สฤษดิ์ บุตรเนียร หารือเรื่องการให้เอกชนเข้าร่วมจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียมและเพิ่มศักยภาพของเด็กไทย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นกรรมาธิการขอสงวนความเห็นแก้ไข เพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑ ดังนี้ครับ มาตรา ๑๑ ให้เป็นหน้าที่และสิทธิของรัฐและเอกชน และบุคคลดังต่อไปนี้ในการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์มาตรา ๖ เพื่อพัฒนาเด็ก ให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ส่วนมาตรา ๗ ให้มีสมรรถนะ ที่สามารถที่จะนำไปดำเนินชีวิตได้ ให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และ มาตรา ๑๐ ผมขอสงวนไว้ใน (๓) ที่เอกชนไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล มีสิทธิในการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ภายใต้กำกับ สนับสนุน ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกของรัฐในการจัดการศึกษาให้บรรลุตามเป้าหมายมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) นั้น ให้รัฐจัดให้มีเงินอุดหนุนให้แก่ผู้เรียนเป็นจำนวนที่พอเพียงสำหรับจัดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการ จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ และมีสิทธิทางด้านภาษีและเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้บรรลุตามเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ที่ท่านก็ให้เอกชนเข้ามาร่วมในการจัดการศึกษาตามมาตรา ๙ แล้ว มาตรา ๕๔ วรรคสาม รัฐเองก็ต้องพยายามที่จะให้รัฐ เอกชนเข้ามาร่วมในการจัดการศึกษา ด้วยการที่จะให้มีคุณภาพ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ เท่าเทียมกัน อาจจะมีผู้อภิปรายเห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วยบ้างบางส่วนว่าเอกชนอาจจะทำไมต้องไปช่วยเหลือด้วยหรือสนับสนุนด้วย อย่างที่เห็นเราน่าจะมุ่งมองไปที่เด็กไทย เพราะทุกคนเป็นทรัพยากรของชาติ ในความ เสมอภาคกันนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นครับ คงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ เอกชน เข้ามาร่วมกันจัดการศึกษาแบ่งเบาภาระของรัฐ ไม่ว่าจะค่าใช้จ่าย การลงทุน และคุณภาพ ก็ตกอยู่กับประเทศชาติโดยส่วนรวมอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราจะมาแบ่งกันว่าเด็กนั้นเป็นอยู่ที่ใคร ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็พยายามจะดึงมาอยู่แล้ว เพราะความร่วมมือเราน่าจะดูที่ ความพร้อม ศักยภาพในการจัดการศึกษาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านอาชีวะ ซึ่งในยุคนี้ ในศตวรรษที่ ๒๑ เราต้องการเด็กที่มีศักยภาพ มีความสามารถ มีความแข็งแกร่งเพื่อที่จะ ต่อสู้กันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะ (๘) ที่ผมขอไว้ให้เอกชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือนิติบุคคล จัดการศึกษาที่จัดทั้งมาตรา ๔๗ (๒) และ (๓) เป็นการศึกษานอกระบบหรือการพัฒนาทักษะหรือการศึกษาตลอดชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จัดให้มีพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุน รวมถึงคำนึงในการที่ประกอบอาชีพ ร่วมกันฝึกอาชีพ สนับสนุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับ เกิดความเชี่ยวชาญ เป็นทักษะสำคัญ ในศตวรรษที่ ๒๑ ให้สอดคล้องกับการจ้างงาน สร้างงาน ให้ผู้เรียนที่จบแล้วมีงานทำ ทุกอย่างนี้มันเป็นไปตามแผนปฏิรูปของประเทศที่ต้องการให้เด็กมีศักยภาพ ภาคสังคม หลายอย่างมีความพร้อม มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านอาชีพมีความถนัดเฉพาะทาง ดังนั้น ผมอยากเรียนให้ทราบว่าเด็กไม่ว่าหลาย ๆ เรื่องท่านก็ยังกำชับหรือลงในเรื่องของ ความเสมอภาคและความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเรื่องของอาหารกลางวันของเด็ก ซึ่งปัจจุบันนี้โรงเรียนเอกชนก็ได้รับเพียง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จริง ๆ แล้วแม้แต่ใน โรงเรียนเอกชนด้วยกันรัฐก็พยายามจะพูดคำว่า เสมอภาค แต่โดยส่วนรวมในการปฏิบัติ การนำนโยบายสู่การปฏิบัติก็ได้หามีความเสมอภาคในตัวของมันไม่ เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่จะเริ่มต้นจากนี้เป็นต้นไปน่าที่จะมองถึง เด็กไทยเป็นตัวตั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้จำนวนเด็กก็ลดลงทุกวัน โดยเฉพาะปีนี้ ปี ๒๕๖๕ เดือนธันวาคมเด็กก็ลดไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน ก็เห็นชัดเลยว่าไม่ว่าจะเป็นแรงงาน จำนวนเด็ก โรงเรียน รัฐบาลเอง ดังนั้นรัฐที่จะมีความจริงใจในการที่จะพัฒนาปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็น กฎหมายแม่บท เป็นกฎหมายหลักของประเทศชาติและจะมีความจริงใจในการที่จะพัฒนา สร้างสรรค์ ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพผ่านไปยังหน่วยงาน ผ่านไปทาง รัฐบาลให้มีความจริงใจในการที่จะแก้ปัญหาประเทศชาติและให้ความสำคัญกับการศึกษา ภาคเอกชนอย่างจริงจังครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ