ธีรรัตน์ ค้าน ร่าง พ.ร.บ.สื่อ ชี้ควบคุมเสรีภาพ-เปลี่ยนเป็นงบฯรัฐ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน โดยชี้ว่าร่างกฎหมายนี้เป็นเครื่องมือควบคุมสื่อของรัฐบาล ซ้ำซ้อนหน่วยงานเดิม และอาจนำไปสู่การแทรกแซงเสรีภาพสื่อและสื่อพลเมืองได้

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมอภิปรายคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ฉบับที่เรากำลัง อภิปรายกันอยู่นี่ค่ะ ชื่อเพราะดีดูมีคุณธรรมนะคะ แต่เมื่อเข้าไปดูในเนื้อหาแล้วกลับพบว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่ออย่างชัดเจน ถ้าหากจะกล่าวเพิ่มเติมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เองนั้นเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะเป็นผู้เสนอร่างเข้ามามีวัตถุประสงค์ เพื่อควบคุมสื่อไม่ให้เกิดการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล ที่ผ่านมาค่ะ มีการออกแถลงการณ์ของหลาย ๆ สมาคม ไม่ว่าจะเป็นสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ หรือแม้แต่สมาคมวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยรวมถึงอีกหลาย ๆ องค์กรได้คัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในเหตุผลอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวกันมาอย่างกว้างขวางค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ้ำซ้อนขององค์กร การซ้ำซ้อนของหน้าที่ในหน่วยงานอื่น ๆ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันกังวลมากที่เราเองได้รับฟังจากปากของสื่อมวลชนโดยตรงนั่นก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเพื่อเป็นช่องทางให้เกิดการนำเอางบประมาณมาใช้จ่ายให้กับกรรมการที่นั่งอยู่ ในสภาสื่อมวลชนค่ะ เป็นสิ่งที่เราเองไม่อยากจะเห็นและเราคิดว่ามันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ถ้าหากว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ของรัฐบาลเท่านั้น ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าถ้าหากรัฐบาลยังคงดื้อดึงที่จะนำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เข้าสู่การพิจารณาในวาระ ต่อไปให้ได้ นั่นหมายถึงการที่ท่านจะนำพาองคาพยพหรือแม้แต่บุคคลที่อยู่ในอำนาจ ในกำกับของท่านเข้ามาทำหน้าที่กำกับสื่ออีกชั้นหนึ่ง ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับประชาชนค่ะ รวมถึงในวาระนี้ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปว่ามันอยู่ท้ายสมัยของรัฐบาล แล้วรวมถึงสภา ของเราเองก็มีอายุเพียงอีกแค่ ๑ เดือนกว่า ๆ เท่านั้น ๔๙ มาตราไม่มีทางที่จะสำเร็จลงได้ค่ะ จะเป็นการเปล่าประโยชน์โดยการที่จะตั้งกรรมาธิการเข้าไปศึกษา แล้วก็ต้องใช้งบประมาณ ของรัฐในการที่จะมาจ่ายเบี้ยประชุมต่าง ๆ นั้น ดิฉันว่าท่านถอนออกไปนะคะ แล้วก็รอให้ มีรัฐบาลใหม่เข้ามาเพื่อที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ที่สุดค่ะ ดิฉันเห็นว่าเพื่อนสมาชิกที่จะต้องเป็นผู้ที่ลงมติร่วมกันนี้ควรที่จะตัดไฟเสียแต่ต้นลมค่ะ อย่าให้ไฟต้องลุกลามเกิดปัญหาไปก่อน ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้มี ส.ว. ๒๕๐ คน เข้ามาแล้วออกยากมาก ๆ ค่ะ แล้วถ้าหากว่าท่านได้ตั้ง สภาจริยธรรมของสื่อมวลชนเข้ามา ดิฉันก็คิดว่าเขาก็คงจะอยู่ยาวอีกเหมือนกัน ฉะนั้นเรามา ช่วยกัน อย่าให้ปัญหานี้ต้องลุกลามไปแล้วเราค่อยมานั่งแก้ไขกันทีหลังอีกเลย ท่านประธานคะ อีกข้อกังวลหนึ่งที่ระบุว่าให้องค์กรวิชาชีพสื่อต้องพึ่งพาเงินทุนจากรัฐ สิ่งนี้จะนำไปสู่การ แทรกแซงจากรัฐได้ ซึ่งเรียกได้ว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็น เค้กก้อนใหญ่ที่รัฐให้กับผู้มีอำนาจในวงการสื่อ ซึ่งต่างกับวิชาชีพในสภาอื่น ๆ อย่างเช่น สภาทนายความ ที่จะต้องอยู่ได้ด้วยรายได้ที่จัดเก็บของสภาเอง ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจาก ทางภาครัฐอย่างเป็นจำนวนมหาศาล อย่างที่พวกท่านกำลังจะจัดตั้งสภานี้ขึ้นมา การได้เงิน จากรัฐนั้นนอกจากจะเป็นคำถามตัวใหญ่ ๆ แล้วค่ะ ว่าถึงความเป็นอิสระแล้วยังทำให้ สภาวิชาชีพนั้นหรือผู้ที่ทำงานไม่เกิดแรงจูงใจในการที่จะพัฒนางานหรือสร้างสรรค์ สิ่งที่สื่อมวลชนควรจะทำอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ ดิฉันต้องเรียนว่ามันเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราจะจำกัดเสรีภาพของสื่อโดยอำนาจของรัฐ หลายท่านค่ะได้กล่าวถึงการซับซ้อน ขององค์กรที่ดูแลที่มีอยู่แล้วอย่างที่ดิฉันกล่าวไป ว่ามีหลาย ๆ หน่วยงานที่พวกเขานั้น ได้ทำหน้าที่ในการดูแลกันเอง พวกเขามีความเข้มแข็งอย่างที่เราเห็นว่ามีข่าวออกมา หลาย ๆ ครั้ง ถ้าหากว่ามีปัญหาในวงการสื่อสารมวลชน วงการข่าวแล้วนี่ ก็จะมีองค์กรที่ พวกเขาดูแลกำกับกันเองออกมาดูแลซึ่งกันและกัน ดิฉันมองว่าเป็นการเพิ่มอิสระ แล้วก็ การทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นการใช้จิตสำนึกแล้วก็จริยธรรมของสื่อสารมวลชนได้ อย่างมีเสรีภาพมากที่สุด ฉะนั้นแล้วเราจึงไม่ควรที่จะตั้งองค์กรของรัฐใด ๆ ไปทำหน้าที่กำกับ พวกเขาอีกครั้งหนึ่งค่ะ ท่านประธานทราบหรือไม่ ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังได้ให้อำนาจกับรัฐ ในการที่กำกับสื่อพลเมือง หรือสื่อภาคประชาชน ทุกวันนี้ด้วยการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ทุกคนมีมือถืออยู่ในมือ ทุกคนสามารถที่จะเป็นสื่อมวลชนได้ อย่างเช่นที่ดิฉันได้คุยกับองค์กร ที่ดูแลเรื่องการเลือกตั้ง ก็ได้ปรึกษากันว่าทำอย่างไรให้เยาวชนนั้นได้มาช่วยกันในการที่จะมี ส่วนร่วม สอดส่องให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นมีความสุจริตมากที่สุด ดิฉันเสนอเลยว่า เราต้องให้เยาวชนเหล่านั้นได้มามีส่วนร่วมในการจับทุจริตของนักการเมืองที่จะไปซื้อเสียง ตามบ้านต่าง ๆ ถือโทรศัพท์ยกกล้องกันขึ้นมา แล้วก็เก็บภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐานให้พวกเขา ได้มามีส่วนร่วมในการเมืองที่จะต้องใสสะอาดในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้ แต่ถ้าเกิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาแล้วมันก็เป็นกังวลว่าพวกเขาจะถูกกำกับ ไม่สามารถที่จะดำเนินการ ในสิ่งนั้นได้หรือเปล่า รวมถึงกำกับพวกเขา แต่ไม่ให้พื้นที่พวกเขานั่งอยู่ในสภาเลย ไม่ให้พื้นที่ ภาคประชาชนได้มาเป็นปากเป็นเสียงแทนกลุ่มวิชาชีพของพวกเขาเลย สิ่งนี้ดิฉันก็เห็นว่า ไม่เป็นธรรม แล้วก็ควรที่จะต้องทบทวนในสิ่งที่พวกท่านได้นำเสนอมา ดิฉันใช้เวลาที่มีอยู่ เท่านี้เพื่อที่จะขอร้องให้ทางรัฐบาลนั้นได้ถอนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกไป หรือถ้าหากว่า ท่านยังดึงดันอยู่ ดิฉันก็ต้องขอให้เพื่อนสมาชิกคัดค้านและไม่ยอมรับในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานค่ะ