นิกร ค้านร่าง พ.ร.บ. สื่อ ชี้ควบคุมมากกว่าคุ้มครองเสรีภาพ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

นิกร จำนง แถลงคัดค้านร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน โดยชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ เนื้อหาเน้นควบคุมมากกว่าคุ้มครอง และไม่สอดคล้องกับความเห็นของสื่อมวลชนที่คัดค้านทั้งหมด

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายซ้ำเรื่องนี้ จริง ๆ ผมอภิปราย เมื่อปี ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ตอนนั้นผมเป็นสมาชิก สปท. เรื่องนี้เป็นเรื่อง เดียวกันก็คือว่าเป็นการนำเสนอ พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมในมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... นำเข้ามาสู่ในที่ประชุมในคราวนั้น เพื่อเป็นการต่อเนื่องมาจาก สปช. มา สปท. และเสนอเข้ามา สนช. เพื่อจะไปต่อยังกฎหมายปฏิรูป ในวันนั้นเอง ท่านประธานครับ ผมยังเป็นผมอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหนผมอยู่ฝ่ายรัฐบาล ผมก็ จะพูดอย่างที่ผมเคยพูด คือในขณะนั้นผมมีความไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเสนอ กฎหมายในชั้นนั้นของกรรมาธิการเหตุผลท่านประธานครับ ผมให้เหตุผลไว้ในวันนั้นว่า ยังเป็นเหตุผลเดียวกันเรายังทำผิดอยู่เรื่องนี้ เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยก็คือ ๑. การต่อต้านของ สื่อมวลชนในวันนั้นสื่อมวลชนไม่เห็นด้วยสักแขนงเดียว วันนี้ก็เหมือนกัน วันนี้ก็ยังไม่มีใคร เห็นด้วย มีค้านกันมาทุกอัน เหตุผลที่ ๒ ที่ไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ เนื้อหาของ ร่างพระราชบัญญัติความสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล ในกฎหมายบอกว่าเป็น การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แล้วก็กำหนดว่าให้สื่อมวลชนดูแลกันเอง แต่ไป ๆ มา ๆ ในร่างนี้ เราจะเห็นว่าเป็นความพยายามจะเข้าไปควบคุมสื่อมวลชน ไม่ใช่ให้สื่อมวลชนดูแลกันเอง ไม่ใช่ ท่านประธานดูตรงนี้ก็ได้ ในหมวดที่ว่าการคุกคาม ถ้ามีการคุ้มครองสื่อมวลชนถูกคุกคาม จะต้องมีกำหนดโทษว่าเป็นความผิด ใน พ.ร.บ. นี้ไม่มี แสดงว่าเราจะคุ้มครองอย่างไร หมายถึงว่าเราลงโทษข้างเดียวลงโทษสื่อมวลชนมีเยอะไปหมด แต่ถ้าสื่อมวลชนโดนกระทำ ไม่มี อีกด้านหนึ่งมันไม่แฟร์ (Fair) นะครับ ก็เลยถือว่าร่างนี้เป็นร่างที่ควบคุมสื่อมวลชน เป็นหลัก ไม่ใช่ส่งเสริมใด ๆ เลย ต่อไปท่านประธานครับ ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นการล็อก ๓ ชั้น ก็คือมีจากกฎหมายแล้วเขายังพูดถึง กสทช. ที่ล็อกเอาไว้แล้วก็มีการปรับกันเยอะแยะไปหมด แล้วก็มีกรรมการชุดนี้ก็ล็อกไว้ รัฐบาลก็ล็อกโดยกฎหมาย ก็กลายเป็นว่าเป็นไตรล็อก ก็คือว่า ไตรแปลว่า ๓ ล็อก แปลว่าล็อก ๓ ชั้น ท่านประธานครับ การควบคุมถ้าเราเห็นไม่ว่าจะเป็น ระยะแรก ระยะที่ ๒ แต่การควบคุมมาจากรัฐมากกว่าควบคุมกันเอง เห็นชัดนะครับ ทีนี้ประเด็นปัญหาที่มีการอ้างถึงความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ กลับด้านกัน พ.ร.บ. ฉบับนี้กลายเป็นการขัดรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ ท่านประธานลองดูนะครับ มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และสื่อสารความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวกระทำมิได้ ท่านประธานครับ ที่เรากำลังจะกำหนดขึ้นมา เข้าไปจัดการกับการพูด การเขียน การพิมพ์หรือเปล่า มันเป็นย้อนแย้งกันอยู่มาก แล้วก็มาตรา ๓๕ บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตอนนี้เราต้องส่งเสริมให้มีจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ไม่ใช่ไปสร้างกรรมการเข้ามาควบคุม ประเด็นต่อมา การดำเนินการตาม มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การถามความเห็น ขณะนี้ผมจะสอบถามว่า ความเห็นที่เข้ามาจากการสอบถามตามมาตรา ๗๗ ได้มาเท่าไร ได้กี่ความเห็น เท่าที่เราได้ เห็นก็คือสื่อมวลชนไม่เห็นด้วยกันหมดเลย ความเห็นเหล่านั้นเรานับหรือเปล่าในร่าง นับแตกไปเลยว่าสื่อมวลชนแต่ละค่ายมีเท่าไร อะไร อย่างไร ที่เขามีหนังสือไม่เห็นด้วย ชัดเจนขนาดนี้ อีกอันหนึ่งการถามความเห็นในมาตรา ๗๗ ถามความเห็นผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ผลกระทบ ก็ไม่ได้มีสักเท่าไรเลยในกฎหมาย หมายถึงว่าในการเสนอกฎหมาย ทีนี้ในรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ลด มาตรา ๗๗ วรรคสาม กำหนดว่า รัฐพึงใช้ระบบอนุญาต และระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น ที่จำเป็นก็คือว่า ใน พ.ร.บ. นี้ มีการอนุญาต เท่ากับว่าเรามีคณะกรรมการอนุญาตยังไม่จำเป็น ให้เขาเสนอขึ้นมา ถ้าเขา อยากจะทำก็ทำ แล้วไปใช้จริยธรรมกัน ประเด็นต่อมาคือการใช้ระบบกรรมการตรงนี้ จะเห็นว่าในระยะแรกเป็นเรื่องที่เราตั้งของหน่วย ก็คือกรมประชาสัมพันธ์เหมือนกับที่เรา ควบคุมกันมาแต่เดิม ก็มีการควบคุมกันต่อ สุดท้าย ผมสรุปไว้ในวันนั้นท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ผมสรุปว่าอย่างนี้ท่านประธาน ผมจะเอามาพูดในที่นี้อีกที ผมสรุปไว้ แบบเดิมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เสนอเข้ามา มีลักษณะที่เสี่ยงต่อการกระทำที่ไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ การมีเนื้อหาเป็นการควบคุมมากกว่าคุ้มครอง ซึ่งต่างจากหลักการและชื่อ ของร่าง การสร้างกลไกที่เป็นการควบคุม การมีบทคุ้มครองแต่ไม่มีมาตรการความผิดลงโทษ ผู้ละเมิดสิทธิของสื่อ จึงเปรียบว่าสิ่งเหล่านี้มีปรากฏการณ์ที่ว่า แสดงว่าสื่อถ้าเป็นเหมือน นกพิราบ เราเปรียบกับนกพิราบ ถูกล็อกด้วยกุญแจ ๓ ดอก ซึ่งเป็นลักษณะแบบไตรล็อก ที่ผมพูดแล้ว ข้อเสนอแนะ ผมได้เสนอแนะไว้ด้วย ในวันนั้น ผมจะเสนอแนะตรงนี้อีกครั้งว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่มีความเหมาะสมในการเสนอให้รัฐบาลดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ หากเห็นสมควรที่จะต้องปฏิรูปสื่อมวลชน เห็นสมควรที่จะดำเนินการเพื่อเริ่มต้นดำเนินการใหม่ โดยใช้การดำเนินการในลักษณะไตรลักษณ์ ไม่ใช่ไตรล็อกเมื่อสักครู่นี้ ไตรลักษณ์ก็คือรักษา ซึ่งหมายถึงการร่วมกันเพื่อดำเนินการ ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐ ฝ่ายสื่อมวลชน และฝ่ายประชาชน ๓ ฝ่ายเป็นไตรลักษณ์ เพื่อสร้างหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม โดย ๓ ฝ่ายจะต้องร่วมกันพิจารณา จัดทำร่าง พ.ร.บ. ขึ้นใหม่ให้เป็นที่ยอมรับ และทั้ง ๓ ฝ่ายจะต้องร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์ หลักเกณฑ์ที่เป็นการยอมรับของทุกฝ่าย ให้ฝ่ายรัฐมีส่วนร่วมดูแล ไม่ใช่ผู้กำกับ ให้สื่อมวลชน ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและอิสระ โดยมีองค์กรควบคุมดูแลกันเองตามเป้าหมาย ของรัฐธรรมนูญ และในขณะที่ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ ขณะเดียวกันต้องเป็นการสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ โดยเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนจากไตรล็อกเป็น ไตรลักษณ์ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อาจจะเห็นชอบกับร่างนี้ได้ จากความเห็นเดิมที่เคยมีมา จนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผมก็ต้องตัดสินใจแบบเดิมครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ