วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สนับสนุนพิธีสารแก้ไขความตกลงยอมรับร่วมการตรวจสอบและรับรองโรงงานผลิตยาของอาเซียน เพื่อส่งเสริมการค้ายาและชีววัตถุอย่างเสรี ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาไทยในภูมิภาค
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ดิฉัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกล่าวสนับสนุนความเห็นในเรื่องของการพิจารณาพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบ ประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ในนามของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และ การอุตสาหกรรม วุฒิสภา ซึ่งได้ทำการศึกษาเป็นการล่วงหน้าแล้วเห็นควรให้การสนับสนุน เนื่องจากปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ได้มีการจัดทำข้อตกลง ยอมรับร่วมรายสาขาระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อให้มีการยอมรับผลตรวจสอบและรับรอง ระหว่างกัน สำหรับสินค้าหลายชนิด เช่น ยา ยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่จะ ให้อาเซียน (ASEAN) เป็นตลาดเดียวสามารถที่จะเคลื่อนย้ายสินค้าภายในภูมิภาคได้อย่างเสรี และปราศจากอุปสรรคทางการค้า พิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงฉบับนี้ได้ปรับปรุงมาจาก ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบผู้ผลิตยาตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตที่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมกันในหนังสือ รับรองการปฏิบัติของโรงงานผลิตที่ดี หรือเป็นไปตามกู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (Good Manufacturing Practice) หรือที่เรียกย่อ ๆ จีเอ็มพี (GMP) และรายงานการตรวจสอบประเมินจีเอ็มพี (GMP) สำหรับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งออกโดย หน่วยงานที่ตรวจจีเอ็มพี (GMP) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) มีมาตรฐานที่เป็นสากลและมีแนวปฏิบัติในทิศทาง เดียวกัน หรือที่เราเรียกว่าฮาร์โมไนซ์เซชัน (Harmonization) ปัจจุบันสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ มีเพียง ๕ ประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนที่สามารถที่จะตรวจสอบ และให้การรับรองได้ในกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบไปด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ เพียง ๕ ประเทศที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ ได้รับการยอมรับของอาเซียน (ASEAN) ๕ ประเทศสามารถที่จะทำการตรวจสอบ รับรอง แนวปฏิบัติของโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตยาของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้ และได้รับการยอมรับว่าเมื่อได้รับการตรวจสอบแล้วส่งยาหรือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ ภาคผนวกที่กำหนดไว้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตรวจสอบซ้ำ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการรับ หรือการค้าขายสินค้า สำหรับยานั้นเป็นสาขาหนึ่งภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีของ อาเซียน (ASEAN) หรือที่เราเรียกว่าอาฟต้า (AFTA) ปัจจุบันมีการเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ ๐ เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะเป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคในการค้าระหว่างกัน ก็คือมาตรการที่ ไม่ใช่ภาษี ซึ่งจะรวมถึงมาตรฐานของการผลิต เรื่องของการตรวจสอบ การรับรองโรงงานของ การผลิตต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นการที่ประเทศสมาชิกทำข้อตกลงร่วมกัน ในการยอมรับ การตรวจสอบซึ่งกันและกันจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี โดยให้ การยอมรับการตรวจสอบของประเทศสมาชิกระหว่างกัน นับตั้งแต่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้มีการลงนามความตกลงฉบับดังกล่าว มูลค่าการส่งออกสินค้ายาของประเทศไทย ไปยังอาเซียน (ASEAN) มีการเติบโตขึ้นมากในระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตรา การขยายตัวประมาณร้อยละ ๑๔๕ จากปี ๒๕๕๒ ที่เรามีการส่งออกยาไปยังอาเซียน (ASEAN) มีมูลค่าประมาณ ๑๒๔ ล้านเหรียญสหรัฐ จนฃ ถึงปัจจุบัน ตัวเลขสถิติในปี ที่ผ่านมาคือ ๒๕๖๔ มูลค่าการส่งออกได้ขยายตัวสูงขึ้นถึง ๓๐๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการ ขยายตัวมูลค่าการส่งออกสินค้ายาของประเทศไทยไปยังอาเซียน (ASEAN) ดังกล่าวจึงเป็นที่ ประจักษ์ว่า ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) ในการ ตรวจสอบผู้ผลิต โรงงานผลิตยา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต จะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของสินค้ายาในอาเซียน (ASEAN) และเป็นหนึ่ง ในปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้ายาของไทยที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ข้อตกลง ดังกล่าวทำให้มีการยอมรับในผลการตรวจสอบและการรับรองซึ่งกันและกัน โดยไม่จำเป็น ต้องมีการตรวจสอบซ้ำ จึงเป็นการลดต้นทุนให้กับภาคเอกชนของไทยที่ต้องการส่งออกไปยัง ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) รวมถึงลดอุปสรรคทางการค้าสำหรับสินค้ายาในอาเซียน (ASEAN) ด้วย สำหรับการขยายกรอบสินค้าไปยังชีววัตถุประเภทวัคซีน เซรุ่ม และสารตั้งต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการที่จะรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้ ซึ่งหลังจากวิกฤติโควิด ๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ได้สร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมยาของหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่มี การพัฒนาในสาขานี้อย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ดังนั้นการ ทำเอ็มอาร์เอ (MRA) และการขยายขอบเขตของสินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ระบุอยู่ในเขต ภาคผนวก จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยด้วย ดังนั้นหากประเทศสมาชิกมีการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขา ของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งมีการ ปรับแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงฉบับดังกล่าวในเร็ววันนี้ จึงจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มการส่งออก สินค้ายาและชีววัตถุของประเทศไทย รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมของไทย อย่างทั่วถึงมากขึ้น เนื่องจากจะมีการขยายขอบเขตสินค้ายาให้ครอบคลุมถึงสารออกฤทธิ์ และยาชีววัตถุ โดยยังมีข้อยกเว้นสำหรับยาหรือผลิตภัณฑ์บางชนิด ซึ่งในอนาคตก็จะมีการ พิจารณาขยายต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมยาของประเทศไทยมีพัฒนาการ หรืออุตสาหกรรมของ ยาในอาเซียน (ASEAN) มีพัฒนาการมากขึ้นก็จะมีการพิจารณาขยายขอบเขตออกไปอีก ก็น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสของประเทศไทยในการที่จะขยายการค้าและการส่งออกได้ จึงเห็นควรที่จะให้การสนับสนุนการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วม รายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งจะเป็นความตกลงยอมรับร่วมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชาวไทยได้ ขอบคุณค่ะ