จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงร่าง พ.ร.บ. ที่ให้กรมประชาสัมพันธ์จัดตั้งองค์กรกำกับสื่อมวลชน ซึ่งอาจจำกัดเสรีภาพสื่อและขัดเจตนาของการปฏิรูปประเทศ โดยชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวมีแนวโน้มควบคุมสื่อภายใต้อำนาจรัฐ แทนที่จะส่งเสริมจริยธรรมอย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ คำถามแรกหลังจากเห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือว่า ทำไมเราต้องมีกฎหมายฉบับนี้ครับ แล้วเรากำลังพิจารณากันในเรื่องของกฎหมายปฏิรูป ประเทศ แล้วปฏิรูปประเทศคือปฏิรูปรัฐ ไม่ใช่ปฏิรูปเอกชน อันนี้มันไม่ได้เรื่องของรัฐต้องไป ยุ่งกับองค์กรสื่อเลย กฎหมายที่มานี่มาตั้งแต่สภาปฏิรูปประเทศ ตอนนั้นต้องมีใบอนุญาตด้วย จะเป็นสื่อได้ ก็โดนคัดค้าน โดนสื่อจั่วกันเละเทะเลยจนถอยออกไป แล้วนี่อยู่ดี ๆ ก็กลับมาใหม่ แล้วกลับมาโดยกรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานครับ เขาอ้างเรื่องของการต้องทำตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๕ อ้างว่ามันเป็นแผนปฏิรูป เป็นแนวทางการส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ ต้องรีบจัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่าสภาองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมากำหนด มาตรฐานจริยธรรมสื่อ มาแต่งตั้งกรรมการจริยธรรมขึ้นมาตรวจสอบ มาดูว่าใครฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรมหรือเปล่า ทำไมครับ คือให้เขาคุมกันเองนี่มันไม่ได้ใช่ไหมครับ ให้เขามี อิสระไม่ได้ใช่ไหมครับ เขามีอิสระมากไปใช่ไหมครับ จะต้องไปคุมเขานี่ ท่านประธาน ย้อนไป วันที่ ๑๙ พฤษภาคมปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครอง ผู้บริโภคของวุฒิสภาซึ่งท่านสมชาย แสวงการ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเป็นประธาน ก็มีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ การสัมมนาก็มีเชิญวิทยากรมา ๔-๕ ท่านครับ เป็นทั้งนักกฎหมาย เป็นทั้งนักวิชาการ เป็นอาจารย์ ก็มาร่วมแสดงความเห็น ก็โดนจวกเละ คาเวทีครับ ส่วนใหญ่ก็มองว่าร่างนี้จุดอ่อนเยอะ มองว่ากระบวนการผลักดันไม่ได้รับฟัง ความคิดเห็นเลย ในเชิงเนื้อหาก็มองว่ามันไปเหมารวมมากเกินไป แล้วก็ถูกใช้ในการจำกัด การทำงานของสื่อมากกว่าส่งเสริมจริยธรรม นักวิชาการหลายคนก็บอกว่าเรามีหน่วยงาน เรามีสังคมช่วยกำกับดูแลอยู่แล้ว การไปพยายามแบ่งแยกคำว่าสื่อแท้ สื่อเทียม มันจะเป็น ปัญหาก็อีกหลายเรื่องครับที่มันเป็นปัญหาสำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ก็ผ่านมาจนถึงวันนี้ เสนอเข้า ครม. มาจนถึงการพิจารณาในวันนี้ ผมยกตัวอย่างในเรื่องของที่นักวิชาการเขาให้ ความเห็นไว้ ในเรื่องของการถูกฟ้องร้อง ถ้าถูกปักป้ายว่าเป็นสื่อเทียมเมื่อไร ศาลก็ไม่รับรอง ไม่มีกฎหมายที่จะให้สิทธิสื่อมวลชนทำ แล้วสื่อเทียมคือแบบไหนครับ สื่อแท้คือแบบไหนครับ ใครเป็นแท้ ใครเป็นเทียมในยุคนี้ครับ แยกอย่างไร ผมยกตัวอย่างรายการเจาะข่าวตื้น แท้หรือเทียมครับ ไม่มีบรรณาธิการ ไม่มีองค์กรชัดเจน ไม่ได้อยู่ในสภาไหนเลยด้วย แล้วเขา อ่านข่าว รายงานข่าวปกติทั่วไปแล้วถูกฟ้องร้องขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ ใครจะคุ้มครองสิทธิ ของคนเสนอข่าว ทั้ง ๆ ที่เจาะข่าวตื้นนี่ลงนิวยอร์กไทมส์ (Newyork Times) หน้า ๑ ครับ สื่อระดับโลกยกย่องให้เขาเป็นสื่อที่ดี แต่อาจจะเป็นสื่อเทียมในประเทศนี้หรือเปล่า คำถามคือวันนี้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่มีเสรีภาพหรือครับถึงต้องมีกฎหมาย ฉบับนี้ อันนี้ผมอยากรู้ ถ้าที่มาของกฎหมายฉบับนี้มาจากสื่อไม่มีเสรีภาพ โอเวอร์ (Over) รีบทำกฎหมายเถอะครับ สื่อจะได้มีเสรีภาพ แต่นี่ไม่ใช่ แล้วผมสงสัยว่ามันเป็นหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์หรือครับ ที่ต้องเป็นเจ้าของเรื่องนี้ ที่ส่งเรื่องนี้เข้ามาให้ ครม. ส่งเข้า สภา สื่อไม่ใช่หรือครับ ควรจะเป็นเจ้าของเรื่อง กรมประชาสัมพันธ์ยุ่งอะไรครับ กรมประชาสัมพันธ์มีหน้าที่พีอาร์ (PR) รัฐบาล พีอาร์ (PR) ผลงานรัฐบาล พีอาร์ (PR) นโยบายรัฐบาล ไม่ได้เรียกว่าสื่อมวลชนด้วยซ้ำ ในขณะที่สื่อมวลชนเขาต้องทำหน้าที่ ในการรายงานข่าวเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ สื่อมวลชนเขาต้องมีหน้าที่ในการเป็น ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาล เป็นเหมือนฝ่ายค้านย่อม ๆ ในการทำงานข่าว นั่นคือหน้าที่ ของสื่อมวลชน ถ้าสื่อมวลชนไม่พูดถึงนโยบายรัฐบาล ถ้าสื่อมวลชนไม่ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้าน ที่ดีก็ไม่ใช่สื่อมวลชน ต่างจากกรมประชาสัมพันธ์ครับ แล้วให้กรมประชาสัมพันธ์มาเป็นคน จัดตั้ง ให้สื่อมวลชนไปอยู่ใต้กรมประชาสัมพันธ์อีกทีหนึ่ง มันใช่เรื่องหรือครับ กรมประชาสัมพันธ์ไม่รู้เรื่องสื่อมวลชนด้วยซ้ำ มาดูรายมาตราท่านประธาน อย่างมาตรา ๓ แค่อ่านผมก็ตกใจแล้วครับ ผมกังวลมาก ๆ กับคำสร้อยที่รัฐยุคนี้ชอบใช้กันเหลือเกิน คำสร้อยที่ว่าการใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน โดยต้องเคารพ ไม่ปิดกั้นความเห็นต่าง อันนี้น่ากลัวนะครับ เพราะมันตีความ ได้ไกลมาก ท่านนิยามคำว่าสื่อมวลชน ตอน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพีดีพีเอ (PDPA) นิยามไว้แคบมาก คุ้มครองเขาน้อยมาก แต่พอฉบับนี้นิยามเสียกว้างครอบจักรวาลเลย เหมาเข่งเอาไปหมด ใครก็เป็นสื่อมวลชนได้ ทวิตเตอร์ (Twitter) แค่ผมทวิตเตอร์ (Twitter) ข้อความข้อความหนึ่ง ผมยังกลายเป็นสื่อมวลชนได้เลย ตีความแบบนี้ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือคุณจะปักป้ายให้ใครเป็นสื่อหรือไม่ก็ได้ ใครจะแท้ใครจะเทียม ขึ้นอยู่ กับคณะกรรมการเลย ท่านประธานครับ จริง ๆ เรามีสื่อเยอะมันดีนะครับ ไม่ใช่ไม่ดี การมีสื่อมีคนรายงานข่าวเยอะ ๆ มันดี แล้วสังคมเป็นคนกรองข้อมูล ไม่ต้องกลัวเฟกนิวส์ (Fake news) ทำไม เราก็มีหน่วยงานต่อต้าน มีศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake news) แล้วนี่ครับ ใช้งบไปตั้งเยอะ แล้วจะกลัวเฟกนิวส์ (Fake news) ทำไม แล้วก็อย่ามาอ้าง เรื่องเฟกนิวส์ (Fake news) อีก ประชาชนเขาไม่ได้โง่ครับ เขาเรียนรู้ เขาคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เขาพัฒนาทักษะในการแยกแยะเรื่องข่าว อันไหนเป็นข่าวเท็จ อันไหนเป็นข่าวจริงได้ ท่านไม่ต้องไปช่วยเขา ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเขา มีแต่คนรุ่นท่านนั่นแหละที่แยกไม่ออกระหว่างข่าวเฟกนิวส์ (Fake News) กับข่าวจริง คนสร้างเฟกนิวส์ (Fake News) ก็เห็นอยู่ว่ากองทัพแฉไอโอ (IO) มาไม่รู้กี่รอบ แล้วทุกวันนี้ก็ ยังทำอยู่แล้วเขาก็อ้างเรื่องการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร อันนี้ก็สื่อ กฎหมายฉบับนี้เข้าไป ทำอะไรได้ไหมครับ เราอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมเสรีภาพให้กับสื่อ ส่งเสริม ตรงไหน มีแต่จะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพที่จะไปครอบคลุม ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง ที่รัฐเข้าไปวุ่นวาย อย่างมาตรา ๓๗ พ.ร.บ. ของ กสทช. ที่เขียนไว้กว้างเหมือนกันเขียนไว้ กว้างมากและสุดท้ายเป็นอย่างไรครับ สั่งปิดจอดำทีวี (TV) ช่องโน้นทีช่องนี้ที แล้วอย่างไร ครับ ไหนบอกส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ท่านจะเสริมอย่างไรถ้าเกิดสื่อมวลชนถูกคุกคาม สื่อมวลชนถูกทำร้ายจากตำรวจ คฝ. ท่านจะส่งเสริมอย่างไร ถ้าสื่อมวลชนถูกปิดปากส่งเสริม อย่างไรครับ ถ้าสื่อมวลชนขอเอกสาร ขอข้อมูลแล้วหน่วยงานรัฐไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ส่งเสริม อย่างไรครับ ไม่ได้ส่งเสริมให้สื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่ดีเลย ว่าด้วยเรื่อง สภาวิชาชีพ ท่านประธาน เราจะต้องเสียงบประมาณไปกับการจัดตั้งสำนักงานอีกแล้ว ไม่รู้ค่าก่อสร้างเท่าไร แต่ที่แน่ ๆ เอาแค่ค่าตกแต่งภายใน ๒๐ ล้านบาท จะต้องมีกรรมการ ๑๐ คน เงินเดือนคนละแสนห้า รถประจำตำแหน่งยังไม่ได้รวม สวัสดิการยังไม่ได้รวม อนุกรรมการอีกเท่าไร คณะกรรมการจริยธรรมอีก ๗ คนอีก มาตรา ๓๒ เรื่องกรรมการ จริยธรรม ๗ คน อันนี้ผมก็ห่วง จะตั้ง ๗ คนมาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน กำกับ ดูแล ให้สื่อต้องเฝ้าระวัง ไม่ให้มีใครฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่กรรมการเป็นคนกำหนด ไม่ได้กำหนดมาในนี้ ยังไม่ได้กำหนดว่าจริยธรรมมันคือตรงไหน อย่างไร ตำรวจจริยธรรม ๗ คน ผมถามจริง ๆ รู้ได้อย่างไรว่า ๗ คนนี้มีจริยธรรม ๗ คนนี้มีศีลธรรมอันดีมาจากไหน จะมาตรวจคนอื่น ไว้ใจได้จริง ๆ หรือครับ สรุปของเรื่องทั้งหมดที่ผมพยายามที่จะทำความ เข้าใจก็คือว่าอำนาจในการกำหนดว่าจริยธรรมของสื่อมันเป็นของใคร ใครมีอำนาจในการ กำหนดตรงนี้ เป็นของรัฐบาลหรือครับ เป็นของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือครับ อธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ที่เคยพูดว่าจีที ๒๐๐ (GT200) นี่มันเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ มันต้องใช้ขั้วสนามแม่เหล็กของโลก โน่นนี่นั่น คนที่ทำผังล้มเจ้า อำนาจเป็นของเขาหรือครับ หรืออำนาจจริง ๆ มันควรจะเป็นของประชาชนที่เรากำหนดร่วมกันซึ่งทำกันอยู่แล้ว คณะกรรมการจริยธรรม ๗ คน จะสู้คณะกรรมการจริยธรรม ๖๐-๗๐ ล้านคนได้อย่างไร คณะกรรมการจริยธรรม ๗ คนกว่าเรื่องจะไปถึงกว่าจะพิจารณา กว่าจะอุทธรณ์โน่นนี่นั่น ใช้เวลาเท่าไร แต่คณะกรรมการจริยธรรม ๖๐-๗๐ ล้านคนที่ทุกวันนี้ทำงานกันอยู่ไม่ต้องรอ เขาตรวจสอบทันที สื่อไหนรายงานไม่ดี ทำงานไม่ดีก็โดนด่าเขาก็กลับไปแก้ไข มันมีการ ตรวจสอบทางสังคมอยู่แล้ว ไม่ต้องเอากฎหมายแบบนี้เข้ามาในประเทศนี้ ไม่เห็นข้อดี ไม่เห็นความจำเป็นและไม่ต้องมาตั้งกรรมาธิการ ไม่ต้องบอกว่าจะไปแก้ทีหลัง เจตนารมณ์ มาเพื่อควบคุม กำกับ ดูแลสื่อมวลชนที่เป็นองค์กรอิสระอยู่แล้ว จะแก้อย่างไรก็ลดทอนสิทธิ จะแก้อย่างไรก็ไปลดเสรีภาพของสื่ออยู่ดี ไม่ต้องแก้ ไม่ต้องให้ผ่านเลย ผมเรียนเชิญเลย สื่อมวลชนทั้งหลายช่วยติดตามดูแลคนโหวตหน่อยว่าใครโหวตอะไร ใครโหวตเห็นด้วย ให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรวิชาชีพสื่อ ท่านช่วยรายงานหน่อย ท่านช่วยเอาชื่อแต่ละคนที่ กดโหวตให้ไปรายงานในข่าวหน่อยครับ ถ้าท่านประจานได้ผมรับรองต่อไปเขาก็จะ ไม่กล้าทำอีก แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับที่จะให้มีกฎหมายแบบนี้ในประเทศเรา ขอบคุณท่านประธานครับ