มณเฑียร บุญตัน ขออนุญาตประธานสภาฯ นำเสนอข้อมูลผ่านสไลด์ในที่ประชุม หลังแจ้งความประสงค์ล่วงหน้า โดยหารือร่างกฎหมายการศึกษาที่มีการตัดคำว่า "คนพิการ" และลดทอนคำว่า "สิทธิ" เหลือเพียง "โอกาส" ซึ่งเท่ากับถอยหลังในการคุ้มครองสิทธิ จึงเรียกร้องให้คงบทบัญญัติที่รับรองสิทธิคนพิการและการเรียนร่วมอย่างแท้จริงตามมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) นะครับ ซึ่งได้ขอไว้ ก่อนล่วงหน้าแล้ว
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
แล้วผมก็ขออนุญาต ท่านประธานว่าจริง ๆ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับใหญ่ ผมเองมีความเห็นด้วยเห็นต่าง หลายประเด็น โดยรวมนั้นผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าผมจะขออนุญาตอภิปรายในส่วนนี้ ยาวกว่าเวลาปกติ เพราะเหตุว่าผมไม่มีทางเลือกอื่น แล้วผมเองก็ได้ถอนการสงวนความเห็น ในมาตราอื่นทั้งหมดออกไปแล้ว ผมสัญญาว่าฉบับนี้จะอภิปรายครั้งเดียวในอนุมาตราเดียว เท่านั้นครับท่านประธาน จะขอให้ท่านประธานได้โปรดเมตตาให้ผมได้อภิปรายยาวกว่าปกติ ที่เดียวเท่านั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานไม่ขัด ผมจะขออนุญาตใช้เวลาพอสมควรนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้มีที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับการจัดการศึกษา จริง ๆ ร่างของรัฐบาล ตัดคำว่า คนพิการ ออกด้วยซ้ำไป ผมเข้าใจว่าผู้ยกร่างเป็นนักวิชาการทางการศึกษาที่ไม่รู้ กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เข้าใจเรื่องบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิคนพิการ ใช้คำศัพท์ ทางวิชาการ ทางการศึกษา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติที่ใดรองรับก็คือบุคคลซึ่งมีความต้องการจำเป็น พิเศษที่ท่านอาจารย์เฉลิมชัยได้กรุณาพูด ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ เพอร์ซันส์ วิช สเปเชียล นีดส์ (Persons with special needs) ไม่ผิดครับ แต่เป็นคำที่ไม่มีกฎหมาย รองรับเลย รัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเราเป็นภาคีก็ไม่ได้พูดถึง เพราะฉะนั้นการตัดคำว่า คนพิการ ออกไปจากกฎหมายเดิมนั้น จึงเป็นเท่ากับว่าเป็นการ ตัดสิทธิของคนที่มีกฎหมายรองรับออกไป โชคดีที่คณะกรรมาธิการคืนคำว่าคนพิการมาให้ บุคคลซึ่งมีความต้องการจำเป็นพิเศษก็คงไว้ครับ ให้กรรมการนโยบายไปว่ากัน แต่คำว่า คนพิการ ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรองไว้ ไทยเป็นภาคี รัฐธรรมนูญรับรองไว้ มีกฎหมายเฉพาะรับรองไว้ต้องคงไว้ อันนั้นต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ ในร่างของ คณะกรรมาธิการที่ได้ปรับปรุงจากร่างของคณะรัฐมนตรีนั้น มีคำใหญ่อยู่คำหนึ่งซึ่งต้องขอ กราบขอบพระคุณที่ท่านได้รับข้อเสนอก็คือ การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมภาษาอังกฤษ เรียกว่าอินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) ไม่ใช่ยุบโรงเรียนขนาดเล็กไปเรียนรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่เหมือนที่ หลายท่านพูดกัน อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) หมายถึงการจัดการศึกษา ที่หลายท่านเรียกว่า โอบกอด ต้อนรับ เป็นมิตร เข้าใจ สนับสนุนความหลากหลายของผู้คน จัดระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนการสอน วิธีสอน หลักสูตร ตำรา ทั้งหมดนี้ ให้เอื้อต่อการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงและเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ขจัดการ เลือกปฏิบัติทุกรูปแบบรวมทั้งการบูลลี (Bully) รวมทั้งการปฏิเสธไม่รับเข้าเรียน และยังพูดถึง เรื่องบริการสนับสนุนหรือการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล อันนี้เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้น โดยกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีทั้งสิ้น เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิคนพิการ แต่กรรมาธิการรับคำว่าการเรียนรวมไว้ในคำเดียว ผลก็คือว่ากรรมาธิการ คืนคำว่าคนพิการมาให้ ยอมรับคำว่าการเรียนรวม แต่ถ้อยคำอื่นที่เหลือ ถ้าท่านจะได้กรุณา กลับไปดูพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ บทบัญญัติที่รับรองสิทธิทางการศึกษา ของคนพิการ ผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้กำหนดสิทธิไว้ในมาตราใหญ่เลยในมาตรา ๑๐ พูดถึงเรื่องสิทธิในการที่จะได้รับการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ สิทธิในการ ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อบริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา แล้วก็ยังมี รายละเอียดอีกมากมายที่เขียนไว้ คำว่าสิทธิได้ถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง ใน ๑๔ (๘) ครับ คำว่าสิทธินั้นมีความหมายอย่างยิ่ง เมื่อตัดคำว่า สิทธิ ออกไปแล้ว คงไว้ซึ่งคำว่า ได้รับโอกาส เท่านั้น น้ำหนักการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาจึงย้อนยุคไปยิ่งกว่าปี ๒๕๔๒ ทำลาย เจตนารมณ์ของการเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เพราะคำว่าได้รับโอกาส อย่างเหมาะสม มันพึ่งศาลไม่ได้ครับ ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย แต่จัดให้คนพิการเข้าถึง สิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงและเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติมันพึ่งศาลได้ คนพิการ และบุคคลซึ่งมีความต้องการจำเป็นพิเศษถูกปฏิเสธไม่รับเข้าเรียนจากสถานศึกษา ทั่วราชอาณาจักรตลอดเวลา ผู้ปกครองร้องไห้น้ำตาไหลไม่รู้จะพึ่งใคร พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ซึ่งออกล้อกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ได้บัญญัติเรื่องสิทธิเหล่านี้เอาไว้ อย่างละเอียด แต่กำลังถูกภัยคุกคามเพราะมีข่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการจะยกเลิก จะยกเลิก จะเขียนการศึกษาพิเศษซึ่งเป็นชื่อดิสซิเพลน (Discipline) เป็นชื่อสาขาวิชา กฎหมาย ที่รับรองสิทธิพลเมืองจะถูกยกเลิกอีก เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นต้องสงวนความเห็น เพราะต้องทำให้ร่างของคณะกรรมาธิการสมบูรณ์ครับ มีคำว่า คนพิการ ดี มีคำว่า การจัดการเรียนรวม ดี ทันสมัย แต่ตัดสิทธิ ตัดเรื่องของบริการสนับสนุนและการอำนวย ความสะดวกที่สมเหตุสมผล ซึ่งจัดขึ้นเป็นการเฉพาะในสถานศึกษาหรือถ้าจำเป็นจริง ๆ เราจะแยกเป็นสถานศึกษาเฉพาะหรือสนับสนุนให้มีสถานศึกษาเฉพาะก็ได้ คือเอาเรียนรวม เป็นหลัก เรียนแยกหรือสนับสนุนให้เอกชนมาทำเรียนแยกเป็นรองเขียนชัดเจน ศูนย์หลักความเท่าเทียมเป็นธรรมทั่วถึงไม่เลือกปฏิบัติอันนั้นก็ชัดเจนรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แล้วทำไมต้องเน้นในมาตรานี้เป็นพิเศษ ก็เพราะว่ามันไม่มีมาตราอื่นอีกแล้ว มันถอยไปไหน ไม่ได้แล้ว ถ้าที่ประชุมแห่งนี้จะได้นึกถึงลูกหลานที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่านจะเข้าใจว่า โอกาสที่พึ่งศาลไม่ได้มันไม่มีหลักประกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้ดูได้กรุณาฟังที่ผมอภิปราย ไปแล้วจะเห็นได้ว่าร่างของผมไม่ได้ขัดแย้งกับกรรมาธิการ แต่เติมเต็มร่างของกรรมาธิการ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากฎหมาย ปี ๒๕๔๒ ไม่ยิ่งหย่อนแต่เทียบเคียงได้กับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และจะทำให้การศึกษาของไทยไม่เป็นที่ดูแคลนของ นานาอารยประเทศ อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) นั้นเป็นกระแสหลักที่โลก กำลังไป อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) ไม่ปฏิเสธการศึกษาทางเลือก แต่เป็นการศึกษากระแสหลักที่โอบกอดความหลากหลาย โอบกอดความแตกต่าง เป็นมิตร กับทุกความแตกต่าง ผมเสียดายที่มีที่ให้ผมได้พูดเรื่องนี้เพียงในอนุมาตราเดียว และผมก็ ไม่แน่ใจว่าในท้ายที่สุดกระบวนการในการลงคะแนนจะเป็นอย่างไร ผมขอกราบวิงวอน ทุกท่านได้กรุณาเถอะครับ อย่าให้ผมได้ถูกพี่น้องคนพิการและบุคคลซึ่งมีความต้องการ จำเป็นพิเศษมาแช่งชักหักกระดูกผมว่าปล่อยให้บทบัญญัติทางการศึกษานั้นถอยหลังไป ยิ่งกว่าปี ๒๕๔๒ ทำให้พวกเขาขาดหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ ทำให้พวกเขา ไม่มีหลักประกันความคุ้มครองว่าเขาจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอีกต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ