กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ หารือร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษา โดยเน้นการกระจายอำนาจให้ผู้บริหารและคณะกรรมการที่มีตัวแทนทุกฝ่ายรวมถึงนักเรียนมีส่วนร่วมตัดสินใจ พร้อมเรียกร้องให้มีกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องจากการสั่งการของรัฐหรือผู้บริหารที่รบกวนการสอน และผลักดันมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนในโรงเรียน โดยเฉพาะจากอันตรายในสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิจากครู เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระบบการศึกษาอย่างรอบด้าน
เรียนท่านประธานรัฐสภาค่ะ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมาธิการ มาตรา ๑๔ เป็นมาตราที่ครอบคลุมถึงทุก ๆ ชีวิตที่อยู่ ในโรงเรียนอยู่ในสถานศึกษาของรัฐ ไล่ลงมาตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและนักเรียน เป็นมาตราที่วางหลักการการทำงาน เป็นมาตราที่จะบอกว่าหน้าตาของคุณภาพชีวิตของ ทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงเรียนจะออกมาหน้าตาแบบไหน วันนี้ดิฉันขออธิบายหลักการของการสงวน ความเห็นในมาตรา ๑๔ นี้ เพราะเป็นมาตราที่จะกระทบต่อชีวิตของทุกคนค่ะ ชีวิตผู้บริหารจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่ที่ (๑) ผู้บริหารจะมีความอิสระหรือไม่ในการบริหารจัดการ สถานศึกษาอยู่ที่ (๑) ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานวิชาการ การกำหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ การบริหารการเงินและงบประมาณ การบริหารบุคคลและการบริหารงานทั่วไป เหล่านี้ ถ้านึกง่าย ๆ ในองค์กรปกติผู้บริหารควรมีอำนาจที่จะบริหารจัดการและตัดสินใจในประเด็น ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ในสถานศึกษาผู้บริหารไม่สามารถตัดสินใจในประเด็นเหล่านี้ได้ครบถ้วน ทุกประเด็น เพราะติดระเบียบต่าง ๆ ของราชการและติดกรอบวิธีการจัดการที่ยังเคร่งครัด และเข้มงวด แต่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าดิฉันกำลังสงวนความเห็นเพื่อให้ผู้บริหารสามารถ ตัดสินใจทุกอย่างโดยรวบการตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหารเพียงคนเดียว เมื่อเรามองมาตรา ๑๔ (๑) นี้ เราจะต้องดูถึงมาตรา ๒๓ ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย การตัดสินใจ ทุก ๆ เรื่องในโรงเรียนควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารและคณะกรรมการ บริหารสถานศึกษาที่จะต้องมีองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา อย่างชัดเจน โดยดิฉันได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๓ เอาไว้ให้มีนักเรียนเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ นอกจากนั้นใน (๕) ของมาตรานี้ยังควรจะต้องแก้ไขว่าผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาและรับฟังความเห็นจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้เป็นหลักประกันในการตรวจสอบและ ถ่วงดุลการทำงานของผู้บริหารสถานศึกษาและไม่ผลิตซ้ำปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นในแวดวง การศึกษาไทยก็คือผู้บริหารสถานศึกษาบางคน บางกลุ่มใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ควรจะเป็น และหากผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องรับผิดชอบยังมีอีก ๑ กลไกซึ่งก็คือการบังคับใช้ ใบประกอบวิชาชีพของครุสภาอีกด้วย
กลุ่มคนที่ ๒ ที่อยู่ในโรงเรียนชีวิตของคุณครูพวกเราได้รับฟังภาระงาน ของคุณครูฟังกันมาหลายปีทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม คุณครูยังใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของเวลา ทั้งหมดที่ทำงานไปกับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนหรืองานที่ไม่เกี่ยวข้อง กับนักเรียนโดยตรง ภาระงานเหล่านี้ในมาตรา ๑๔ (๑๑) ก็ได้มีการกล่าวถึงการห้ามมิให้รัฐ ใช้อำนาจเพื่อที่จะสั่งให้ครูไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนของ นักเรียน ดิฉันขอปรับเพิ่มค่ะ นอกจากรัฐแล้วยังมีอีกคนหนึ่งที่สามารถสั่งงานครูได้ก็คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ในส่วนนี้ผู้บริหารสถานศึกษาควรอยู่ในกลุ่มเดียวกับรัฐที่ไม่สามารถ สั่งงานที่จะทำให้คุณครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถหรือทำให้ผู้เรียน ไม่มีเวลาพอในการเรียนการสอน ปรับเป็นหน่วยงานรัฐหรือผู้บริหารสถานศึกษา
คนสุดท้ายกลุ่มคนที่มีความสำคัญที่สุดในโรงเรียนแต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๑๔ กลับไม่ได้พูดถึงประเด็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตของพวกเขา ซึ่งก็คือ ประเด็นด้านความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของผู้เรียน ดิฉันขอเสนอให้เพิ่ม (๓/๑) ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจนักเรียนค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าท่านประธานจะต้องอยู่โรงเรียนอย่างหวาดกลัวไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวประเภทใด ก็ตาม หวาดกลัวว่าห้องเรียนของท่านจะมีฝ้าถล่มลงมาเมื่อไร อาคารเรียนจะถล่มลงมาเมื่อไร ไฟฟ้าจะดูดท่านหรือไม่ที่ตู้กดน้ำ ท่านไม่มีวันเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงแม้เราจะมี หลักสูตรที่ออกแบบโดยโออีซีดี (OECD) ขอมาจากประเทศฟินแลนด์ ขอมาจากประเทศ สิงคโปร์ นักเรียนของท่านก็จะไม่มีวันที่จะได้ใช้สมรรถนะและศักยภาพของพวกเขาได้อย่าง เต็มที่ เพราะพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล ปัจจุบัน มีอาคารเรียนกว่า ๔,๐๐๐ แห่งภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่สุ่มเสี่ยงต่อการถล่ม หรืออาจสุ่มเสี่ยงต่อไฟไหม้ มีเด็กที่จมน้ำและไฟดูดแทบจะทุกปี มีเด็กอย่างน้อย ๑ คนต่อปีติดต่อกันมา ๕ ปีแล้วที่ต้องเสียชีวิตในรถโรงเรียน เหล่านี้เป็น สวัสดิการ สวัสดิภาพพื้นฐานที่เด็กไทยไม่ได้รับมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความปลอดภัย เหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานก็จริง แต่จำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตนักเรียนทุกคนถ้าเขามีชีวิต ที่ไม่ปลอดภัยแล้วเขาจะไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากความปลอดภัย ทางด้านสภาพแวดล้อมแล้ว ยังมีเรื่องของจิตใจที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ท่านประธาน ทราบไหมว่าเกือบ ๑ ใน ๕ ของนักเรียนไทยที่อายุ ๑๓-๑๕ ปีเคยมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย สภาพจิตใจของนักเรียนไทยอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และนอกจากนั้นปีที่แล้วยังมี ครูที่จังหวัดขอนแก่นกล้อนผมนักเรียนจนต้องอับอายและหยุดเรียนไปในที่สุด ปีที่แล้วมีครู ที่จังหวัดสุรินทร์เกณฑ์เด็กมานั่งตากแดดเพื่อพับช้างจนเป็นลมล้มพับ คุณครูที่จังหวัดบุรีรัมย์ ลงโทษเด็กด้วยการใช้ไม้เรียวตีเด็กตามจำนวนข้อที่เด็กไม่ได้ทำการบ้าน เหล่านี้ถือเป็นการ ละเมิดสิทธิของผู้เรียน และแม้ดิฉันจะกล่าวไปเพียง ๓ กรณี ในความเป็นจริงแล้วไม่ควร มีระบบการศึกษาของประเทศใดมีกรณีเหล่านี้แม้เพียงกรณีเดียวค่ะ เราเพิกเฉยต่อ สถานการณ์เช่นนี้มากเกินไปใช่หรือไม่ ดิฉันในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอตั้งคำถามว่า เราไม่ได้ใส่ใจต่อประเด็นพื้นฐาน ทั้งความปลอดภัยด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียน จริงหรือไม่ เหล่านี้เป็นประเด็นที่เราจะต้องเพิ่มเข้าไปใน (๓/๑) และนอกจากนั้นยังเพิ่ม เข้าไปใน (๔) ที่จะต้องรับประกันดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้เรียน รวมถึงครูและ บุคลากรในการศึกษาให้สามารถทำงานในสถานศึกษาได้อย่างมีความสุข ดิฉันถือว่า หลักประกันความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจคือหัวใจและกุญแจดอกแรกในการ จัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ที่มีคุณภาพ และพาผู้เรียนไปจนสุดศักยภาพที่พวกเขามี ดิฉันขอให้สมาชิกรัฐสภาลงมติในมาตรานี้ด้วยการไตร่ตรองอย่างละเอียด เพราะการลงมติ ในมาตรานี้จะเปลี่ยนชีวิตของทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู และนักเรียน เราจะย่ำอยู่กับที่หรือเราจะทำให้พวกเขามีชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น ขึ้นอยู่กับ การลงมติในมาตรานี้ของทุกท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ