สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา หารือเรื่องร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และเรียกร้องการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๔ ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาและเรื่องการเคารพคุ้มครองสิทธิของนักเรียน
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครปฐม พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๔ ดิฉันได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในวาระแรก ในตอนนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากครูและนักเรียนมากพอสมควร จนถึงตอนนี้ในวาระสองก็ยังมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์อยู่ จะเห็นได้ว่ากรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขให้ถูกจุดเท่าที่ควร ในมาตรา ๑๔ อย่างที่คุณพริษฐ์และคุณกุลธิดาได้สงวนความเห็นไว้ อย่างเช่นใน (๓) เรื่อง แนวทางในการ จัดกระบวนการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนและศักยภาพ ที่ไม่เท่ากันของผู้เรียนตรงส่วนนี้ก็ถูกต้องค่ะ แต่ยังมีอย่างอื่นนอกจากนั้นอีก สิ่งสำคัญ ที่ควรระบุลงไปด้วยให้ชัดเจนนั่นก็คือเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา สถานศึกษา เป็นส่วนสำคัญมากเพราะว่านักเรียนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลานาน ในส่วนนี้ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ จิตใจสำคัญมากต้องมีการเคารพ และคุ้มครองสิทธิของนักเรียน ครูแล้วก็บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาด้วย ในปัจจุบันนี้ โรงเรียนหลายแห่งก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเลย เมื่อสักครู่คุณกุลธิดา กรรมาธิการ ได้ยกตัวอย่างมา ๓ กรณี ดิฉันจะขอยกตัวอย่างเพิ่มเติม เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว คุณต่าย อรนุช ผลภิญโญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล จังหวัดชัยภูมิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวของ นักเรียนผู้มีความหลากหลายทางเพศในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถูกครูจับตัดผมทำให้นักเรียน คนดังกล่าวอับอายเพราะถูกเพื่อนบูลลี (Bully) เมื่อถูกล้อเลียนมาก ๆ เขาก็ตัดสินใจจบชีวิต ตนเอง หลังจากนั้นมีแชต (Chat) หลุดของครูในสถานศึกษาออกมาด้วยบอกว่าถ้าตาย เพราะเรื่องแค่นี้ก็สมควรตาย จะเห็นได้ว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเลย ไม่ว่า จะเป็นตอนที่มีชีวิตอยู่หรือแม้ตอนที่ตายไปแล้ว ในปี ๒๕๖๕ มีเรื่องความรุนแรงในโรงเรียน ปรากฏให้เห็นอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครูที่กาฬสินธุ์ข่มขืนนักเรียน ครูที่หนองคาย ตบและฟันศอกใส่นักเรียน ครูที่ชลบุรีตบเด็กกลางห้องเพราะว่าเขาจำเลข ๑๓ หลัก ที่ใช้ล็อกอิน (Login) เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ครูใน กทม. ถีบและตบหัวเด็กที่เล่นบอล ในห้องเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วทั้งสิ้น แล้วเมื่อเช้านี้เอง ดิฉันก็เพิ่งเห็นข่าวมีนักเรียนในจังหวัดนราธิวาสที่ถูกครูลงโทษให้ลุกนั่ง ๓๐๐ ครั้ง จนต้องส่ง โรงพยาบาลเพราะว่าเดินไม่ได้แล้วก็ตับไตทำงานไม่ปกติ ปัสสาวะไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ต้องระบุเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาและเรื่องการเคารพคุ้มครองสิทธิให้ชัด ไม่ใช่ระบุ แค่การจัดการกระบวนการการเรียนรู้หรือการบริหารจัดการสถานศึกษาเท่านั้น และเมื่อมี การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นเมื่อไรครูต้องถูกพักใบประกอบวิชาชีพทันที ไม่ใช่แค่ให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วอย่างใน (๔) ก็ควรระบุให้ชัดเจนเพิ่มเติมด้วยว่าในแต่ละสถานศึกษาต้องจัดให้มีผู้ปฏิบัติ หน้าที่ในการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้เรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีอีกกรณี ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วเช่นกัน เป็นนักเรียนมัธยมต้นในจังหวัดพัทลุงที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลง ในช่วงที่กำลังจะเปิดเทอม เพื่อนตั้งข้อสังเกตว่าเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม รวมทั้งมีปัญหา ครอบครัวและถูกคำพูดที่บั่นทอนจิตใจจากครูซ้ำเติม สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากสะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว ยังสะท้อนปัญหาสภาวะภายในโรงเรียนด้วย เนื่องจากไม่มีกลไกช่วยเหลือรับฟังปัญหาของเด็ก ๆ ที่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอำนาจนิยมในโรงเรียน ปัญหาการกล้อนผม เฆี่ยนตี ด่าทอ การใช้คำพูด บั่นทอนจิตใจหรือแม้แต่การบูลลี (Bully) กันในโรงเรียน เรื่องเหล่านี้สามารถกระทบจิตใจ และนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ดังนั้นโรงเรียนต้องดูแลนักเรียน ทางด้านจิตใจด้วย อย่างเช่น ให้ทุกโรงเรียนในเบื้องต้นมีนักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นที่สามารถ พูดคุยหาทางออกให้กับนักเรียนที่มีปัญหาได้ แล้วควรพัฒนาทักษะของครูให้มีความรู้ เบื้องต้นเรื่องสุขภาพจิตด้วย เด็กต้องมีที่ปรึกษาที่สามารถปรึกษาได้ทุกเรื่องได้จริง แล้วก็ ไม่พูดจาซ้ำเติมบาดแผลและช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหา ยังมีอีกหลายอนุมาตราที่ควร แก้ไขเพิ่มเติมนะคะ แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัดดิฉันจะขอยกตัวอย่างเพียงเท่านี้ก่อน แล้วขอยืนยันว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขมายังไม่เพียงพอต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ขอบคุณค่ะ