ณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกต พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมสื่อ ห่วงกระทบเสรีภาพ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ตั้งข้อสังเกตถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสในการร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้อาจกระทบเสรีภาพสื่อและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการอ้างมาตรา 35 และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดความครอบคลุม รวมถึงความกำกวมของบทบัญญัติในร่างกฎหมาย เช่น มาตรา 44 ที่อาจเปิดช่องควบคุมสื่อ จึงยืนยันจุดยืนไม่รับร่างกฎหมายตามมติฝ่ายค้าน

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขอเป็นคนแรกของ พรรคก้าวไกลในการอภิปรายไม่เห็นด้วยในการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แล้วเดี๋ยวจะมีรายละเอียดในส่วนของสมาชิก พรรคก้าวไกลอย่างน้อย ๖-๗ ท่านที่จะได้พูดในเชิงเนื้อหาก่อน ท่านประธานครับว่ากัน ในประเด็นแรก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งมาเป็นหนังสือจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ กราบเรียนประธานรัฐสภา ลงชื่อ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ต้องชี้แจงหรอกครับ ผมเข้าใจดี ว่าวันที่ส่งหนังสือคือ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ นั้นเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญต่อนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมเข้าใจดีครับคำว่ารักษาราชการแทน กับปฏิบัติราชการแทน นั้นเหมือนหรือไม่เหมือน มีความแตกต่างกันแบบใด ประการใด แต่ผมก็ต้องถามท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านธนกร วังบุญคงชนะ ต้องขอประทานโทษต้องเอ่ยชื่อท่านเป็นครั้งแรกในสภาแห่งนี้ ถามง่าย ๆ ครับในฐานะคนสนิทของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าก่อนหรือหลัง ๖ กันยายน ๒๕๖๕ ก็แล้วแต่นั้น วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้รู้ ได้เห็น ได้ทราบ ได้ยอมรับการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฉบับนี้หรือไม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าการสัมภาษณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ ที่เกิดขึ้นในอดีตและอาจจะเกิดขึ้น ในอนาคตนั้นอาจจะไปกระทบต่อพี่น้องสื่อมวลชนโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นต้องถามท่านก่อนว่า นี่ถูกแอปพรูฟ (Approve) หรือรับรองโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่แล้วหรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ มีการอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ว่าเป็นเหตุและผลในการออกบทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมก็อ่านรายละเอียดว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ นั้นเขียนอย่างไร เอาคร่าว ๆ ก็ปรากฏว่ามีทั้งหมด ๖ อนุมาตรา หรือ ๖ วรรคด้วยกัน อ่านข้อความในเหตุและผลกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านการพิจารณาของ สภาหรือรัฐสภา หากมีการอ้างรัฐธรรมนูญก็ต้องหยิบยกข้อความในเชิงรายละเอียดมา ทั้งหมด แต่ปรากฏว่าอ่านอย่างไรก็แล้วแต่นั้นท่านหยิบยกมาเฉพาะในกรณีของวรรคหนึ่ง ที่พูดถึงเสรีภาพในการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และวรรคสุดท้ายที่พูดถึงกรณีของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปเกี่ยวข้องกับการเสนอข่าวนั้นจะต้องมี แนวทางปฏิบัติแบบใด ประการใด แต่ในรายละเอียดที่เหลืออีก ๔ วรรค ซึ่งควรจะมี รายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องสื่อมวลชนที่จะต้องมี ข้อจำกัดเฉพาะยามศึกสงครามที่มีข้อความนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น เพราะเหตุใดถึงไม่มี ข้อความแบบนั้นอยู่ในเหตุและผล มีในเชิงเนื้อหาไหมครับ มีในมาตราใด มีในวรรคใด มีในบทบัญญัติเฉพาะกาลตรงใดที่เขียนรองรับหรือบอกว่าการอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ นั้นท่านจะนำทั้งหมดมาใช้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องสื่อมวลชนซึ่งเป็นหัวใจใหญ่ที่สำคัญที่สุด พูดง่าย ๆ ก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ตรงปก ปกท่านบอกว่าเป็นการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เนื้อหาเป็น กฎหมายควบคุมการทำหน้าที่ของพี่น้องสื่อมวลชน ซึ่งในท้ายที่สุดนั้นจะส่งผลกระทบต่อ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผมจึงมีคำถามต่อท่านเป็นประการที่ ๒ ว่าตกลงบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญอีก ๔ วรรคนั้นหายไปไหนครับ

ประการที่ ๓ ท่านผู้ชี้แจงครับ ผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงว่าวันนี้ ท่านระบุได้ไหมว่ามีบุคคลที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนอยู่ทั้งหมดสักจำนวนประมาณเท่าไร เอาที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ได้ครับ มีใบประกอบวิชาชีพวิทยุสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เอาที่ท่าน มีการประมาณการอยู่ ที่ผมต้องเริ่มจากประโยคแบบนี้เพราะอะไร เพราะในรายละเอียด การรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งผิดหวังมากนะครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ผมไม่กล้าจะไปกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ครับว่าเจ้าหน้าที่สภาคัดถ่ายเอกสาร ไม่ละเอียดเรียบร้อยหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมส่งให้พวกเราอ่านนะครับท่านประธาน บรรจุวาระ พิเศษนี่หมดไปแล้ว ประเด็นนั้นไม่ต้องพูดถึงชัดเจนไปแล้ว เช่นกรณีการรับฟังความคิดเห็น ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีการรับฟังความคิดเห็นของกรมประชาสัมพันธ์ ท่านให้ใครอ่านครับ ผมใช้แว่นตาที่ซื้อมาจากตลาดนัด ๒๐ บาท อ่านผมยังอ่านไม่ออกเลยว่า เขาเขียนว่าอะไร เขาเขียนว่าอะไรครับ แล้วจะให้เราแสดงความคิดเห็นรับหลักการของท่าน ได้อย่างไร ถ้าเริ่มจากการไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนด้วยการปิดบังการรับฟังความคิดเห็น มาตั้งแต่ต้นแบบนี้ แล้วจะให้พวกผมรับได้อย่างไร ในเชิงเอกสารก่อนนะครับ ซึ่งเข้าใจว่า ผิดมาจากต้นทาง ไม่ชัดเจนละเอียดมาจากต้นทาง ที่น่าเจ็บใจก็ต้องตั้งคำถามกับจำนวน ของพี่น้องสื่อมวลชนที่แสดงความคิดเห็นเพราะอะไรครับ เพราะปรากฏว่ามีช่วงของการ รับฟังความคิดเห็นครับ แล้วช่วงของการรับฟังความคิดเห็นนั้นผู้รับฟังก็สรุปว่าได้มีการจัด เวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว สภาวิชาชีพหรือคนที่ทำงานสื่อมวลชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ท่านอ้างว่าไปฟังสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ท่านอ้างว่าฟังสภาวิชาชีพข่าววิทยุ และโทรทัศน์ไทย ท่านอ้างว่าฟังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพ หลักมี ๕ นะครับ อีก ๒ หายไปไหนครับ และที่น่าเจ็บใจไปมากกว่านั้นก็คือว่าท่านอ้างว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ ๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เป็นเวลา ๑๖ วัน ผู้แสดงความคิดเห็นต่างเห็นด้วย ผู้แสดงความคิดเห็นต่างเห็นด้วยนะครับ ผมอ่านประโยค สุดท้ายให้ฟังนะครับ ปรากฏว่ามีผู้แสดงความคิดเห็น ๑ ท่าน ๑ ท่านครับเห็นด้วย แล้วตกลง สื่อมวลชนมีเท่าไร นี่หรือครับกระบวนการรับฟังความคิดเห็น นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ

ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานครับ ความจริงผมมีรายละเอียดย่อย ๆ ถึง ๗ ประเด็นที่อยากจะพูดถึงเนื้อหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยผมนั่งเป็นอนุกรรมการ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมเป็นคนหนึ่งที่ส่งเสริมให้มีการวิจัยในหลักการ ที่เรียกว่าเซลฟ์เรกูเลชัน (Self-regulation) เสียเงินเป็นล้านบาทนะครับ ที่ให้อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการวิจัยว่ากระบวนการควบคุมสื่อมวลชนนั้นต้องเป็น บนพื้นฐานและหลักการของการควบคุมตนเอง ผมไม่ลงรายละเอียด ๗ ประเด็นที่ผมอยากพูด เพราะว่าวันนี้พรรคก้าวไกลใช้เวลาเต็มที่แน่ ๆ ค่ำมืดดึกดื่นก็จะพูด แต่ขอเป็นประเด็น มาตรา ๔๔ มาตราเดียวครับ

มาตรา ๔๔ ของร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นประเด็นอันตรายอย่างยิ่งครับ อันตรายอย่างไร ก็คือในมาตรา ๔๔ บอกว่า คณะกรรมการจริยธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ให้แจ้งให้หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป นี่ตกลงท่านให้คณะกรรมการจริยธรรม มีอำนาจในการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษกับพี่น้องสื่อมวลชนใช่หรือไม่ ขอความชัดเจน จากท่านตอบให้ชัดแบบนี้ วันนี้เรามีปัญหาเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา พูดก็ไม่ได้ สื่อมวลชนก็มีข้อจำกัดในการนำเสนอ ท่านยังเขียนอีกว่า ถ้านำเสนอขัดต่อศีลธรรมอันดี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคำว่า ศีลธรรมอันดี หน้าที่ปวงชนชาวไทย ต้องท่อง ๑๒ ประการของนายกรัฐมนตรีไหมครับ หรือจะเอา เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน ๑. นับถือศาสนา มันอะไรกันครับ ซึ่งอะไรแบบนี้ในท้ายที่สุดท่านจะต้อง นำไปสู่การแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ ในกรณีการดำเนินคดีกับสื่อมวลชนใช่หรือไม่ ผมถามชัด ๆ ๔ ประการ ขอให้ท่านตอบครับ แต่ไม่ว่าท่านจะตอบแบบใด ประการใด ผมยืนยันในมติพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าเราไม่สามารถรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ควบคุมวิชาชีพสื่อ ฉบับนี้ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ