ธีรัจชัย ยันยกเลิกกฎละเมิดสิทธิในสถานศึกษา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖

ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายเรื่องสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษา โดยเรียกร้องให้ยกเลิกกฎระเบียบที่ละเมิดสิทธิเช่นการบังคับทรงผมและการลงโทษด้วยร่างกาย สนับสนุนให้มีผู้ตรวจการนักเรียนอิสระเพื่อร้องเรียน และเสนอให้เปลี่ยนกิจกรรมเข้าแถวตอนเช้าเป็นการอัปเดตข่าวสารในห้องเรียนแทน

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของมาตรา ๑๔ ผมขออภิปรายในเรื่องของ (๑๑) (๑๒) แล้วก็ (๓/๑) ที่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ กับท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ได้แปรญัตติไว้ ในส่วนของ (๑๑) ก็คือเรื่องต้องมีมาตรการป้องกัน ไม่ให้หน่วยงานของรัฐหรือผู้บริหารสถานศึกษาสั่งการหรือมอบหมายกิจกรรมโครงการใด ๆ อันให้ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หลักได้เต็มกำลังความสามารถ ไม่มีเวลาเพียงพอในการสอน หลักสำคัญของอาชีพครูก็คือการสอนหนังสือ แต่ปัจจุบันนั้นที่ผ่านมาครูไทยไม่สามารถ ให้เวลามากพอกับห้องเรียน นักเรียนได้ เนื่องจากข้อจำกัดมากมาย รวมถึงภาระงานของ ครูนั้นมีมากมายมหาศาลและไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน หรือไม่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์เสริมสร้างความเข้มแข็งให้การศึกษาไทย จากข้อมูลใน ๑ ปีครูใช้เวลาทั้งหมด ๘๔ วันจาก ๒๐๐ วันในปีการศึกษาหรือคิดจำนวนทั้งหมด ๔๒ เปอร์เซ็นต์ที่ถูกใช้กับ งานนอกห้องเรียน เช่น ทำงานเอกสาร งานธุรการ งานพัสดุ งานเฝ้าเวร เฝ้าโรงเรียน การประเมินเพื่อจะให้เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง การอบรมอะไรก็ไม่ทราบซึ่งไม่กับการเรียน การสอน รวมถึงเข้าร่วมโครงการไม่จำเป็น รวมถึงการรับแขกที่มา ซึ่งเหล่านี้ทำให้ครูนั้น ไม่มีเวลาใช้ในห้องเรียนเลยครับ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ถูกมาใช้ตรงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นครูยังถูกการกดทับด้วยอำนาจภายในโรงเรียน เช่น ถูกผู้บริหารใช้งานนอกเหนือ หน้าที่จนครูไม่สามารถทุ่มเทการสอนหรือพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการ ประเมินที่ไม่ยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์กับการเรียน นั่นคือประเมินใช้เอกสารเป็นหลัก และระบบ การบริหารพัฒนาบุคลากรครูยังไม่นำไปสู่ผลลัพธ์แห่งการพัฒนาการศึกษาระยะยาว นั่นคือ ใช้เอกสารเป็นตัวตั้ง ใช้การประเมินอะไรก็ไม่รู้ ครูต้องไปเสียเวลาการประเมินแบบนั้น ใช้เอกสาร ไม่ได้ใช้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียน นี่คือปัญหาใหญ่ครับ เราจำเป็นต้องทำอย่างไรครับ เราต้องคืนครูให้ห้องเรียน ให้นักเรียน เลิกนอนเวร ลดงานเอกสาร ยกเลิกพิธีรีตองในการ ประเมินและการรับแขก เรายกเลิกภาระอันไม่จำเป็น เฝ้าโรงเรียนต้องยกเลิกไปทั้งหมด ลดเวลาธุรการ เราใช้ในส่วนของนำระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบอัตโนมัติให้มากขึ้น เซ็นเอกสารออนไลน์ (Online) รวมถึงจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการให้เพียงพอ ไม่ต้องให้ครูไปทำงาน ธุรการ เราทำได้หรือไม่ครับ ในมาตราเหล่านี้ควรจะระบุให้ชัดว่ารัฐหรือผู้บริหารสถานศึกษา ต้องไม่สั่งการ ต้องทำอย่างนี้ ในเรื่องการประเมินครับ การประเมินส่วนใหญ่ใช้ประเมิน เอกสารและเป็นประเมินฝ่ายเดียว นั่นคือหมายถึงว่าฝ่ายผู้อำนวยการประเมินครู และครูไม่ถูกนักเรียนประเมิน ถ้าเราใช้การประเมินแบบนี้ได้ไหมครับ จัดให้มีการประเมินครู ทั้งผู้บริหารโรงเรียนแบบรอบทิศหรือ ๓๖๐ องศา เพื่อให้ ๑. คือนักเรียนมีส่วนร่วมในการ ประเมินครู ซึ่งทำให้ครูยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจนักเรียนในฐานะผู้รับบริการ การศึกษา ปกติเราฝ่ายเดียวนะครับ นักเรียนไม่มีสิทธิเลย ครูมีอำนาจเหนือทุกอย่าง สามารถที่จะสั่งคะแนน ขัดใจครูไม่ได้ คะแนนไม่ได้ ถ้าอันไหนที่ตรวจใช้ดุลยพินิจ อันนี้ นักเรียนแย่เลยต้องอยู่ใต้อาณัติของครู ควรจะไม่มีประเมิน ๒ อย่าง ครูก็จะใส่ใจนักเรียน นักเรียนก็จะมีความผูกพันกับครูมาก ประเด็นที่ ๒ ก็คือการประเมินให้ครูมีส่วนร่วมในการ ประเมินผู้บริหารโรงเรียน หรือเช่นผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการเพื่อให้ผู้บริหาร ถูกประเมินข้อมูลรอบด้าน ป้องกันการใช้อำนาจในทางไม่ชอบกับครู ปกติผู้มีอำนาจ ผู้บริหารนะครับ ผอ. รอง ผอ. นี้มีอำนาจเหนือมาก ครูไม่กล้าหือว่าอย่างไรก็ตามนั้นหมดเลย ถ้าเราปรับแบบนี้ขึ้นมาให้ครูสามารถประเมินผู้บริหาร ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ก็จะต้องแอกทีฟ (Active) ตัวเอง ไม่ทำงานเช้าชามเย็นชาม หรือไม่ใช้อำนาจนิยมกับครูได้ นี่คือสิ่งในส่วน (๑๒) นะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะขออภิปราย นั่นก็คือในส่วนของ (๓/๑) ซึ่งทาง ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ กับท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ได้แปรญัตติไว้ว่า สถานศึกษาต้องมี สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีการเคารพและคุ้มครองสิทธิของ ผู้เรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา โดยมีช่องทางในการร้องเรียนและดำเนินการ ที่โปร่งใสและเป็นธรรม ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิในสถานศึกษาหรือ การละเมิดสิทธิโดยผู้เรียน ครู หรือบุคลากรทางการศึกษาหรือผู้อื่น เราต้องมีกติกาแบบนี้ ปกติแล้วเมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าเวลามีการกระทำผิด ละเมิดต่อนักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเอาผิดใครได้ ปล่อยปละละเลยตรงนี้ทำให้เกิดขึ้นมา ผมเรียนอย่างนี้นะครับ โรงเรียนจำเป็นต้องเป็นโรงเรียนที่ปลอดภัยและไร้อำนาจนิยม ความปลอดภัย สภาพทางจิตใจ ทั้งในเรื่องของความเครียดจากการเรียนและการเรียนที่หนัก บางทีความเครียดจากการที่มอบการบ้านหนักเกินควร ครูแต่ละคน แต่ละวิชาต่างยัดเยียด อำนาจการบ้านของตัวเองให้เด็กทำโดยไม่คำนึงว่าเด็ก ๆ จะมีเวลาพักผ่อน เวลาทำอะไร เครียด ไม่มีเวลาหาความรู้อื่น ไม่มีเวลาพักผ่อน นี่คือความเครียดที่สร้างให้โดยโรงเรียน ความปลอดภัยในอำนาจนิยม ทั้งในเรื่องการถูกละเมิดสิทธิโดยบุคลากรในสถานศึกษา เช่น การลงโทษโดยการตีวิธีลงแรง ใช้วาจาอย่างรุนแรงในการตำหนินักเรียนทำให้อับอาย ขายหน้า หรือการกล้อนผม การตัดผม หรือรวมถึงการกลั่นแกล้งจากทั้งครูและ เพื่อนนักเรียนด้วยกัน บางทีก็ปล่อยปละละเลยถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรง เหล่านี้เราจำเป็น ที่จะต้องทำให้โรงเรียนปลอดภัย ไร้อำนาจนิยม อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือกฎของโรงเรียนนั้น จะต้องไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนครับ ท่านประธานครับ การออกข้อกำหนดกฎโรงเรียนต้องห้ามเพื่อไม่ให้โรงเรียนออกกฎระเบียบ ของโรงเรียนที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักเรียน เช่น การบังคับเรื่องทรงผม ห้ามยาวกี่นิ้ว กี่เซนติเมตร ถ้าเกิดตรวจแล้วไม่ได้ก็ไปกล้อนผมเขา ตัดผมเขา และให้ไปตัดผม แหว่ง ๆ สภาพจิตเด็กเสียหายนะครับ บางทีก็กางเกงไปออกระเบียบอะไรก็ไม่รู้ กระโปรง ต้องคลุมเข่า กางเกงนักเรียนต้องเหนือกว่าเข่าประมาณ ๑ นิ้ว ไม่เกิน ๑ นิ้ว ถุงเท้าต้องพับ กี่เซนติเมตร ซึ่งระเบียบวินัยไม่ควรเป็นอย่างนั้นครับ หรือคอซองผูกอีกแบบหนึ่งผิด อีกแบบหนึ่งถูก หรือห้ามถือกระเป๋าที่ไม่ใช่ของโรงเรียน เหล่านี้ไม่ใช่การสร้างระเบียบ วินัยเลย แต่ไปสร้างกติกามาทำให้เด็กนั้นเครียดและละเมิดสิทธิ หรือเช่นการลงโทษ การตี การเตะยังมีเลยครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาเสมอ เป็นการใช้อำนาจนิยมที่โดยไม่ชอบ การบังคับให้เด็กบริจาคเงินหรือสิ่งของ ถ้าไม่บริจาคแล้วจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ การบังคับ ให้ซื้อของ บังคับให้ทำกิจกรรมไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในการ ศึกษาไทยมากมายครับ เรื่องเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการอบรมครูและบุคลากรทางการ ศึกษาอื่นให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ ในเนื้อตัวร่างกายของเด็กว่าจะไปละเมิดไม่ได้ จะถือว่าไม้เรียวสร้างคนมันยุคโบราณเกินไป สมัยก่อนใช้ตรงนี้อาจจะดีก็ได้ แต่สมัยนี้ไปตีเด็กเด็กจะจำจนตาย เราสามารถใช้เหตุผล เราสามารถใช้ความอ่อนโยน ใช้ความเข้าใจ คำนึงถึงว่าเบื้องหลังที่เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ที่เด็กมีลักษณะที่แตกต่างกันเขามีลักษณะอย่างไร เข้าไปแก้ไขด้วยเหตุผลด้วยความ ละเอียดอ่อนและอ่อนโยน ขอเรียนอีกอันหนึ่งครับ ถ้าเกิดว่าครูทำแบบนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ การพักใบประกอบวิชาชีพครูเมื่อมีการละเมิดเด็ก เช่น ทำร้ายร่างกายเด็กหรือล่วงละเมิด ทางเพศ มิใช่เอาไปป้องกัน แค่ย้ายโรงเรียนหรือนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยสถานศึกษาอื่นอีก ย้ายอีกก็ไม่ได้ ที่สำคัญคือเราแก้ปัญหาการปกปิดโรงเรียน นักเรียนผ่านการจัดให้มี ผู้ตรวจการนักเรียน หรือสติวเดนต์ออมบุดส์แมน (Student Ombudsman) ที่ขึ้นตรงกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นช่องทางร้องเรียนอิสระจากโรงเรียน ในเขตพื้นที่ ถ้ามีระบบแบบนี้ครูก็จะรู้สึกว่าเกรงใจและไม่กล้าทำ และมีความเด็ดขาด แต่ปัจจุบันนั้นย้ายไปก็ไปทำอย่างอื่น หรือว่าช่วยกันปกปิดในเขตโรงเรียนเอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือการบังคับให้เข้าแถวในโรงเรียน ตอนเช้าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลาอย่างมาก ให้มาตากแดดให้หมดแรงในการเรียน ตั้งแต่ต้น เรื่องนี้สามารถเปลี่ยนได้ไหมครับ เราเปลี่ยนให้เด็กกับครูประจำชั้นเข้ามา ในห้องเรียนมาทำกิจกรรมร่วมกันกับครู มาให้เด็กแต่ละคนกับครูนั้นสามารถอัปเดต (Update) ข่าวสารบ้านเมืองว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว ให้เด็กรู้ข่าวสารดีกว่าไปให้จ้อง ในเชิงของระเบียบวินัย ไปไล่ตีเด็กไม่เข้าแถว เด็กซนก็ไปเอาไม้ไล่ตีแปะ ๆ เอาอะไรไปนั่งตี หรือบางทีให้หมอบกราบ คลาน แล้วก็ให้เข้าแถวตากแดดวันทั้งวันแต่ครูอยู่ในที่ร่ม นี่สิ่งที่ ถูกบังคับเด็กไทยมาตลอดหลายปี หลายสิบปี ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันควรจะหมดไปได้แล้ว และผมเชื่อว่าการที่ขอเสนอแก้ไขของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ที่แก้เพิ่มเติมใน (๓/๑) ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่นี้แล้วเป็นสิ่งที่ควรจะ เกิดขึ้น แล้วก็สิ่งที่ควรจะแก้ไขตามร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ขอบคุณมากครับ