กิตติ หารือพิธีสารอาเซียน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ มกราคม ๒๕๖๖

กิตติ วะสีนนท์ หารือร่างพิธีสารแก้ไขข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการยอมรับร่วมมาตรฐานการผลิตยา โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องคำแปลและเน้นย้ำความสำคัญของการเคลื่อนย้ายเสรีเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและศักยภาพด้านเภสัชกรรมของไทยในภูมิภาค พร้อมทั้งหารือการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมยาโดยย้ำความจำเป็นในการพิสูจน์มาตรฐานการควบคุมคุณภาพของไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงเสนอแนวทางการใช้มาตรการใบอนุญาตบังคับในกรณีสิทธิบัตรยาอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุนและสุขภาพของประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงยุทธศาสตร์การเจรจาในระดับภูมิภาคและนานาชาติเพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ยาและชีววัตถุในอนาคต โดยเน้นความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง อย. กรมเจรจาการค้า และกระทรวงการต่างประเทศ

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตขอบพระคุณ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการสาธิต ปิตุเตชะ ที่ได้กรุณาได้กรุณามาเสนอ ร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจ ประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งท่านก็ได้เสนอชัดเจนและท่านก็ได้มีการชี้แจง ในลำดับต้นในบางเรื่อง ซึ่งทำให้เห็นว่าทำไมถึงอาจจะมีความรู้สึกเหมือนกับเร่งนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าจะมีประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ในเดือนมีนาคม ในขณะที่ทาง ครม. ก็ได้ดูเอกสารเรื่องนี้ไปแล้ว พวกเราก็ได้รับเอกสารตัวร่างพิธีสารเมื่อวานนี้ ผมก็ได้มี โอกาสอ่าน แล้วก็เมื่อเช้านี้ก็มีเอกสารประกอบเพิ่มเติม ใครมาเช้าหน่อยก็ได้อ่านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตามก็มีข้อสังเกตอยู่หลายเรื่อง ซึ่งอาจจะทับซ้อนกับท่านเพื่อนสมาชิกอยู่บ้าง เช่นกรณีเรื่องคำแปล แต่ว่าในทางปฏิบัติท่านก็ใช้วิธีการที่ทางหน่วยราชการทำเป็นมาตรฐาน อยู่ก็คือว่าวงเล็บไว้ว่าเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ฉะนั้นก็อาจจะมีถ้อยคำที่อาจจะไม่ตรง กับคำแปลของหน่วยงานอื่นความเข้าใจอะไรบางเรื่องบางราวได้ แต่ว่าแน่นอนผมคิดว่า อ่านดูทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ แล้วก็แม้แต่คำว่ายกตัวอย่าง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำแปลไป เช่น คำว่า มิวชวล รีคอกนิชัน อะกรีเมนต์ (Mutual Recognition Agreement) เอ็มอาร์เอ (MRAs) ซึ่งจริง ๆ ตัวเอ (A) แปลได้ ๒ อย่าง คืออะกรีเมนต์ (Agreement) หรืออาเรนจ์เมนต์ (Arrangements) ซึ่งอะกรีเมนต์ (Agreement) ก็เป็นความตกลงชัดเจน แต่ว่าของอาเรนจ์เมนต์ (Arrangements) ถ้าความ เข้าใจของคนทั่วไปก็เป็นเรื่องการเตรียมการ การจัดการ แต่ว่าในนี้ใช้คำว่าข้อตกลง ผมก็ ขออนุญาตฝากไว้แล้วกันว่าในทางปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร แต่ว่าในอาเซียน (ASEAN) ก็มักจะ แปลย่อเอ็มอาร์เอ (MRAs) ว่าเป็นมิวชวล รีคอกนิชัน อาเรนจ์เมนต์ (Mutual Recognition Arrangement) ซึ่งโดยภาพรวมแล้วแน่นอนเรื่องเอ็มอาร์เอ (MRAs) ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ เกิดความคล่องตัวหรือภาษาอังกฤษเรียกฟรี โฟว์ (Free Flow) หรือฟรี ออฟ โฟว์ (Free of Flow) เป็นการเคลื่อนย้ายเสรี หรือเคลื่อนย้ายอย่างเสรีมากขึ้น แล้วก็เป็นการยอมรับ ในกรณีนี้ก็คือเป็นการยอมรับมาตรฐานการตรวจประเมิน อาจจะรวมไปถึงการควบคุมดูแล หรืออะไรต่าง ๆ ก็ไม่ต้องตรวจซ้ำ ก็ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรี การบริการ การลงทุนหรือ ทุนอย่างเสรี ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการจัดตั้ง ๑ สาขาในอาเซียน คอมมิวนิตี (ASEAN Community) หรือประชาคมอาเซียนที่เรียกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมี การค้าเสรีในกรอบนั้น ในเรื่องนี้ซึ่งแน่นอนทุกคนก็พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรีในสิ่งเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนในประเทศไทยก็ยกตัวอย่างง่าย ๆ ของประเทศไทยตามการสำรวจประชากรครั้งสุดท้าย มีประมาณ ๖๖ ล้านคน แล้วก็ถ้าทั้งประชาคมก็ประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านคน มันก็ขยายตลาด ไปมากมายนะครับ ส่วนเรื่องจีดีพี (GDP) ของประเทศไทยประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้าน แต่ว่า ถ้าทั้งอาเซียน (ASEAN) ก็ประมาณ ๔ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะยืนสู้ กับเศรษฐกิจโลกได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แน่นอนหลายท่านก็พูดถึงศักยภาพของเราในเรื่อง เภสัชกรรมต่าง ๆ นี่นะครับ จริง ๆ เราก็มีความสามารถและศักยภาพอย่างชัดเจนในเรื่อง การสาธารณสุข การให้บริการสาธารณสุข แน่นอนส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องเภสัชกรรม แล้วก็ ไปถึงเรื่องเวลเนส (Wellness) ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วไม่ต้องพูดซ้ำ แต่ว่าแน่นอน ก็ควรจะมาขยายความในแต่ละสาขา ซึ่งกรณีนี้ก็คือเรื่องการผลิตยาหรือเภสัชกรรม ซึ่งทาง อย. ดูแลอยู่นะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีสาธิตได้กรุณาพูดถึงยุทธศาสตร์ ซึ่งผมเห็นด้วย กับท่านรัฐมนตรีนะครับท่านประธาน ที่ว่าเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องสงวนเรื่องเหล่านี้ ไว้เป็นไทยแท้ ๆ เพราะว่าต้องยอมรับเรื่องเภสัชกรรมมันชัดเจนว่าเทคโนโลยีมาจาก ต่างประเทศ ฉะนั้นมันก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะต้องมีการลงทุนร่วมกัน ผมขออนุญาตพูด อย่างตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสที่จะพูดคุยกับบริษัทยาชั้นนำระหว่างประเทศ อยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามชักชวนให้เขามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการผลิต ไม่ใช่มาจำหน่ายอย่างเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นเขาก็กังวล ก็นำเรียนตรง ๆ เพราะไหน ๆ ท่านเลขาธิการ อย. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มาอยู่ที่นี่ เขาก็เป็นห่วงเรื่องการควบคุมดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนผสม เรื่องโปรดักต์ (Products) แล้วก็เรื่องโพรเซส (Process) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่าเราต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเราก็ก้าวหน้ามาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราต้อง พิสูจน์ตัวเองให้เขาไม่สงสัย

และอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องที่ภาษาไทยใช้คำว่า มาตรการบังคับ ใช้สิทธิ ซึ่งภาษาอังกฤษก็คุ้นหูกันว่าซีแอล (CL) คอมพัลเซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ซึ่งเราเคยใช้ในกรณีเอชไอวี (HIV) เอดส์ (AIDS) แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ ในช่วงต้นของการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) เรื่องนี้ต้องยอมรับกัน มันเป็นเรื่องที่ ระคายหูมากสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะต้องมาลงทุนเรื่องเภสัชกรรม ฉะนั้น ก็ขออนุญาตเสนอแนะว่าพยายามหลีกเลี่ยงหรือแม้แต่จะพูดถึงเรื่องคอมพัลเซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ซึ่งแน่นอนเป็นมาตรการที่ถูกต้อง รวมทั้งกับในกฎเกณฑ์ ระหว่างประเทศ แต่ต้องจำเป็นจริง ๆ ซึ่งอันนี้ถ้าถึงเวลาคงอาจจะต้อง เพื่อประโยชน์ของ ทางสาธารณสุข หรือเพื่อประโยชน์ของสุขภาพของประชาชนทั่วไปนะครับ ดังนั้นยุทธศาสตร์ ที่ท่านว่าเรื่องการลงทุนผมเห็นด้วย แล้วก็อย่างพวกข้อตกลง ความตกลงอะไรทำนองนี้ จะช่วยให้ยกระดับพวกเรา คุณหมอเจตน์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพูดถึง บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งจริง ๆ เราก็เอาเทคโนโลยีของประเทศคิวบามาช่วยด้วย จริง ๆ ไม่ใช่บริษัท เครือบริษัท เพราะว่าตอนนี้ทางบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ก็ขยายตัวไป มีบริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด เรื่องการตลาด มีบริษัท เอบินิส จำกัด ซึ่งทำ ยาชีววัตถุ มีเรื่องคอสเมติกส์ (Cosmetics) อะไรต่าง ๆ นี้ก็เข้ามา ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดี แล้วอันนี้ก็ต้องถือว่าเป็นพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ ๙ ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ให้ ประชาชนคนไทย ฉะนั้นในเรื่องยุทธศาสตร์นี้ผมก็จะต้องขออนุญาตเรียนถามนิดหนึ่ง เพราะในเอกสารนั้นปรากฏชัด คือในเอกสารอาจจะพูดลักษณะที่ว่าในหน้า ๗ ของภาษาไทยว่า การแก้ไขร่างพิธีสาร การแก้ไขอันนี้มันก็เตรียมการไว้สำหรับการขยายขอบข่ายการรับรอง ในอนาคต เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือดหรือจากพลาสมา (Plasma) เภสัชภัณฑ์รังสี ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้ในการวิจัยและเนื้อเยื่อเซลล์ และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) ตรงนี้ผมเข้าใจว่าเรามีศักยภาพโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) และเมนแลนด์ (Mainland) โดยเฉพาะในกลุ่มเมนแลนด์ อาเซียน (Mainland ASEAN) ก็คือตรงที่เป็น แผ่นดินใหญ่ของอาเซียน (ASEAN) นี้นะครับ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ยังไม่ลงไป ผมก็เลยขออนุญาต ถามว่าเรามียุทธศาสตร์การเจรจาอย่างไร คือผมเชื่อว่าสิ่งที่ระบุในการแก้ไขครั้งนี้เราแทบจะ ไม่มีผลเสียเลย ไม่ใช่แค่อ่านจากเอกสารนะครับ แต่ตามความเข้าใจทั่วไปมันเป็นสิ่งที่เรามี ศักยภาพอยู่แล้ว แต่เรามีอีก เรามียุทธศาสตร์อย่างไรในการที่จะเจรจาให้เกิดการยอมรับ ในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏในร่างพิธีสารนี้นะครับ แล้วผมอยากจะ ฝากถามว่านอกจากกรอบอาเซียน (ASEAN) แล้วมีกรอบอื่นอีกหรือไม่ ผมคงไม่ไปไกลถึงว่า การจะไปเป็นภาคีของยูโรเปียน เมดิซิน เอเจนซี (European Medicines Agency) ซึ่งอาจจะ มีจุดที่เรายังอาจจะอ่อนด้อย แต่ว่าแน่นอนในกรอบของภูมิภาคต่าง ๆ เราจะมีสแทรตทิจี (Strategy) ในเรื่องการเจรจาและผลักดันในเรื่องนี้อย่างไร จริง ๆ มันก็อาจจะไม่ใช่เฉพาะ อย. แต่ว่าอาจจะเป็นหน่วยงานอื่น จะเป็นกรมเจรจาการค้า กระทรวงการต่างประเทศ