สมชาย ฝั่งชลจิตร หารือเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็น และยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ควบคุมสื่อ โดยมองว่ากฎหมายที่มีอยู่แล้วสามารถใช้ควบคุมสื่อได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนนครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับท่านรัฐมนตรีที่มานั่ง อยู่ในสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายโดยเฉพาะ ในเรื่องหลักการและเหตุผลของการเสนอกฎหมายฉบับนี้ที่พูดถึงเรื่องว่าด้วยการส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพมวลชน คำว่าจริยธรรม มันเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องใช้การกล่อมเกลาด้วยตัวเอง แล้วที่สำคัญที่สุด ประเทศชาติเราจะต้องใช้วิธีการในการที่จะสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมหรือว่าสร้างนอร์ม (Norm) ที่เคารพในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการที่ โดนกระทำในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน รอบแรกผมถูกปิดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ในฐานะที่เป็น บก. ข่าว วันที่พาดหัวตอนที่คุณสุรชัย แซ่ด่าน ถูกประหารชีวิต โดยคำพิพากษาของศาล เอาคำพิพากษาของศาลไปเสนอรายละเอียดในหนังสือพิมพ์และพาดหัวข่าวว่าเข่นฆ่าคือ ประหาร ผมโดนปิดหนังสือพิมพ์ทันที รอบสองผมจัดรายการวิทยุชุมชน ในฐานะที่เป็นคนทำ สื่อวิทยุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ว่าการชุมนุมของพันธมิตรจะนำไปสู่ การรัฐประหาร วันที่รัฐประหารจริง ๆ ตอนกลางคืน คุณวราอยู่ในกองปราบไปนอนที่ หน้าสถานีวิทยุชุมชนผมเลย แล้วก็รื้อแม้กระทั่งเสายึดเครื่อง รอบที่ ๒ ปี ๒๕๕๓ ในฐานะที่มี รัฐบาลที่มาจากการตั้งในค่ายทหาร การที่ประกาศเขตการใช้กระสุนจริง ผมดำเนินการทาง วิทยุในการสื่อสารกับผู้ชุมนุมถ่ายทอดทางวิทยุ เช้าขึ้นมากองปราบก็ส่งคนไปรื้อสถานีผม ปี ๒๕๕๗ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๒ พฤษภาคม กองปราบก็ไปถึงสถานีวิทยุผมแล้วก็ รื้อทั้งเครื่อง รื้อทั้งเสา นี่คือโดนกระทำด้วยข้อหามาตรา ๑๑๖ นี่คือใช้มาตลอด ความมั่นคง ของรัฐ การกระทำต่อสื่อมวลชนที่มีความเห็นทางการเมืองต่าง จากการกระทำในอดีตซึ่งเรา ยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารต้องถูกยึดสถานีด้วยหรือ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง ท่านประธานที่เคารพ การที่จะพูดถึงจริยธรรมหรือการควบคุมสื่อ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง ในวันนี้ หลักการในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อแรกเลยครับเรื่องของสิทธิในการ ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในการแสดงความคิดเห็น
ข้อที่ ๒ รัฐธรรมนูญที่ร่างมาโดยคณะรัฐประหารนี่แหละ มาตรา ๓๕ ที่อ้าง ในกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็นหลักการของการร่างเพื่อที่จะนำไปสู่การควบคุม หรือการที่จะเปิด โอกาสให้มีองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในสภาสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าองค์กรนี้ก็เป็นองค์กร กระดาษองค์กรหนึ่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพราะรัฐมนตรีที่รักษาการนี้ คือนายกรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วที่เอาเข้ามาในฐานะที่เป็นกฎหมายปฏิรูป เพื่อให้ ส.ว. เข้ามามีส่วนในการลงมติด้วย นั่นคือหวังผลว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านได้ เพราะใช้เสียงของ ส.ว. ผมอยากจะย้อนกลับไปยังมาตรา ๓๕ ว่าสิ่งที่รัฐควรกระทำจริง ๆ คือการกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐทั้งหลายปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ต้องออกกฎหมายมาควบคุมหรือกำกับหรือสร้างองค์กรกระดาษขึ้นมาอีกองค์กรหนึ่ง ให้ไปเปลืองงบประมาณแผ่นดิน เพราะตั้งค่าจ้างกันเป็นแสนทั้งนั้น และอยากจะฝากต่อไป ว่าในเรื่องของการมีกฎหมายควบคุมกำกับวันนี้ภายใต้การบริหารรัฐบาลนี้มีกฎหมายไม่ว่า จะเป็นประมวลกฎหมายอาญา เรื่องของการหมิ่นประมาท แล้วสามารถฟ้องเรียกร้อง ทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งได้ วันนี้มาอีกก็คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถตามไปล้าง ถ้าภาษาผมก็บอกว่าล้างผลาญ ความคิดเห็นต่าง เที่ยวไปล็อกสื่อปิดสื่อ กฎหมายเหล่านี้รวมทั้งการใช้มาตรา ๑๑๖ ในประมวลกฎหมายอาญา แม้กระทั่งวันนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ จนกระทั่งนำไปสู่วิกฤติ ทางความคิดขึ้นมา ไม่พอหรือครับ พยายามที่จะสร้างกลไกเพื่อที่จะต้อน ภาษาที่จะต้อง พูดว่าต้อนสื่อเข้าคอกไว้ แล้วก็คัดสรรคณะกรรมการในสภาเพื่อที่จะให้เป็นคนที่รัฐสามารถ กำกับอยู่เบื้องหลังได้ ก็อยากจะฝากไปยังเพื่อนสมาชิก อยากจะฝากไปยังท่าน ส.ว. ทั้งหลายว่ากฎหมายที่มีอยู่แล้วมันเพียงพอต่อการที่จะควบคุมกำกับสื่อ เพียงแต่ว่า ให้หน่วยงานของรัฐเคารพต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ และ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหลักแรกเลย คือการเคารพในเรื่องของการแสดง ความคิดเห็น ขอบคุณครับ