ชัยธวัช สนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ ย้ำฟังเสียงประชาชนเปลี่ยนสู่อนาคต

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ชัยธวัช ตุลาธน อภิปรายสนับสนุนให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามผลการเลือกตั้ง พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของอำนาจในระบอบประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับฟังเสียงประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่เปิดรับการพัฒนาอย่างมีเหตุผลและสันติ โดยเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาและวุฒิสมาชิกลงมติสนับสนุนเพื่อคืนความปกติให้รัฐสภา แสดงความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชน และเปิดโอกาสใหม่ให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างสันติและยั่งยืน

นายชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายผ่านไปยังสมาชิก รัฐสภาทุกท่านว่าทำไมในวันนี้พวกเราควรลงมติรับรองให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า พรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แทน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมคงไม่รบกวนเวลา สมาชิกทุกท่านมากนะครับ เพราะอันที่จริงแล้ววันนี้ผมคงไม่จำเป็นต้องมาอภิปรายถึงเรื่อง คุณสมบัติของคุณพิธา รวมถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะผมถือว่า ประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทุกท่านเราต่างก็ได้ใช้วิจารณญาณของตัวเอง พิจารณาและลงมติ ๑ คน ๑ เสียงเท่าเทียมกันผ่านการเลือกตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ แล้วเมื่อผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกลซึ่งได้เสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็น Candidate นายกรัฐมนตรีได้ชนะการเลือกตั้งแล้วสามารถรวบรวมเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้งสิ้น ๓๑๒ จากพรรคการเมือง ๘ พรรคได้แล้ว คุณพิธาก็ควรจะได้ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีตามครรลองปกติของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เรื่องมันก็ควรจะ เรียบง่ายตรงไปตรงมาแบบนี้มิใช่หรือครับ แต่ท่านประธานครับ บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวันนี้กลับทำให้เกิดคำถามดัง ๆ ในใจของพี่น้องประชาชนจำนวนนับล้าน ๆ คน ที่กำลังเฝ้าจับตาดูการประชุมรัฐสภาอยู่วันนี้ด้วย เกิดคำถามในใจของเขาว่าหากนายกรัฐมนตรี คนใหม่ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้งแล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตย ของประเทศนี้เป็นของปวงชนชาวไทยตามที่ปรากฏบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญจริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่ และยังมีคำถามคำโต ๆ ว่าตกลงประชาชนอยู่ตรงไหน ประชาชน อยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา ท่านประธานครับ คำถามในใจของพี่น้องประชาชนเหล่านี้มันสะท้อนอะไรและมีนัยสำคัญอย่างไรกับสังคม บ้านเมืองของเรา อันที่จริงคำถามในใจของประชาชนทำนองนี้ไม่ใช่จะเพิ่งเกิด แต่มันเป็น คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา เราผ่านอะไรมาบ้างครับ ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ๕ ครั้ง ผ่านการรัฐประหาร ๒ ครั้ง ผ่านการพยายามที่จะเขียน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลังรัฐประหาร ๒ ฉบับ ผ่านแม้กระทั่งการพยายามจัดตั้งรัฐบาล ในค่ายทหาร ๑ ครั้ง ผ่านการยุบพรรคการเมือง ยุบแล้วยุบอีก ผ่านการชุมนุมของประชาชน ฝ่ายต่าง ๆ และการปะทะกันบนท้องถนนนับไม่ถ้วน มีผู้ถูกดำเนินคดี จำคุก บาดเจ็บ รวมถึง เสียชีวิตรวมแล้วนับร้อยนับพันจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ทราบว่าจะยุติเมื่อไร ทว่าผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มาเกือบ ๒ ทศวรรษ สังคมไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีได้ ต่อคำถามในใจของพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมกล่าว และยังไม่สามารถจะหาคำตอบที่พวกเรา ยอมรับร่วมกันได้สักที ปัญหาก็คือว่าตราบใดที่พวกเรายังไม่สามารถหาคำตอบแห่งยุคสมัยนี้ได้ สังคมไทยก็จะหยุดนิ่ง จมดิ่ง ว่ายวนอยู่ในวงจรเดิม ๆ มองไม่เห็นอนาคตไปอีกนาน อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะตัวแทนของพรรคก้าวไกล ผมเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และการลงมติของรัฐสภาในวันนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราที่จะเริ่มต้นในการแสวงหา คำตอบครั้งใหม่ให้แก่สังคมไทยครับ สมาชิกหลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล ในบางเรื่อง หลายท่านอาจจะกังวลใจกับความเปลี่ยนแปลงที่พวกเราไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก มีข้อกล่าวหามากมายซึ่งส่วนหนึ่งก็สะท้อนจากการอภิปรายของท่านสมาชิก ๒ ท่านแรก ไม่ว่าความกังวลใจว่าพวกเราจะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือระบอบการปกครอง หรือไม่ พวกเราพยายามที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่กลายเป็นสถาบันหลักของชาติ อีกหรือไม่ เจตนาที่แท้จริงของการเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงมาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นหนึ่ง ในหลาย ๆ นโยบายของเราเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตไม่ใช้เวลานี้ในการลงรายละเอียด ที่จะแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะกล่าว เอาไว้ในที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอใด ๆ ของเรา ของพรรคก้าวไกลมันอยู่บนฐานความคิดที่ว่า สถาบันหลักของชาติ หรือสถาบันการเมืองใด ๆ ก็ตามจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความยินยอม พร้อมใจของประชาชน ไม่มีสถาบันใดที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการกด ปราบ บังคับ แล้วนี่เป็นสิ่งที่เราพยายามจะเตือนให้สติกับทั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภา และกับสังคมไทย กับผู้มีอำนาจทุกฝ่ายขอให้ตั้งสติแล้วมองการณ์ไกล เข้าใจสถานการณ์ ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน แล้วเล็งเห็นให้ได้ว่าวิธีการอะไร กุศโลบายอะไรที่ดีที่สุด ที่จะสามารถรักษาสิ่งที่พวกเรารัก สิ่งที่หลายคนหวงแหนให้ดำรงอยู่ให้ได้ในสังคมที่มีพลวัตตลอดเวลา เราไม่เชื่อว่าสิ่งใด ๆ จะดำรงอยู่ได้ด้วยการสถิตอยู่เหมือนเดิมทุกประการแล้วจะมั่นคงสถาพร แล้วมันไปไกลนะครับ ไปไกลถึงขนาดที่ว่าหลายท่านบอกว่าการลงมติให้คุณพิธาจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการไม่รักชาติ เป็นการไม่เคารพรักสถาบัน พระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พวกผมพยายามจะบอกว่ามันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะองค์พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี่ ต้องอยู่เหนือการเมือง ต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แล้วมันอันตรายมากที่เมื่อไร ต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่าตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาผลในวันนี้เป็นอย่างไร เราพยายามที่จะเสนอว่าต้องช่วยกันนำสถาบัน พระมหากษัตริย์ออกจากความขัดแย้งทางการเมือง และการยิ่งนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาปะทะกับผลการเลือกตั้งยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ใครจะรับผิดชอบกับผลกระทบจาก การกระทำแบบนี้

สุดท้ายนะครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามผมอยากจะเชิญชวนท่านสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาในที่ประชุมแห่งนี้ลงมติให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพราะทุกท่านรักคุณพิธา ไม่ใช่เพราะทุกท่านเห็นชอบ เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลไปเสียทุกเรื่อง แต่มันจะเป็นการลงมติเพื่อคืนความปกติให้แก่ระบบ รัฐสภาของไทย มันจะเป็นการลงมติเพื่อแสดงความเคารพต่อประชาชน เป็นการลงมติ เพื่อให้โอกาสครั้งใหม่แก่สังคมไทย เป็นการลงมติเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบ แห่งยุคสมัยร่วมกันให้ได้ สุดท้ายผมขออวยพรให้ประชาชนซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญตามมโนธรรมสำนึก และเจตจำนง ที่พี่น้องประชาชนได้แสดงออกไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ขอบคุณครับ