สถิตย์ เปิดแนวร่วมเศรษฐกิจอาเซียน เน้นค้าเสรี-ลดอุปสรรคการค้า

รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๒๕ มกราคม ๒๕๖๖

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือเรื่องการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอาเซียน โดยเน้นการสร้างประชาคมเศรษฐกิจที่เน้นการค้าเสรีเป็นหลัก พร้อมเสนอแนวทางลดอุปสรรคทางภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ยา รวมถึงการปรับปรุงพิธีสารการยอมรับร่วมด้านการตรวจประเมินยาและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ เพื่อส่งเสริมมาตรฐานร่วมและลดความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบ ตลอดจนผลักดันให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นับตั้งแต่มีปฏิญญากรุงเทพ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ อันเป็น ปฏิญญาก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) หนึ่งในพัฒนาการของความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN) คือการร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ ได้มีวิวัฒนาการทางด้านนี้ตลอดเรื่อยมาจนถึง ปี ๒๕๓๖ เกิดการค้าเสรีหรือเขตการค้าเสรี หรือที่เรียกว่าอาฟต้า (AFTA) ขึ้น ซึ่งเป็น จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้การค้าระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN) เป็นไปโดยเสรี หลังจากนั้นก็ได้ พัฒนาไปสู่ด้านอื่น ๆ คือไม่จำกัดเฉพาะการค้าสินค้า แต่รวมถึงการค้าบริการ การเปิดเสรี ทางด้านการลงทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานอันนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ในปี ๒๕๕๘ หัวใจที่สำคัญก็คือว่าการค้าระหว่างกันนั้นจะต้องเป็นไปโดยเสรี ก็จะทำให้ตลาดแทนที่จะเป็น ตลาดของประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นตลาดของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะต้องดำเนินการด้วยกัน ๒ ประการ

ประการแรก ก็คือลดอุปสรรคทางภาษีให้อัตราภาษีระหว่างกันเป็น ๐ เพื่อที่จะให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างกันโดยเสรีให้เป็นตลาดเดียว แต่ถ้าหากว่าอุปสรรค ทางภาษีได้ลดลงไปแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคทางด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางด้านปริมาณ อุปสรรคทางด้านคุณภาพ อุปสรรคทางด้านมาตรฐาน อุปสรรคทางด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่กีดกั้นไว้ อัตราภาษีที่เป็น ๐ นั้นก็ไม่สามารถทำให้สินค้าเคลื่อนย้ายได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกระทำควบคู่กันไประหว่างการลดอุปสรรคทางภาษีกับ อุปสรรคที่มิใช่ภาษี ซึ่งในเรื่องข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) นี้เอง ก็เป็นวิธีการหนึ่งหรือหลักการหนึ่งสำหรับการที่ทำให้ไม่มีอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) สำหรับการตรวจประเมิน ตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยานี้ ได้ก่อตั้งขึ้นที่เมืองพัทยาเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ เมื่อได้ใช้ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ก็ได้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมพิธีสารอันนำมาสู่ การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ ซึ่งสาระสำคัญของพิธีสารก็คือ เรื่องแรกเป็นการขยาย ขอบเขตของผลิตภัณฑ์ยาให้รวบรวมถึงผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุในรูปแบบยาสำเร็จรูป รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ หรือไม่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์สำหรับใช้ในมนุษย์ แก้ไข เพิ่มเติมหน้าที่ของคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการร่วมมือรายสาขาให้มีบทบาทที่สามารถ ทบทวนและเสนอแก้ไขข้อตกลงนี้ รวมถึงภาคผนวกของข้อตกลง กำหนดวิธีการดำเนินการ ในกรณีมีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับหนังสือรับรองหรือรายงานการตรวจประเมิน รวมถึง กระบวนการในการระงับข้อโต้แย้งดังกล่าว กระผมมีความเห็นว่าการเสนอร่างพิธีสาร ในครั้งนี้

ประการแรกเป็นการสอดคล้องกับหลักการที่ดีขององค์กรการค้าโลก เพราะว่าร่างพิธีสารฉบับนี้เป็นการลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าระหว่างประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของความตกลงทางเทคนิคขององค์กรการค้าโลก หรือที่เรียกว่าอะกรีเมนต์ ออน เทคนิคคัล แบริเออร์ ทู เทรด (Agreement on Technical Barriers to Trade) หรือทีบีที (TBT) ของดับบลิวทีโอ (WTO) ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้สมาชิก ต่าง ๆ ได้มีความร่วมมือกันทลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคทางด้านเทคนิค รวมถึงอุปสรรค ทางด้านมาตรฐาน ปริมาณและคุณภาพต่าง ๆ

ประการถัดมาก็คือเป็นการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ยาในภูมิภาค อาเซียน (ASEAN) เป็นการเพิ่มโอกาสการส่งสินค้าจากประเทศไทยไปจำหน่ายในประเทศ อาเซียน (ASEAN) โดยไม่ต้องตรวจประเมินซ้ำ โดยหน่วยงานของประเทศปลายทางจะมีการ อำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยา

ประการถัดมาเป็นการสร้างมาตรฐานร่วมกันในผลิตภัณฑ์ยา โดยร่าง ความตกลงนี้ได้มีการกำหนดให้มีการออกหนังสือรับรองการผลิตยาที่ดีหรือกู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (Manufacturing practice) หรือจีเอ็มพี (GMP) สำหรับผู้ผลิตยา กำหนดให้มีการ ตรวจสอบการประเมินจีเอ็มพี (GMP) ซึ่งเป็นการประเมินความสอดคล้องของผู้ผลิตยา ตามข้อกำหนด จึงเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งเสริมให้มีการขยายตัวของการ ผลิตยามากขึ้น ทั้งในประเทศไทยเองและในความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เป็นการสอดคล้องกับความประสงค์หรือเป้าหมายของประเทศที่ต้องการ เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ซึ่งรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการผลิตยา ผมจึงเห็นด้วยกับการให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารฉบับนี้ และมี ข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในประเทศให้ได้มาตรฐานและต่อยอด ฐานความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานสากล ควรจะมีการสำรวจกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกให้ ผู้ประกอบการในการดำเนินการเพื่อให้มีกฎระเบียบเพียงเท่าที่จำเป็นและไม่เป็นอุปสรรค ต่อการค้าและการประกอบการทางด้านผลิตภัณฑ์ยาอันนำไปสู่ความสอดคล้องกับการ ดำเนินการตามพิธีสารนี้

และท้ายที่สุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะได้เริ่มเตรียมการเพื่อให้มีการ ดำเนินการปฏิบัติตามข้อกำหนดของพิธีสารดังกล่าวเป็นไปด้วยความราบรื่น เนื่องจาก ประเทศสมาชิกต้องนำร่างข้อกำหนดพิธีสารนี้มาดำเนินการภายใน ๕ ปี และอาจขยายได้อีก ๒ ปี จึงสมควรที่จะต้องเตรียมการให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะให้การดำเนินการตาม ร่างพิธีสารนี้ เป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป ขอบพระคุณครับ