รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖

สุรวาท ทองบุ หารือเรื่องการให้เอกชนรับหน้าที่จัดการศึกษา โดยมีข้อกังวลว่าเอกชนจะไม่หวังผลกำไร และไม่ควรไปเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียนอีก

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ กระผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๑ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตเรียนในส่วนที่แตกต่างไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีมติไว้ มาตรา ๑๑ นี้ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่ ใครจะมีหน้าที่หรือสิทธิในการจัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุการศึกษา ทุกประเภท ทุกระดับการศึกษา ทุกระบบการศึกษานะครับ (๑) บิดา มารดา (๒) บุพการี (๓) เอกชน ผมได้สงวนความเห็นในเอกชนนะครับ เรียนว่าส่วนตัวและพรรคก้าวไกล มีจุดยืนที่จะต้องการโอบรับลูกหลานไทย คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยากดีมีจน ในพื้นที่ ที่เกิดน้อยบนเขา บนเกาะ บนแก่งที่สูงเราก็ต้องการโอบรับ แล้วก็ไปเข้าเรียนในเอกชนเราก็ ต้องการโอบรับโอบอุ้มเขา เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะจัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายให้เป็นไป ในลักษณะที่เทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนของรัฐ แต่ว่าสิ่งที่ผมเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนที่ แตกต่างกันไปนั้น กระผมเพิ่มว่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ต้องเทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้ผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ และหากเอกชนได้รับ การอุดหนุนเช่นนี้แล้วในรายการใดแล้วจะเรียกเก็บจากผู้เรียนอีกมิได้ อันนี้คือข้อที่ ผมกำหนด อันนี้สำคัญมากครับ รัฐอุดหนุนแล้วโรงเรียนก็ไปเรียกเก็บจากนักเรียนอีก ก็เป็นภาระกับผู้เรียนแล้วก็กลายเป็นว่าได้ ๒ ต่อ อันนี้ผมเห็นว่าควรจะมีข้อความท้ายนี้ว่า ถ้าเอกชนนั้นรับเงินอุดหนุนจากรัฐแล้วก็ไม่ควรไปเรียกเก็บอีกครับ (๔) ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาและอุดหนุน ประเด็นที่ผมขอเพิ่มก็คือปัจจุบันนี้ ท้องถิ่นจะไปอุดหนุนโรงเรียนของรัฐที่เป็นลูกหลานของเขาแท้ ๆ เช่นนักเรียนในสังกัด สพฐ. อยู่ในเขต อบต. นั้น ทุกวันนี้ไม่สามารถทำได้ เราก็เพิ่ม และ (๕) เข้าไปว่า ให้ท้องถิ่นอุดหนุน โรงเรียนของรัฐ ซึ่งจัดการศึกษาตาม (๕) ที่จะพูดต่อไป และใน (๔) นี้ที่ผมแปลกแตกต่าง ไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าผมให้ตัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมอบหมายให้ เอกชนมาบริหารจัดการ หรือดำเนินการโดยใช้ทรัพยากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ได้ อันนี้ผมเรียนว่าวันนี้ยังไม่มีการศึกษาใดว่าท้องถิ่นนี้จัดการศึกษาเองซึ่งมีอยู่มากมาย โรงเรียนเทศบาล โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร หรือพัทยาก็จัดการศึกษาอยู่ เรายังไม่พบว่าจะต้องผลักใสหรือว่าไปมอบหมายให้เอกชน ผมคิดว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่หากจำเป็นจริง ๆ เราสามารถใช้กฎหมายรองลงไปได้ ไม่ควรมากำหนดตรงนี้เท่ากับด้อยค่าหรือปรามาสว่าคนของรัฐหรือคนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ วันนี้จึงเกิดการเสียขวัญกำลังใจในเรื่องนี้ว่าต่อไปนี้การศึกษาก็จะยกให้ ภาคเอกชนมาเทกโอเวอร์ (Take Over) ไปหมด แล้วอะไรที่เป็นกังวลอยู่มากมายว่าเขาจะ จัดการศึกษาอย่างไร มีไหมเอกชนจะไม่หวังผลกำไร จะเกิดภาระหรือไม่ (๔) ผมจึงตัดออก ในส่วนนี้ แต่ว่าไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะให้เอกชนทำ แต่วันนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาระบุไว้ในกฎหมายเช่นนี้ มันเป็นการเปิดทางให้รัฐหรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (๕) ด้วยนะครับ รัฐอาจมอบให้เอกชน อันนี้ผมก็เสนอให้ตัดออก มันคล้ายเป็นการเปิดทางแล้วทำให้เสียขวัญกำลังใจ แล้ววันนี้ก็ยังไม่มีผลการศึกษาว่า เอกชนจัดการศึกษาได้ดีกว่าในขณะที่จะรับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย อันนี้ผมเห็นด้วยว่า ให้รัฐอุดหนุนในกรณีที่ไม่เรียกเก็บ ไม่เรียกเก็บและไม่แสวงหากำไร เพราะฉะนั้นแล้ว จึงขอเสนออย่างนี้ว่า (๓) เพิ่มว่า ถ้าเก็บแล้วห้ามเรียกเก็บอีก แล้วก็ (๔) ให้ท้องถิ่นสนับสนุน อุดหนุนโรงเรียนของรัฐได้ แล้วก็ตัดข้อความที่ว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับรัฐ มอบหมายให้เอกชนทำ ถ้าจะให้เอกชนทำเอกชนก็มีกฎหมายอื่นให้เขาทำอยู่แล้ว แล้วก็ยังมี (๓) ว่าท้องถิ่นหรือรัฐก็มีหน้าที่ที่จะไปส่งเสริมเอกชนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เดินหน้า ตั้งหน้าตั้งตา โดยรัฐจัดให้มีคุณภาพเถอะครับ ให้มีมาตรฐานเถอะครับ อย่าได้บอกว่า ไม่มีงบประมาณ อย่าได้บอกว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า การลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นเรื่อง ที่จะต้องเลือกลงทุนเป็นอันดับแรกมากกว่าที่จะไปเพื่อการอาวุธอะไรทั้งหลาย ขอบคุณครับ