เฉลิมชัย สนับสนุนมาตรา 14 แก้ครูทิ้งห้องเรียน-เพิ่มเวลาสอน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖

เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. มาตรา 14 เพื่อแก้ปัญหาการเลื่อนตำแหน่งครูและภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน พร้อมเสนอให้รับฟังความคิดเห็นนักเรียนและเน้นการเรียนร่วมของผู้พิการและผู้มีความต้องการพิเศษเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและเข้าใจซึ้งกันในสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๑๔ เป็นมาตราที่เป็นตัวอย่างสำคัญของการที่ควรจะปฏิรูป การศึกษาผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เขียนสาระและเจตจำนงที่จะแก้ปัญหา วงการศึกษาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับครูและสถานศึกษา อาทิเช่น ใน (๑๐) การเลื่อนวิทยฐานะ การเลื่อนค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่งของคุณครู ของเดิมประสบ ปัญหาเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าทำให้ต้องทิ้งห้องเรียน ทิ้งสิทธิของตนเอง เพื่อที่จะไปเขียน เอกสารทางวิชาการเพื่อขอเลื่อนตำแหน่ง กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนแก้ปัญหาตรงนี้ชัดเจนว่า การประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งวิทยฐานะและตำแหน่งค่าตอบแทนอื่นของครูให้ใช้ ผลการปฏิบัติงานของคุณครูต่อนักเรียน ให้ใช้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ได้รับการพัฒนา ที่ดีขึ้นจากคุณครูเป็นการประเมิน อันนี้แก้ปัญหาตรงจุดเลยนะครับ เป็นพระราชบัญญัติ มาตรา ๑๔ ที่ดีมาก อีกอันหนึ่งที่แก้ปัญหาเรื่องครูไม่มีเวลาสอนเด็ก เพราะถูกหัวหน้า หน่วยงานสั่งการหรือมอบหมายให้ไปทำกิจกรรมหรือโครงการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอนหรือ การจัดการเรียนรู้ให้กับลูกศิษย์ของตัวเอง ได้ยินเป็นข่าวปรากฏทั่วไป ในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้เขียนแก้ปัญหาไว้ใน (๑๑) ว่าจะต้องมีมาตรการป้องกันมิให้หน่วยงานของรัฐสั่งการ หรือมอบหมายกิจกรรมอันจะทำให้ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การจัดการเรียนการสอน ได้อย่างเต็มที่ ไม่เคยมีการเขียนที่ชัดเจนอย่างนี้ในระดับพระราชบัญญัติมาก่อน แล้วยังเขียน ในวรรคสามต่อไปกำชับด้วยว่าหากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตาม (๑๑) ข้างต้นให้ถือว่าหัวหน้า หน่วยงานนั้นปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอันอาจจะถือว่ามีความผิดทางวินัยได้ด้วย ชัดเจน ว่าใน ๒ วงเล็บที่ผมกล่าวบอกเจตจำนงและเป็นรูปธรรมที่จะทำให้คุณครูมีเวลาสอนนักเรียน มากขึ้น จะไม่ถูกมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องและที่สำคัญคือการได้ ความดีความชอบมาจากผลการพัฒนาของลูกศิษย์ตนเอง ไม่ใช่มาจากการทิ้งลูกศิษย์ ไปทำผลงานทางวิชาการ ดังนั้นในมาตรา ๑๔ ผมจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่และถ้าเราไม่ได้ผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๑๔ ก็จะไม่ถูกบังคับใช้ ปัญหาก็จะยังคงคาราคาซังต่อไป หลายท่านถึงได้พูดว่า ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งข้อเด่นและข้อด้อย วันนี้ผมกำลังชี้ข้อเด่นของมาตรา ๑๔ ว่า น่าเสียดายถ้าเราไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ คุณครูก็จะถูกมอบหมายงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน การสอน คุณครูก็ต้องทิ้งลูกศิษย์เพื่อจะไปทำผลงานทางวิชาการ อันนี้แก้ไขได้ ในส่วน เล็กน้อยที่ผมคิดว่าผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วอยากจะเพิ่มเติมก็คือในวรรคห้า ที่บอกว่าให้รับฟังครูทุกคนในโรงเรียนอันนี้เห็นด้วย แต่ที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คือ ขอให้เติมการรับฟังนักเรียนครับ นอกจากจะฟังจากครูแล้วผู้บริหารโรงเรียนต้องฟังนักเรียน ด้วยว่าเขาอยากได้อะไร เขาชอบอะไร ให้ฟังผู้ปกครอง แล้วก็ให้ฟังคณะกรรมการ สถานศึกษา อันนี้เป็นการเติมเต็มให้สมบูรณ์มากขึ้น ในอนุวรรคห้า อีกอันหนึ่งที่อยากจะ ขอย้ำไว้ก็คือวรรคแปดเราพูดถึงเรื่องความต้องการจำเป็นพิเศษ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งมีผมอยู่ด้วยอยากจะให้เน้นให้ชัดว่าขอให้หมายถึงคนพิการด้วย เพราะว่าในสังคมไทย ที่ไม่ใช่วิชาการยังสับสนว่าความต้องการจำเป็นพิเศษคืออะไร แต่จริง ๆ แล้วสเปเชียลนีด (Special Need) หรือความต้องการจำเป็นพิเศษมันครอบคลุมคนพิการ ก็คือแฮนด์ดิแคป (Handicap) แล้วก็เป็นทางด้านร่างกายก็คือ หูหนวก ตาบอด เป็นใบ้ แขนขาไม่ครบ แต่ขณะเดียวกันเลิร์นนิงดิสซาบิลิตี (Learning Disability) หรือความบกพร่องทางด้านการ เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสมาธิสั้นหรือไม่ว่าจะเป็นออทิสติก (Autistic) เป็นต้น อันนี้เราส่งเสริม ในมาตรา ๑๔ ว่าขอให้ได้มีโอกาสในการได้เรียน ความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งต้องใช้เป็นพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อให้เขามีโอกาสพัฒนาเหมือนเด็กปกติ แต่ที่สำคัญที่เราเติม เข้าไป ขอให้เรียนเป็นบางส่วนเป็นกลุ่มพิเศษ แต่ชีวิตโดยรวมในโรงเรียนขอให้เรียนรวมกับ คนปกติหรือนักเรียนปกติ ซึ่งสามารถทำได้ในทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้พิการและผู้มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษจะสามารถพัฒนาตนเองเมื่อจบการศึกษาแล้วสามารถใช้ชีวิตร่วมกับ คนปกติได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคนปกตินั่นแหละจะได้เข้าใจคนพิการและความต้องการจำเป็น พิเศษมาตั้งแต่เด็ก ๆ มีเพื่อนเป็นคนพิการเป็นความต้องการจำเป็นพิเศษมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอโตเป็นผู้ใหญ่เราไม่ต้องมาสอนผู้ใหญ่ว่าทำไมต้องช่วยเหลือให้โอกาสคนพิการ คนความต้องการจำเป็นพิเศษ เพราะเขาเรียนร่วมกันมาตั้งแต่ต้น เขาเป็นเพื่อนกัน เขาเข้าใจกัน นี่แหละคือสาระของบางวรรคบางวงเล็บของมาตรา ๑๔ ที่ผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยขอเสริมใน ๒ มาตรา แต่ในภาพรวมดีมาก แล้วก็จะเป็นมาตราสำคัญที่ทำให้ สมาชิกเห็นว่าควรจะผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ