จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชนว่าขัดกับเจตน์ของรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อในลักษณะย้อนยุค ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือสื่อมวลชน แต่เอื้อประโยชน์แก่รัฐเพียงฝ่ายเดียว จึงแสดงจุดยืนคัดค้านการให้ความเห็นชอบร่างดังกล่าว และเรียกร้องให้ถอนร่างกลับเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้ง และให้สภานิติบัญญัติชุดใหม่พิจารณาใหม่
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมาอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ประเด็นแรกเลยผมขอนำเสนอในนามของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติร่วมกันว่า เราไม่สามารถให้ความเห็นชอบในหลักการของตัวร่างกฎหมายได้ จากการที่เราไปดูกฎหมาย ในรายละเอียดแล้ว สิ่งที่เราพบคือกฎหมายนี้ต้องใช้คำว่าเป็นกฎหมายย้อนยุคในโลกสากล ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ ที่จะตั้งองค์กรโดยรัฐขึ้นมา เพื่อที่จะครอบงำมากำกับดูแลองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างที่เรากำลังจะทำกันอยู่ ไม่มีใครเขาทำกันแล้วในโลกนี้ ยกเว้นประเทศที่ยังบริหารจัดการแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ ย้อนยุคอย่างในอดีตที่ผ่านมา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็น ร่างพระราชบัญญัติที่เรียกว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในจุดบ่งชี้ว่ากระบวนการ ปฏิรูปโดยที่เกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารมา ๘-๙ ปี มันประสบไปด้วยความล้มเหลว ผิดพลาด กฎหมายที่เข้ามาแต่ละตัวที่เรียกว่ากฎหมายปฏิรูปกว่าจะผ่านไปได้รากเลือด หลายตัวก็ยังติดค้างกันอยู่ เราก็คุยกันเมื่อเช้านี้อย่างเช่น พ.ร.บ. เรื่องของการศึกษาชาติ ก็เป็นการปฏิรูปที่ผิดทิศผิดทาง สุดท้ายมันก็เดินไม่ได้ สภาก็ไม่สามารถผ่านร่างได้ อย่างง่ายดาย อันนี้เช่นเดียวกันครับ ประเด็นปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันเป็นกระบวนการ ซึ่งคิดจากความคิดหลักคิดคืออำนาจนิยมหมายความว่าถ้าเรามีอำนาจแล้วเราบีบ เรากดเขาไว้ สุดท้ายเขาจะสามารถเดินตามไปตามครรลองที่รัฐต้องการได้ ซึ่งมัน ไม่เกิดขึ้นจริงในระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันท่านอ้างถึงรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะว่ากฎหมายปฏิรูปมันต้องมีจุดเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญ อันนี้อ้างถึงมาตรา ๓๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ แต่มาตรา ๓๕ ไม่ได้มีจุดใดที่บ่งชี้เลยบอกว่า ให้ไปตั้งคณะกรรมการโดยรัฐขึ้นมาเพื่อที่จะเข้ามากำกับควบคุมดูแล แต่เป็นการพูดถึง สิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งย่อมต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งอาชีพ การปิดหนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนทำไม่ได้ การจะไปตรวจข้อมูลที่เขาจะนำเสนอก่อนก็ทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันไม่เกี่ยวเนื่อง กับรัฐธรรมนูญเลย คือตั้งต้นท่านพูดตั้งต้นมันเป็นบ้องไม้ไผ่ ท่านพูดถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ที่ยืนยันในสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนตั้งต้นเป็นลำไม้ไผ่ ลงไปลงมากลายเป็น อะไรครับ เป็นบ้องกัญชา เพราะว่าสุดท้ายกลายเป็นว่าเพื่อให้เกิดสิทธิเสรีภาพตามนั้น ในมุมมองของรัฐท่านกลับไปออกตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาเพื่อที่จะมาควบคุม กำกับ ตัวร่างพระราชบัญญัตินี้พูดถึงหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพคณะกรรมการในหลายสิ่งหลายอย่าง ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดตามร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นสิ่งซึ่งซ้ำซ้อน และไม่มีประโยชน์ เพราะว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในปัจจุบันมีอยู่แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก ร่างพระราชบัญญัตินี้มีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือรัฐสามารถล้วงลูก สามารถเข้าไปมีบทบาท ในการกำกับแต่งตั้งบริหารจัดการ แล้วก็มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่มีผลดีใด ๆ กับประชาชน ไม่มีผลดีใด ๆ กับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีอยู่ กลุ่มบุคคลเดียวที่มีประโยชน์คือรัฐ ผมคิดในทางดีท่านอาจจะไม่ใช่ว่าคิดว่าเป็นเพื่อตัวเอง เพราะว่ารัฐบาลครั้งหน้าอาจจะไม่ใช่ท่าน แต่ผมก็มองไม่ออกว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ในชุดถัด ๆ ไปจะมีประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นกับประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปเกิดประโยชน์ จากการที่จะได้เสพข่าว จากการที่จะเป็นผู้ปฏิบัติการในเรื่องของการสื่อสารต่าง ๆ ของ ภาควิชาชีพเขา ไม่มี ไม่มี เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือวันนี้ผมนำเสนออย่างนี้ นี่เป็นช่วงท้ายสมัยประชุมเราจะหมดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรกันอีกไม่นาน วันนี้ต่อให้ร่างฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบสิ่งที่เราจะทำต่อไปคืออะไรครับ เราจะตั้ง กรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อที่จะไปพิจารณาประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย ส.ว. ประกอบไปด้วย ส.ส. ทั้ง ๒ ฝั่งฝ่าย แต่สภาชุดนี้เหลืออายุอยู่เพียงแค่เดือนเศษ ๆ กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายที่มีความยาวขนาดนี้กี่มาตรา ๔๙ มาตราจะเสร็จสิ้น ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเศษเป็นไปไม่ได้ และต่อให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการเสร็จสิ้น ณ วันนั้นก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่จะนำเรื่องกลับเข้ามาพิจารณาได้ มันจะกลายเป็น เรื่องที่มันค้างคา ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือ ท่านคณะรัฐมนตรีผู้เสนอครับ ท่านให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ให้ความเป็นธรรมให้ โอกาสกับพี่น้องประชาชนและรัฐสภาถอนเรื่องไปก่อนครับ ถ้าท่านกลับมาเป็นรัฐมนตรี ครั้งหน้าคณะรัฐมนตรียังเป็นชุดเดิมยังยืนยันว่ากฎหมายนี้จำเป็นกฎหมายที่จะไปควบคุม กำกับสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ยังจำเป็นท่านไปเสนอใหม่ในสภาชุดหน้าให้เขามีเวลาในการ ทำงานและสามารถจบกระบวนการได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าเรามาจั่วหัวเริ่มต้นไว้ก่อน สุดท้าย ยุบสภาไปต้องมีสภาใหม่ขึ้นมาแล้วเขาต้องมารับเรื่องต่อเขาก็งงว่ากฎหมายแบบนี้เราไป เห็นชอบมาได้อย่างไรวาระ ๑ รับหลักการ ไปพิจารณาต่อตั้งกรรมาธิการขึ้นมาก็ต้องมานั่ง เดินต่อไปว่าสุดท้ายมันจะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร แต่มันไม่ใช่วิธีที่ยุติธรรมกับประชาชน และสภาชุดถัด ๆ ไป ท่านประธานครับ ที่ผมห่วงที่สุดคือการแทรกแซง ถ้าท่านไปดู โดยเฉพาะในเรื่องของบทเฉพาะกาล ถ้าท่านเปิดดูในบทเฉพาะกาลท่านจะเห็นเลยครับ ในวาระเริ่มแรกให้กรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนเหล่านี้ประกอบไปด้วยอธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทน ผู้แทน ผู้แทน ซึ่งทั้งหมดแต่งตั้งจากรายชื่อที่ ครม. เสนอ ที่ ครม. เห็นชอบ นี่คือจุดเริ่มต้นของมันหมายความว่าท่านจั่วมา ท่านเริ่มมา ท่านมีองค์กรซึ่งแต่งตั้ง และกำกับโดย ครม. ทั้งหมด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็คนเดียวกันที่ทำผังล้มเจ้าที่สุดท้าย มายอมรับว่ามันไม่มีจริง แล้วจะให้เราเชื่อใจได้อย่างไรว่ากลไกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปมันจะ บริสุทธิ์ ชุดแรกเป็นอย่างนี้ก็จะมีการวางทายาทสืบทอดกันต่อ ๆ ไปสุดท้ายเราจะได้องค์กร วิชาชีพสื่อซึ่งบิดเบี้ยว เราจะได้สื่อทางเดียวคือสื่อที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปในห้องส่งแล้วบอกว่าสื่อนี้ดีเยี่ยม เราจะได้แบบนั้นอย่างเดียว ความคิดเห็นอื่น ที่แตกต่างไปจากทางกระแสหลักของรัฐบาลจะถูกปิดกั้นทั้งหมด เราไม่ต้องการเห็นครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนต่อท่านประธาน
ประเด็นแรก พรรคร่วมฝ่ายค้านเราไม่เห็นชอบ พรรคเพื่อไทยเราไม่เห็นชอบ ในหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่จะมาควบคุม กำกับสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เหล่านี้
ประเด็นที่ ๒ ทางที่ดีและเหมาะสมที่สุดวันนี้คณะรัฐมนตรีถอนร่างออกไป ท่านดูสิครับ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านมองลงมาในห้องประชุม นี่กฎหมาย ปฏิรูปซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นมาให้สภา เมื่อเช้านี้สมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านตั้งมายังไม่พิจารณาเลยยังจะไม่เอาเลย พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคผมฟังดู ก็ไม่เห็นชอบ พวกผมก็ไม่เอา นี่กฎหมายของ ครม. ส่งมาพวกท่านยังไม่เอากันเอง เพราะฉะนั้นถอนร่าง ไม่ต้องเสียหน้าเสียตาถอนไป ให้เหตุผลได้อย่างที่ผมบอก ให้โอกาสกับ ประชาชนได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งและให้สภาชุดถัดไปเป็นผู้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ