สุรพล นาควานิช หารือเรื่องสิทธิในการใช้ภาษาในการศึกษา โดยขอให้มีการเพิ่มเติมข้อความในมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้สิทธิในการใช้ภาษาและสื่อในการจัดการศึกษาด้วย โดยไม่มีข้อจำกัด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สุรพล นาควานิช กรรมาธิการ ผู้ขอสงวนความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๑ โดยขอให้มีการเพิ่มเติมข้อความในวรรคสาม ในมาตรา ๑๑ วรรคแรก เราจะมีการพูดถึงสิทธิของบุคคลต่าง ๆ รอบด้านในการจัด การศึกษา แต่สิ่งที่ขาดไปอันหนึ่งก็คือสิทธิในการใช้เครื่องมือที่สำคัญในการจัดการศึกษา คือภาษา เพราะฉะนั้นผมจึงถือโอกาสตรงนี้นำเสนอเพื่อความสมบูรณ์ของมาตรา ๑๑ ว่า ให้สิทธิแก่ประชาชนในการใช้ภาษาและสื่อในการจัดการศึกษาด้วย ดังข้อความที่จะ ขออนุญาตเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ภาษาที่ใช้ในการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ภาษาไทย เป็นภาษากลางและอาจใช้ภาษาแม่ของนักเรียน ภาษาถิ่น ภาษามือ ภาษาหรือสัญลักษณ์ อื่นใดได้อีกด้วย โดยภาษาหรือสื่อนั้นไม่กระทบต่อความสามารถของผู้เรียน หรือเป็น อุปสรรคต่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้จัดการศึกษามีสิทธิที่จะเลือกเรียนรู้และใช้ภาษามากกว่า ๑ ภาษาอย่างไม่มีข้อจำกัด โดยสรุปก็คือเป็นสิทธิและเสรีภาพในการใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ ผมเน้นเพื่อการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นจะเป็นภาษาถิ่น ภาษามือ ภาษากาย ภาษาใจ ได้หมด ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีเหตุผลและมีข้อเท็จจริงที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า มันมีคำกล่าวถึงกันมากในขณะนี้ว่าการใช้ภาษาแม่เป็นภาษาเรียนรู้ของเด็ก จะประสบ ความสำเร็จโดยง่ายและเร็ว กระผมเห็นว่าเป็นความจริงจึงได้นำเสนอมาในวันนี้ ไม่ใช่เป็น ความเชื่อของคนบางกลุ่มบางเผ่า เพียงแต่พวกเราเราทั้งหลายกดกูเกิล (Google) หรือกดหา อินเทอร์เน็ต (Internet) จะเจอในทำนองเดียวกันว่าเป็นดังที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นั้น ตรงกันหมด แม้แต่จะยกตัวอย่างคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการศึกษา ของรัฐบาลนี้ที่ตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๖๑ แห่งรัฐธรรมนูญก็ได้รายงานเรื่องนี้ไว้ด้วย เป็นความจริง โดยสรุปก็คือว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพวกเขาได้รับการสอนเป็นภาษาถิ่นในช่วงแรก ๆ ของการเรียนหรือจะสรุปว่าเด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด เมื่อเรียนด้วยภาษาแม่ความสำคัญด้วยเหตุผลเป็นอย่างนี้ เป็นความจริงครับ ส่วนข้อเท็จจริงประการหนึ่งความจริงในโลกใบนี้ก็คือว่าเราจะไปจัด ในทวีปยุโรปก็ดีหรือในอเมริกาเหนือก็ดี ที่เราเชื่อกันว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญ ทางการศึกษานั้น ประเทศยุโรปแม้เป็นประเทศเล็ก ทวีปเล็ก แต่ประชากรหนาแน่นมีหลาย เผ่าพันธุ์ มีหลายภาษาเยอะแยะไปหมดหรือในอเมริกาเหนือที่มีแผ่นดินใหญ่โตเป็นทวีปใหม่ ก็มีคนอพยพจากทั่วโลกไปอยู่อาศัย ก็จะมีโรงเรียนของตัวเองจากเผ่าของตัวเองใช้เรียน ภาษาแม่ทั้งนั้นครับ ก็มีภาษากลางอยู่ด้วยเขาเปิดโอกาสให้ แม้ในบางรัฐ บางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ก็มีการระบุให้ใช้ภาษาแม่ไว้ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติด้วย นี่เป็นพยานหลักฐาน กระผมขอเวลาอีกนิดเดียวว่าในประเทศไทยเรานั้นเป็นข้อเท็จจริงว่าเรามีชนเผ่าต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีภาษาถิ่นต่าง ๆ อีกหลายภาษา เวลาเราพูดภาษาถิ่นกันแล้ว มันถึงใจ เข้าใจ รู้เรื่องเร็ว แต่พอใช้ภาษาอีกภาษาหนึ่งบางครั้งพูดก็ช้า ความเข้าใจก็ยาก นี่คืออุปสรรค เพราะฉะนั้นในทางการศึกษาจึงควรจะเปิดโอกาสให้ แม้แต่รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๔ ก็ยังให้โอกาสที่จะมีเสรีภาพในการใช้ภาษา การใช้สื่ออย่างไม่มีข้อจำกัด ท่านประธานที่เคารพครับ แท้จริงแล้วภาษาที่ใช้ในโลกนี้มีทั้งมือ ทั้งเท้า ทั้งอาการ ทั้งอากัปกิริยาต่าง ๆ ทั้งภาษาใจที่ผมว่าเมื่อสักครู่นั้น มีนักปราชญ์หลายคนเขาก็พูดว่า ในโลกนี้มีภาษาเพียงภาษาเดียวคือภาษาใจซึ่งมาตรงกับคำกล่าวที่ว่าสื่อความให้เข้าใจ สื่อความให้เข้าถึง สื่อความเพื่อได้พัฒนา เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ ถ้าเราได้ บรรจุความจริงอันนี้ซึ่งเป็นสากลไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยสรุปผมขอสรุปว่า เพื่อประโยชน์ในทางจัดการศึกษาการเรียนรู้ของประชาชนเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของประชาชนที่ไปแอบอ้างว่า ห้ามโน่น ห้ามนี่และเพื่อประโยชน์สร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดการศึกษาตามวรรคแรกนั้น ได้มั่นใจว่าใช้ภาษาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ตราบใดถ้าเรามีความมั่นใจในการจัดการศึกษาแล้ว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแน่นอน ผมก็ขออนุญาตเสนอความดังกล่าวนี้ ต่อท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพครับ