เกียรติ สิทธีอมร ท้วงติงการส่งเอกสารล่าช้าและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนในการแปลศัพท์กฎหมาย โดยเฉพาะคำว่า Biopharmaceutical Product ที่ใช้ไม่สอดคล้องกัน รวมถึงการเพิ่มเนื้อหาใหม่ในพิธีสารที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น เซลล์ เนื้อเยื่อ และผลิตภัณฑ์บำบัดยีน พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงเหตุผลการปรับปรุงพิธีสาร ความพร้อมของทุกภาคส่วน และความชัดเจนในสิทธิประโยชน์ของผู้ผลิตยาทั้งไทยและต่างชาติภายใต้กรอบความตกลงอาเซียน รวมถึงเสนอให้มีการลดค่าธรรมเนียม กำหนดวันหมดอายุยา และขอทราบวิสัยทัศน์ระยะยาวของรัฐบาลต่ออุตสาหกรรมการผลิตยาของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อันนี้เป็นเรื่องของพิธีสารที่ต้องมีการนำเข้าสู่ ที่ประชุมร่วม ก็ต้องเรียนฝ่ายรัฐบาลนิดหนึ่ง เอกสารเพิ่งมาเมื่อเช้า แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ ความเข้าใจ จริง ๆ เอกสารควรจะพร้อม ๑ สัปดาห์ก่อนที่จะมีการนำวาระเข้าสู่การพิจารณา ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ขวนขวาย ปลายสัปดาห์ที่แล้วขอยังไม่มี เมื่อวานนี้ผมก็มาขอ ได้มา ช่วงบ่าย อันนี้ก็ฝากนำเรียนไปยังรัฐบาลด้วยครับท่านประธาน เพราะว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเทคนิค ที่สำคัญ มาดูเช้าวันนี้แล้วก็จะให้พูดเช้าวันนี้เลยนี่ คงไม่ค่อยเป็นธรรมกับสมาชิกรัฐสภา เท่าไรนะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เคยมีความตกลงนี้ เป็นเรื่องของ การปรับปรุงครับ แต่เหตุผลว่าทำไมเราปรับปรุงในครั้งนี้ใครเป็นคนผลักดันนี่ไม่มีในเอกสาร ถ้าผมเข้าใจเอง ผมเข้าใจว่าเพราะประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความพร้อม เราก็ร่วมกับ อีกหลาย ๆ ประเทศที่พร้อมผลักดันให้ปรับปรุง ปรับปรุงอะไรครับ จริง ๆ ปรับปรุงแค่ ๒ มาตรา มาตรา ๑ กับมาตรา ๗ มาตรา ๑ ก็คือคำจำกัดความว่าผลิตภัณฑ์อะไรรวมอยู่บ้าง ทีนี้ พอไปเปรียบเทียบของเก่ากับของใหม่ ที่ผมเห็นได้ชัดมีผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เดิมไม่รวม แต่วันนี้ กลับมารวม อันนี้ไม่มีเหตุผลอธิบาย เผอิญเราพร้อมใช่ไหมครับ ผู้ผลิตเราพร้อมใช่ไหม ที่จะสามารถแข่งขันได้ ก็เลยปรับความครอบคลุมของผลิตภัณฑ์ ที่ผมเห็นชัดเจนว่า เดิมไม่รวมก็คือไบโอฟาร์มาซูทิคัล โปรดักต์ (Biopharmaceutical Product) หรือที่ท่าน เรียกว่าผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุ เดิมไม่รวมครับ ครั้งนี้รวมให้ครอบคลุม ก็ขอทราบเหตุผล นิดหนึ่ง เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วตอนที่เราไปลงนามหรือปี ๒๕๕๒ นี่เราไม่พร้อมใช่ไหม แล้ววันนี้ เราพร้อมใช่ไหมครับ แล้วพร้อมนี่เราจะคาดหวังว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ในกรณีนี้จะเพิ่ม มากขึ้นเท่าไร อันนี้ก็จะได้เป็นข้อมูลที่สำคัญที่จะให้ความมั่นใจกับทางสมาชิกรัฐสภา
พอไปพูดถึงคำแปล ท่านประธานครับ ผมเองก็ต้องกลับไปถาม เพราะว่า ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมปรับปรุงกฎหมายภายในที่เป็นผลจากพิธีสารต่าง ๆ แล้วเรามี ปัญหามากครับ คนที่ควรจะแปลไม่ได้แปล คนแปลที่มีความรู้ไม่มีส่วนร่วมในขั้นตอน ต่อไปเลย แล้วกลายเป็นว่าร่างที่เข้ามาสภาที่ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายบางฉบับ คำแปล ไม่ตรงกัน มีความคลาดเคลื่อน คำว่า ไบโอฟาร์มาซูทิคัล โปรดักต์ (Biopharmaceutical Product) เอง ท่านกูเกิล (Google) เดี๋ยวนี้เลยครับ ถ้าท่านกูเกิล (Google) เดี๋ยวนี้เขาใช้ คำว่าชีวเภสัชภัณฑ์ แต่ของประเทศไทยฉบับที่เข้าสภามานี้เราใช้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุ เอาอะไรแน่ครับ เอาอะไรแน่ แล้วก็คนที่แปลนี่ครับ จริง ๆ ถ้าจะแปลคำแปลของพิธีสาร หรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นมาตรฐานมันต้องมีการรับรองของกรมสนธิสัญญา ของกระทรวงการต่างประเทศ อันนี้รับรองมาหรือเปล่า ผมสังเกตนะครับ มีหลายความตกลง ที่เข้า ครม. ไปแต่คำแปลไม่ได้มีการยืนยัน ก็ไม่ทราบใครแปล แล้วมีความขัดแย้งกันนะครับ อันนี้ต้องถามท่านเลย เพราะเรามีกรมเจรจา เรามีกรมสนธิสัญญา แต่มีหลายกรณีที่พอ เข้าสภามาคำแปลนี้ไม่ใช่ทั้ง ๒ กรมเลยครับ ไม่ได้มีการรับรองเป็นเรื่องเป็นราว และยืนยัน โดย ครม. ตรงนี้เป็นข้อฝากหรือให้ท่านช่วยยืนยันด้วยว่าคำแปลในครั้งนี้เป็นอย่างไรแน่ เพราะแม้กระทั่งเปิดกันเดี๋ยวนี้มันก็ไม่ตรงกันกับที่เขาใช้กันทั่วไป ซึ่งผมยกตัวอย่างไปแล้ว อันนั้นความครอบคลุม ส่วนที่บอกว่าไม่รวมถึง ท่านเพิ่มไปอีกกรณีหนึ่งครับ ที่บอกไม่รวมถึง เพิ่ม เนื้อเยื่อเซลล์และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) ข้อตกลงเดิมไม่มีครับ ตรงนี้ใส่เข้าไป เพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่ไม่ให้ครอบคลุมอยู่แล้วนะครับ เดิมไม่มี แต่วันนี้ใส่เข้าไป อันนี้ช่วย อธิบายเหตุผลหน่อยครับว่าเป็นเพราะอะไร เราจะได้มีความเข้าใจ
ประการที่ ๒ ในข้อตกลงทุกข้อตกลงดั้งเดิมเลยนี่มันมีเรื่องรีซิพรอซิตี (Reciprocity) ต่างตอบแทน ในเนื้อหาของการปรับปรุงครั้งนี้ท่านจะมีประเด็นเรื่อง ต่างตอบแทนเป็นส่วนหนึ่งด้วยหรือไม่ อันนี้ไม่ชัดครับ และแม้กระทั่งการต่างตอบแทนเอง กฎหมายของประเทศไทยหลายฉบับที่ปรับปรุงไปคนเข้าใจมีน้อยมากเลยนะครับ แล้วที่ ปรับปรุงไปมีหลายกรณี ในเอ็มอาร์เอ (MRA) ของอาเซียน (ASEAN) เองนี่ไม่เขียนให้ชัด ทั้ง ๆ ที่กฎหมายประเทศอื่นเขียนชัดมาก กฎหมายประเทศอื่นถ้าท่านไปดูจะบอกเลยนะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างฟิลิปปินส์ เขาจะบอกเลยว่าถ้าประเทศไทยไม่ให้สิทธิเขาเขาจะไม่ให้ สิทธิเรา แต่คนที่จะต้องพิสูจน์สิทธิคือคนยื่น คนยื่นนะครับไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่เรกกูเลเตอร์ (Regulator) ด้วยนะครับ คนยื่นขอซึ่งเป็นผู้ประกอบการ ตรงนี้ทำอย่างไรกระบวนการ ของเรานี่ไม่ชัดเลยเอ็มอาร์เอ (MRA) ของเราเกือบทุกฉบับพอไปปรับปรุงกฎหมายภายใน แล้วไม่มีความชัดเจนในเรื่องต่างตอบแทนเลยและไม่มีการนำกฎหมายที่ประเทศอื่น มีการปรับปรุงไปแล้วกลับมาทวนดูด้วยว่าเราควรจะมีมาตรการอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่า เรายังอ่อนมากในเรื่องมาตรการต่างตอบแทน ก็ฝากท่านไว้เวลาท่านไปปรับปรุงกฎหมาย ภายในเขียนให้ดีครับ
ประการต่อมา มาตรา ๗ ที่มีการแก้ไขไป ให้เวลา ๕ ปี ยืดได้อีก ๒ ปี อันนี้ ท่านต้องยืนยันว่า ๕ ปีกับ ๒ ปี ความพร้อมภาคเอกชนมีพอไหม ความพร้อมเรกกูเลเตอร์ (Regulator) มีพอไหม ความพร้อมภาครัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีพอไหม ถ้าไม่พร้อม จะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันมีแผนยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงไหมครับ หน่วยงานของท่าน ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ก็ต้องฝากถามท่านครับ
ประการต่อมาครับ ผู้ประกอบการน่าจะได้ประโยชน์ แต่ผู้ประกอบการเรา ไม่เคยมีรายละเอียดนะครับ เราบอกมี ๑๗๐ ราย แต่ส่วนใหญ่ผู้ผลิตยาไม่ใช่ไทยแท้นะครับ เป็นลูกครึ่งเสียเยอะครับ หรือแม้กระทั่งเป็นต่างชาติเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี บางคนมี ฐานการผลิตนอกประเทศด้วยแต่อยู่ในอาเซียน (ASEAN) เช่นกัน ฉะนั้นฐานการผลิตที่อยู่ใน อาเซียน (ASEAN) เอง แต่เจ้าของเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในไทยได้สิทธิไหมครับ ตรงนี้ ต้องมีความชัดเจน ก็ฝากท่านไว้ให้ช่วยตอบนิดหนึ่ง มีข้อเสนอจากในช่วงกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นนะครับ สรุปมี ๓ ข้อ ช่วยตอบนิดหนึ่งว่าท่านจะทำอย่างไร ข้อแรก มีการ ให้ลดค่าธรรมเนียม ท่านจะลดไหม ประการที่ ๒ ฐานการผลิตที่ผมพูดไปแล้วครับ บริษัท ที่จดทะเบียนในไทย มีฐานการผลิตในอาเซียน (ASEAN) ได้สิทธิด้วยไหม ประการที่ ๓ ขอให้มีการระบุวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ยาภายใต้พิธีสารนี้ อันนี้จะทำไหม ๓ ข้อนี้นะครับ แล้วก็ฝากเป็นประการสุดท้ายสรุปครับ ผมคิดว่าจะให้ชัดให้สภานี้สบายใจก็อยากฟังนิดหนึ่งว่า เรามีวิสัยทัศน์อย่างไรในการวางยุทธศาสตร์ของการผลิตยาในลำดับต่อไปนะครับ ผมโยงไป สุดท้ายจริง ๆ ครับ ตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ ครับ ประเทศไทยเคยเขียนแผนยุทธศาสตร์ไว้แล้วว่า ประเทศไทยควรจะเป็นฐานการผลิตของอาเซียน (ASEAN) ในเรื่องของยา และอาเซียน (ASEAN) ควรเป็นฐานการผลิตของโลกในเรื่องของยาเช่นกัน อันนี้มีอยู่ในอีสต์ เอเชีย วิชัน กรุ๊ป (East ASEAN Vision Group) ซึ่งผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งในตอนนั้น ก็อยากถามรัฐบาล ว่าจะดำเนินการตามวิสัยทัศน์นี้หรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ