องอาจ คล้ามไพบูลย์ แสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเห็นว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพสื่อภายใต้ข้ออ้างด้านจริยธรรม และเรียกร้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบในบริบทของภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไปและประวัติศาสตร์การควบคุมสื่อในอดีต
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แต่ท่านประธานรู้สึกแปลกใจไหมครับว่า ร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นร่างกฎหมายที่คนในแวดวง สื่อสารมวลชนออกมาคัดค้านกันเป็นจำนวนมาก แต่ผมไม่แปลกใจหรอกครับท่านประธาน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมีการ ยึดอำนาจเกิดขึ้นเราจะเห็นปรากฏการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นช้าหรือเร็วอยู่ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าท่านประธานคงจะจำประกาศเก่า ๆ หลังการปฏิวัติได้ ตั้งแต่สมัย ปว. ๑๗ ประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗ ซึ่งออกโดยคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๑ คนในแวดวง สื่อสารมวลชนอยู่ในเงามืดของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗ ที่รู้เรียกกันว่า ปว. ๑๗ จนถึง ปี ๒๕๑๗ ไม่น่าเชื่อครับ ชื่อ ปว. ๑๗ มายุติเอาเมื่อปี ๒๕๑๗ ในวันที่เรามีประชาธิปไตย เบิกบานในประเทศไทย วันนั้นสื่อมวลชนได้ลิ้มรสของคำว่าเสรีภาพสื่อ ท่านประธานครับ แต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆ ครับ พอปี ๒๕๑๙ หลังการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ก็มีการออกคำสั่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ สื่อสารมวลชนต้องต่อสู้อีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะยกเลิก ปร. ๔๒ คนในแวดวงสื่อสารมวลชน นักการเมืองน้ำดีจำนวนมาก นักวิชาการจำนวนไม่น้อยช่วยกันพยายามต่อสู้เรื่องนี้มา จนสำเร็จเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ท่านประธานครับ หลังยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ ไม่นานนักเราก็มีสภาปฏิรูป ก็พยายามที่จะออกกฎหมายที่เรียกว่าเพื่อการปฏิรูปสื่อ แต่ท่านประธานครับ คนทั่วไปและสื่อเรียกว่ากฎหมายคุมสื่อ เรื่องนี้เงียบหายไปนาน ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๖๐ จนกระทั่งถึงปัจจุบันร่างพระราชบัญญัตินี้ก็เข้ามาสู่สภาอีกครั้ง ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระของร่างฉบับนี้นั้นผมเชื่อว่าถ้าท่านประธาน ดูอย่างละเอียด ศึกษาที่มาที่ไปก็จะพบได้ความชัดเจนว่ามีหลายเรื่องที่ผู้คนในแวดวง สื่อสารมวลชนและประชาชนทั่วไปนั้นมีความวิตกกังวล แล้วก็ตั้งข้อสังเกตในหลาย ๆ เรื่อง นิยามของคำว่าจริยธรรมที่ตีความได้กว้างขวางมาก ท่านประธานครับ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในอนาคตการวิจารณ์รัฐบาลก็อาจเป็นการละเมิดจริยธรรมหรือไม่ หรือในอนาคตการ นำเสนอวิธีคิดใหม่ ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลานั้นก็อาจจะเป็นการละเมิด จริยธรรมหรือไม่ ถ้าความหมายของจริยธรรมของสื่อแตกต่างจากความหมายของผู้มีอำนาจ คำจำกัดความของสื่อถึงแม้ในร่างนี้จะพยายามอธิบายว่าถ้าเราไม่แสวงหากำไรก็ไม่ใช่สื่อ แต่ผมคิดว่าถ้าเราเข้าไปดูในเนื้อหาสาระของสื่อ ความหมายของสื่อเองจริง ๆ แล้ว ยังมีมากกว่านั้นครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นั้นต้องพิจารณาให้เห็นลึกซึ้งเข้าไปว่าช่องทางการเปิดรับสื่อที่เปลี่ยนแปลงรุดหน้า ไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้นเรายังออกกฎหมายในลักษณะนี้กันอยู่อีกหรือ ขณะนี้การเข้าสู่ วิชาชีพสื่อมวลชนนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกสาขาอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปแตกต่างจากการ ออกกฎหมายเพื่อใช้กำกับการประกอบวิชาชีพอื่น ๆ หลายท่านในห้องประชุมนี้บางคน อธิบายว่าทำไมวิชาชีพอื่น ๆ เขามีกฎหมายออกมาควบคุมดูแลกันได้ในมาตรฐานวิชาชีพ ของเขา ผมคิดว่าวิชาชีพอื่น ๆ นั้นมีความแตกต่างจากวิชาชีพสื่อสารมวลชน เพราะฉะนั้น เราจะคิดตรรกะเดียวกันมาใช้กับวิชาชีพอื่น ๆ นั้นน่าจะไม่ถูกต้อง แต่ที่สำคัญที่สุดที่คน ในแวดวงสื่อสารมวลชนที่วิตกกังวลกันมาก ไม่รู้ว่าผู้ที่ออกกฎหมายอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็ได้ครับ แต่วิถีทางทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา วิถีทางที่เกิดขึ้นในปัจจุบันย่อมให้คนเหล่านั้น สามารถคิดไปถึงอนาคตได้ว่าอาจเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนโดยอ้างเหตุผลของการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนต่อไปได้ ในอนาคต สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาเป็นลำดับต่อไปก็คือภูมิทัศน์ของสื่อในขณะนี้แตกต่างจากอดีตครับ เป็นภูมิทัศน์ที่ภาครัฐไม่สามารถไปจำกัดช่องทางการสื่อสารของประชาชนได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัจจุบันนี้แน่นอนที่สุดในแวดวงสื่อสารมวลชนเรามีทั้งคนที่ประกอบ วิชาชีพอย่างดีมีจริยธรรม และแน่นอนที่สุดครับเรามีคนที่ประกอบวิชาชีพที่อาจจะไม่เป็น ไปตามจริยธรรมที่ถูกต้อง แต่ถามว่าคนเหล่านั้นเขามีอะไรมาควบคุม ผมคิดว่าขณะนี้ เรามีกฎหมายมากมายหลายฉบับ เรามีกฎหมายอาญา มีกฎหมายแพ่ง เรามีกฎหมาย ลักษณะพิเศษอีกจำนวนมาก และถ้าเมื่อไรก็ตามที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเราก็จะมีประกาศ มีคำสั่ง มีอะไรออกมาอีกมากมาย อย่างไรก็ดีผมจึงอยากเรียนท่านประธานว่า การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ในโลกยุคต่อ ๆ ไป แต่วันนี้เรากำลังจะทำกฎหมายที่คนในแวดวงวิชาชีพสื่อเองไม่สามารถรับได้ ที่คนในแวดวง วิชาชีพสื่อเองคัดค้าน ผมจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลควรจะเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาใหม่ ถอนออกไปแล้วก็หาทางพูดคุยกับคนในแวดวงวิชาชีพสื่อว่าถ้าจะออกกฎหมายในลักษณะนี้ ควรออกอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เป็นประโยชน์ต่อสื่อสารมวลชน ไม่ใช่เป็นประโยชน์ ต่อสื่อ แต่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เพราะท่านประธานจะต้องตระหนัก อยู่ตลอดเวลาว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนคือเสรีภาพของประชาชน ขอบพระคุณครับ