บัญญัติให้ถือว่าพวกเรา ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สว. ย่อมถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นมาด้วยวิธีการใด และการทำหน้าที่ของเรานั้นจะต้องไม่อยู่ในความผูกมัด แห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ และจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจาก การขัดกันซึ่งผลประโยชน์ และก่อนเข้าทำหน้าที่เราก็ต่างต้องกล่าวคำปฏิญาณตนด้วย ข้อความเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ประเด็นปัญหาที่เรา จะพิจารณาในวันนี้เป็นการใช้สิทธิ ใช้อำนาจหน้าที่ของเรา สส. มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชน สว. ก็มาจากประชามติของประชาชน ที่เสนอให้มีบทบัญญัติให้ สว. เพื่อมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในวันนี้ เราต่างมีฐานที่มาจากประชาชน เพียงแต่แตกต่างกัน ในด้านวิธีการและกระบวนการที่มาเท่านั้น กระผมให้ความเคารพและให้เกียรติท่าน สส. และรับฟังความคิดเห็นและเสียงของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งมาโดยตลอด แต่การพิจารณาในวันนี้ผมก็ต้องให้ความเคารพและรับฟังเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน ผมเคารพและให้เกียรติท่าน แล้วก็หวังว่าท่านจะให้เกียรติ และเคารพในการทำหน้าที่ของ สว. เช่นกัน ซึ่งไม่ว่าพวกเราจะโหวตและให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบอย่างไร ท่านคงเคารพกฎกติกาของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในประเด็นที่ผมจะเสนอต่อที่ประชุมต่อไปนี้จึงเป็นความเห็นโดยสุจริตของผมครับ ด้วยความยึดมั่น ในหน้าที่และคำปฏิญาณตนที่ได้ให้ไว้แก่สภาแห่งนี้ เพื่อรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ โดยมิได้มีอคติส่วนตัวใด ๆ ต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ความเห็นชอบ เป็นนายกแต่อย่างใด ท่านประธานครับ ตามที่ท่านชลน่าน ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้เป็นผู้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็นบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และได้มี ท่าน สส. ได้ให้ความรับรอง ให้ความเห็นชอบในขณะนี้นั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในครั้งนี้ผมถือว่า เป็นการเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ โดยชัดแจ้ง ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ ซึ่งมีเหตุผลสำคัญคือ ในวันนี้เราอยู่ในโหมดของการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาล เพราะฉะนั้น การเสนอชื่อแม้ว่าจะใช้อยู่ในโหมดมาตรา ๒๗๒ บทเฉพาะกาลก็ตาม แต่การเสนอชื่อบุคคล เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังอยู่ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๕๙ ที่บัญญัติให้สภาแห่งนี้ ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็แต่เฉพาะ บุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เท่านั้น ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านลองเปิดไปดูมาตรา ๑๖๐ สิครับ มาตรา ๑๖๐ ว่าด้วยคุณสมบัติ ของบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็คือรวมถึงนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ซึ่งในมาตรา ๑๖๐ (๖) ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ก็ต้องย้อนกลับไปเปิดดูมาตรา ๙๘ ว่ามาตรา ๙๘ กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้อะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนครับ มาตรา ๙๘ กำหนดไว้เยอะหลายประการ ไม่ว่าเรื่องที่ต้องไม่ติดยาเสพติด ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย นั่นหมายความว่าคนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามอย่างนี้ และที่สำคัญ (๓) ต้องไม่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ และยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีกครับ ไม่ต้องคำพิพากษาจำคุก ถูกคุมขัง ต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างต้องห้าม แต่เอาละครับ เฉพาะกรณีของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติก็คือ ขัดต่อกฎหมายมาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๙๘ (๓) นั่นเอง นั่นคือท่านเป็นบุคคลที่ต้องห้าม หรือมีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ (๓) เมื่อเป็นเช่นนี้ครับ การเสนอชื่อของสมาชิก รัฐสภาที่เสนอชื่อท่านเพื่อให้ความเห็นชอบนั้น จึงปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่า ขัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ที่กำหนดไว้ว่าจะเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่ได้ครับ จึงมีปัญหาว่าการเสนอชื่อบุคคลผู้นี้เพื่อให้สภาให้ความเห็นชอบนั้นเป็นการเสนอ ชื่อบุคคลโดยชอบหรือไม่ หรือเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับซึ่งห้ามมิให้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวนั้นได้
ประเด็นที่ ๒ ข้อเท็จจริงปัญหาเรื่องคุณสมบัติของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการ กกต. ได้มีมติ และได้ยื่นเรื่อง เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำสั่งโดยได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๑๒ พร้อมเอกสารประกอบคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงรับในทางธุรการแล้ว และจะได้เสนอคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ ต่อไป อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคล ที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม นั่นคือเป็นความเห็นอันเป็นยุติของคณะกรรมการ กกต. ไม่ได้เป็นเพียงแค่มองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเท่านั้น ยังมองว่าสมาชิกภาพ สิ้นสุดแล้ว แต่ในชั้นพิจารณาของสภาแห่งนี้เรามีหน้าที่จะต้องพิจารณาว่าการที่ท่านหัวหน้า พรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายพิธานั้นถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ขัดต่อข้อบังคับหรือไม่ และบุคคลที่ถูกเสนอชื่อนั้นมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหานี้ครับท่านประธานครับ ก็อาจจะมี คนแย้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด จะไปถือว่าเขามีปัญหา เรื่องคุณสมบัตินั้นไม่ได้ ผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ปัญหานี้ ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดครับ เพราะปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับบุคคลที่จะมาเป็นนายกนี้ เป็นเรื่องที่วิญญูชนและบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปก็สามารถวินิจฉัยได้ครับ เพราะมาตรา ๙๘ นี้ ไม่ได้เขียนอะไรซับซ้อนลึกซึ้งเลยครับ ถามว่าท่านติดยาเสพติดหรือเปล่า ถามว่าท่านเป็น บุคคลล้มละลายหรือเปล่า ถามว่าท่านถือหุ้นสื่อหรือเปล่า ถามว่าท่านเคยต้องคำพิพากษา ให้จำคุกหรือเปล่า รวมแล้วเป็นสิบ ๆ ข้อนี่ครับ ไม่จำเป็นต้องไปถามศาลเลยครับ ตัวท่านก็มี วิจารณญาณที่จะวินิจฉัยได้เอง กฎหมายถึงไปเขียนในมาตรา ๑๕๑ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า มาตรา ๑๕๑ ผู้ใดรู้อยู่แล้ว แล้วก็จงใจไปสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นจึงเป็นความผิด นั่นก็คือเขาให้ตัวท่านเอง สามารถวินิจฉัยตัวท่านเองได้อยู่แล้ว ถ้าท่านต้องไปรอศาลก่อนว่าผมขาดคุณสมบัติ กฎหมาย จะไม่เขียนไว้อย่างนี้ครับ กรณีกฎหมายให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยนั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กกต. เห็นว่าสมาชิกภาพของท่านสิ้นสุดแล้ว แต่ท่านไม่ยอมรับ ไม่รู้ตัว จนต้องให้สมาชิกมาเข้าชื่อ ไปยื่นต่อศาลเท่านั้น แต่ก่อนจะไปสมัครท่านมีคุณสมบัติไหม ขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม ท่านต้อง Censor ตรวจสอบตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับท่าน ท่านจบ ม. ๖ ไหมครับถ้าไม่จบ ม. ๖ ก็สอบเข้า มหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่เห็นจะต้องรอศาลวินิจฉัยเลยว่าผมจบหรือไม่จบ นี่คือประเด็นว่า ที่สมาชิกสภาได้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวนี้ และผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็เพื่อชี้ ให้เห็นว่าบุคคลที่ได้เสนอชื่อมาให้รัฐสภาโหวตรับรอง เพื่อให้ความเห็นชอบนั้นเป็นบุคคล ที่รัฐสภาไม่อาจรับไว้พิจารณาเพื่อโหวตหรือลงคะแนนเสียงได้ เนื่องจากเป็นการเสนอชื่อ บุคคลที่มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐสภา ให้มีการพิจารณาเพื่อลงมติและให้ความเห็นชอบต่อไป ย่อมขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาโดยชัดแจ้ง สมาชิกรัฐสภาที่จะร่วมกันพิจารณา และลงมติ ย่อมได้ชื่อว่ารู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่ท่านก็ยังจงใจจะกระทำผิดโดยฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา การลงมติและให้ความเห็นชอบในกรณีดังกล่าวนี้ มันจะเป็นปัญหาที่เป็นความผิดร้ายแรง ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน นอกจากนั้นเมื่อสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบแล้วการจะนำชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติ และคุณลักษณะต้องห้ามไปนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ท่านลอง พิจารณาดูสิว่ากระทำดังกล่าวย่อมเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาทเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ มิบังควรที่จะกระทำเป็นอย่างยิ่ง นี่คือปัญหาสำคัญครับ เพราะฉะนั้นในกระบวนการของ เจ้าหน้าที่ กกต. กระบวนการอื่นที่มีการตรวจสอบเรื่องนี้เขาเห็นแล้ว เขาฟังข้อเท็จจริง เป็นยุติแล้ว ถ้า กกต. มีอำนาจโดยไม่ต้องส่งศาลเขาก็คงมีคำวินิจฉัยให้ใบแดงคุณพิธาไปแล้ว แต่ว่าโดยกระบวนการพิจารณาของกฎหมายบัญญัติให้ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะกรรมการ กกต. เห็นว่าสมาชิกภาพของบุคคลใดสิ้นสุดลงให้เข้าชื่อหรือให้ยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยในขั้นสุดท้าย เพราะฉะนั้นกรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ ที่สภาแห่งนี้จะต้องได้พิจารณาให้ละเอียดถ่องแท้ว่าการเสนอบุคคลดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ตนเป็นบุคคลที่ต้องห้ามหรือไม่นี้ ผมจึงเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาควรจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาว่าเมื่อเป็นกรณีที่ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา ๑๖๐ แล้ว จึงเป็นบุคคลที่ไม่อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกได้เพราะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ การเสนอชื่อเพื่อให้ลงมติจึงควรจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของท่านสมาชิก และท่านประธานที่จะต้องได้พิจารณาครับ เพราะหากเราดึงดันที่จะลงมติจากบุคคล ที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นท่านอาจจะถูกดำเนินคดีได้ตามมาตรา ๒๓๑ (๑) นั่นคือเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามประมวล จริยธรรมสำหรับ สส. ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๒๙ ท่านเปิดดูได้ครับ ประมวลจริยธรรม ของท่าน ส่วนสำหรับ สว. เองที่คิดจะลงมติในวันนี้มันก็มีปัญหาเรื่องข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๔๔ ประมวลจริยธรรมเช่นกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำทั้งที่รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย จน กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟัง เป็นที่ยุติว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังกล่าวนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาวินิจฉัย ในประเด็นสำคัญนี้ด้วย ส่วนความไม่เหมาะสมอื่น ๆ เกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อในวันนี้ มีหลายเรื่องหลายประเด็น ไม่ว่าที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วก็ดี ไม่ว่าเรื่อง ความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศก็ดี ไม่ว่าเรื่องการที่จะมีแนวนโยบายที่จะก่อให้เกิด การชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านก็ดี หรือปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชนก็ดี ก็เป็นความไม่เหมาะสมในด้านอื่น ๆ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาก็คงจะได้อภิปรายและให้ข้อคิดเห็นต่อไป
- ๑ ๙ /๑ สำหรับผมเห็นว่าประเด็นเรื่องการเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวเพื่อให้สภาโหวตนั้นเป็นการเสนอชื่อ บุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ จึงไม่อาจเป็นบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้รัฐสภาโหวตให้ความเห็นชอบได้แต่อย่างใด ขอบคุณครับ