สฤษดิ์ ชี้กฎหมายการศึกษารายละเอียดฟุ่มเฟือย ควรเรียบง่ายและวัดผลได้

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖

สฤษดิ์ บุตรเนียร วิพากษ์วิจารณ์ร่างกฎหมายการศึกษาที่กำหนดรายละเอียดฟุ่มเฟือยและนามธรรมเกินไป โดยเรียกร้องให้ลดการบังคับ ปรับให้สอดคล้องกับบริบทจริง และให้อิสระกับครูในการจัดการเรียนการสอนตามสมรรถนะของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการผู้ขอสงวนคำแปรเอาไว้ในมาตรา ๘ นี้ จากมาตรา ๘ นี้ตั้งแต่เป็นคณะกรรมาธิการแล้วเราก็เห็นว่าเป็นกฎมายการที่จะพัฒนาผู้เรียน ให้มีสมรรถนะตามวัตถุประสงค์มาตรา ๖ และปฏิบัติตามมาตรา ๗ ต้องดำเนินการ ตามช่วงวัย แค่คำว่า ต้อง เราคณะกรรมาธิการทุก ๆ ท่านก็เห็นว่าในเมื่อเป็นกฎหมาย เป็นการบังคับ และในการที่จะ แบ่งช่วงชั้นที่ดีอยู่แล้วมาเป็นช่วงวัยถึง ๗ ช่วงวัยด้วยกัน ตั้งแต่เกิดจน ๑ ปี ถึง ๓ ปี แล้วก็ ถึงช่วงชั้นที่ ๗ การศึกษากฎหมายมันเป็นภาคบังคับที่จะต้องปฏิบัติตาม แต่ขณะเดียวกัน เราเขียนไว้อย่างยิบย่อย รายละเอียดฟุ่มเฟือยมากมายไปหมด ลงละเอียด ทั้ง ๆ ที่ ท่านกฤษฎีกาก็บอกแล้วว่ากฎหมายไม่ควรจะเขียนยิบย่อย มากมาย ฟุ่มเฟือย ควรใช้คำที่ กระชับ แต่ท่านก็ทำเอง แล้วอีกอย่างหนึ่งกฎหมายนี่เขียนไว้เป็นนามธรรมทั้งนั้นเลย นามธรรมเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ อย่างความดีเอาอะไรมาวัดล่ะครับ ความสวย ความงาม ความซาบซึ้ง ท่านจะเอาอะไรมาวัดมัน มันไม่ใช่ความร้อนจะเอาปรอทมาวัดได้ว่าใครดี หรือไม่ดี สิ่งเหล่านี้เราไม่ควรเลยที่จะมาเขียนไว้ในมาตราเป็นธรรมนูญของการศึกษา ที่เป็นกฎหมายแม่บทของชาติ แล้วกฎหมายนี่เราต้องใช้ไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ท่านทราบไหม แค่ตัวเลขการเกิดย้อนหลังไป ๕ ปี ปี ๒๕๖๐ คนเกิด ๖๖๐,๐๐๐ คน แต่วันนี้ปี ๒๕๖๕ สิ้นปี เกิด ๕๐๐,๐๐๐ คน ประชากรเข้าสู่ระบบโรงเรียนลดไปถึงปีละ ๔๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คนมาแล้ว วันนี้คนเกิด ๕๐๐,๐๐๐ คน ตาย ๖๐๐,๐๐๐ คน แค่จะให้สมดุล มันก็แย่อยู่แล้ว แล้วการศึกษายิ่งบังคับว่าคนจะต้องเป็นอย่างนี้ จะต้องเป็นเหมือนหุ่นยนต์ จะต้องทำตามปฏิบัติ ๑ ขวบต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางเลยที่จะปฏิบัติกันได้ จริง ๆ แล้ว ครูนี่เป็นบุคลากรที่มีความสำคัญ จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ท่านไม่ต้องมา กำหนดรายละเอียดอะไรขนาดนี้ กำหนดไปทำไมครับ กำหนดแล้วทำไม่ได้ แนวทาง การศึกษาที่เน้นสมรรถนะคือความสามารถ เด็กทุกช่วงวัยมีความสามารถ แต่ความสามารถ ต่างระดับกัน เช่น อนุบาลเขียน ก ไก่ โยก ๆ โย้ ๆ แค่นี้เราก็ถือว่าเก่ง แต่ถ้าเด็ก ป. ๑ ป. ๒ หรือว่าเรียนมหาวิทยาลัย มาเขียน ก ไก่ ได้แค่นี้ อย่างนี้เราก็ถือว่าไม่มีสมรรถนะ ดังนั้น เรื่องของการวัดความสามารถต่าง ๆ แล้วกฎหมายมันเป็นนโยบายกำหนดที่ให้ต้องทำ หรือไม่ให้ทำ ถ้าท่านเขียนมาอย่างนี้แล้วถ้าครูทำไม่ได้ล่ะ แล้วโลกในยุคปัจจุบันนี้เป็นโลก ยุคดิจิทัล (Digital) การเปลี่ยนแปลงนับรายวันกัน เป็นสังคมที่สับสน ซับซ้อน แล้วการศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน คนเป็นคนพัฒนาประเทศชาติ ท่านควรจะให้อิสระกับครูผู้สอน ที่จะกำหนด แล้วรายละเอียดเหล่านี้ควรจะไปเขียนอยู่ที่กฎหมายลูกหรือแผนการสอนโน่น ผมถึงเคยถามในคณะกรรมาธิการที่เราเป็นอยู่ว่า คนที่เขียนนี่ใช่ครูไหม หรือจบครูไหม หรือเข้าใจ ครูไหม พวกเราคณะกรรมาธิการที่อภิปรายไปตั้งมากมาย ล้วนแล้วแต่คร่ำหวอดอยู่กับ การศึกษามา ๔๐ ปี ๕๐ ปี ผมมีความรู้สึกว่าท่านจะเอาอะไรเป็นเส้นตรงที่จะวัดกับเด็ก โดยเฉพาะด้วยเวลาที่จำกัด อย่างช่วงวัยที่ ๕ ท่านบอกว่าต้องรู้จัก เข้าใจหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง จริง ๆ เหล่านี้เด็กควรจะรู้ตั้งแต่ ๑ ขวบโน่น แต่เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะการประหยัด การอดออม การรู้จักใช้เงินซื้อของที่มีประโยชน์เด็กก็เกิดขึ้นได้แล้ว หรือซาบซึ้งในความเป็นศิลปะ ธรรมชาติ ท่านเพิ่งจะมาเริ่มต้นวัย ๑๒ ปี ๑๕ ปี มันจะไม่สาย ไปแล้วหรือครับท่าน เรียนรู้การดำรงชีวิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่งจะมาเรียนรู้ในช่วงชั้น ช่วงวัยที่ ๕ ๑๒-๑๕ ปี มันจะไม่สายไปหรือครับ วันนี้โลกร้อน ภาวะโลกร้อนวิกฤติที่กำลัง เผชิญหน้ากับทุก ๆ คน การเก็บใบไม้มาทำเป็นปุ๋ย ผสมกับมูลสัตว์มันก็เป็นการรักษา สิ่งแวดล้อมแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องใช้คำว่า โกลบัล วอร์มมิง (Global warming) หรือโลกร้อนเลย เด็กเกิดมา ๑ ขวบก็รู้แล้ว เด็กอนุบาลกวาดใบไม้มาขายกิโลกรัมละ ๒ บาท ก็ไม่ต้องเผา มันก็ไม่เกิดมลภาวะ อย่างนี้ครับท่าน ทำไมต้องมารู้จนช่วงวัยที่ ๕ แล้วด้วย เวลาที่จำกัดนะครับ ประเทศชาติก็ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดความเสมอภาค ให้ทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ ท่านครับ สังคมเรามีความเหลื่อมล้ำอย่างสูงอยู่แล้ว เด็กในเมือง เด็กในชนบท โรงเรียน ๓๐,๐๐๐ โรง ที่ต้องหายไป ๑๕,๐๐๐ โรงในอนาคต แค่ดูตัวเลขการเกิดของปีนี้ ๕ ปีข้างหน้า ถ้าลดลงไปปีละ ๔๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คน แสดงว่าตัวเลขตัวนี้ อีก ๑๐ ปีข้างหน้า คนเกิดปีละแสนกว่าคน ผมคิดว่าจะมีโรงเรียนไหม ผมไม่เชื่อเลยว่า การสอนด้วยหลักสูตร ๘ กลุ่มสาระจะคงอยู่ ทั้งที่กฎหมายมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มันเขียนให้สอดคล้องว่าเราต้องสอนแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดสมรรถนะ ถ้าตราบใดยังสอน เป็นรายวิชามันจะเกิดสมรรถนะความสามารถได้อย่างไร เด็กควรจะรู้จักคำว่าอาชีวะ ทั้งที่ รัฐบาลก็เขียนไว้ตลอดเวลาว่าจะส่งเสริมให้เด็กเรียนอาชีวะ ให้มีอาชีพ ให้มีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต แต่ในกระบวนการที่ทำนั้นไม่ได้มีความสอดคล้อง เชื่อมโยง เพราะฉะนั้นกฎหมายต่าง ๆ ที่เขียนออกมาเป็นกฎหมายนั้นแล้ว ท่านครับ ขอให้ เกิดว่ากฎหมายนี้ต้องมีการปฏิบัติได้ เขียนอะไรออกมาแล้ว สร้างอะไรมาแล้ว เครื่องมืออะไรแล้ว วัดไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ แล้วจะเขียนไว้ทำไมครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ