พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายแสดงความกังวลต่อมาตรา ๘ ของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดเป้าหมายการศึกษาแบบตายตัวมากเกินไป โดยชี้ว่ามีปัญหาสามด้าน ได้แก่ ขาดความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งเป้าหมายที่เป็นนามธรรมและวัดผลได้ยาก และไม่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียน จึงเสนอให้ทบทวนปรับปรุงเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลและบริบทที่เปลี่ยนไป
เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น จะขออภิปรายให้สมาชิกรัฐสภานั้น พิจารณาทบทวนแก้ไขมาตรา ๘ ของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... นั้น มีความยาวทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา แต่หากจะมี สักมาตราหนึ่งที่ท่านอ่านแล้วท่านจะเข้าใจได้ทันทีถึงทั้งแก่นความคิดและทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ผมอยากจะชวนท่านอ่าน มาตรา ๘ ครับ มาตรา ๘ เป็นมาตราที่พยายามจะกำหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษา ในแต่ละช่วงวัย โดยการไล่ระบุเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียดยิบเลยว่าเด็กอายุเท่าไร จะต้องมี คุณสมบัติอะไรบ้าง ผมลองนับแล้วรวมกันกว่า ๑๐๗ คุณสมบัติ ท่านประธานครับ การที่ ผมบอกว่ามาตรา ๘ มีปัญหานั้นไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายให้กับ ระบบการศึกษาของเรา เพียงแต่ผมเกรงว่าการตั้งเป้าหมายการศึกษาแบบที่มาตรา ๘ กำลังทำอยู่นั้นจะมี ๓ ปัญหาที่เสี่ยงจะฉุดรั้งให้การศึกษาไทยนั้นหยุดอยู่กับที่หรือว่าถอยหลัง กว่าเดิม ปัญหาที่ ๑ คือมาตรา ๘ นั้นกำลังตั้งเป้าหมายทางการศึกษาที่ไม่มีความยืดหยุ่น หรือคล่องตัวเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ผมพูดเสมอว่าอนาคตการศึกษานั้นต้องอยู่ บนพื้นฐานของการศึกษาอนาคต และในเมื่อโลกแห่งอนาคตก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น หมุนเร็วขึ้น อนาคตเราก็จะคาดการณ์ได้ยากขึ้น เป้าหมายของการศึกษานั้นก็ยิ่งต้องมีความ ยืดหยุ่นมากกว่าในอดีต แต่มาตรา ๘ ฉบับปัจจุบันกลับไปล็อกเป้าหมายของผู้เรียนไว้ อย่างละเอียดยิบ นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่าถึงแม้จะมีใครสักคนหนึ่ง ในสภาแห่งที่มีความเชื่อจริง ๆ ว่าทั้ง ๑๐๐ กว่าคุณสมบัตินั้น เป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับ วันนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าคุณสมบัติเหล่านี้นั้นจะยังมีความสำคัญอยู่ในอีก ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าจะพูดให้เห็นภาพเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเราอาจจะคิดว่าเป้าหมายหลัก ของการศึกษาคือการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน แต่พอตัดภาพมาที่โลกปัจจุบัน ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างมหาศาลผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) เป้าหมายที่สำคัญกว่ามันอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดความรู้ เป็นการพัฒนาทักษะ อย่างเช่น การคิดวิเคราะห์ชุดข้อมูลที่แตกต่างหลากหลาย เมื่อโลกเปลี่ยนเป้าหมายก็ต้องปรับตามได้ และแม้วรรคสุดท้ายของมาตรา ๘ นี้ จะมีการเปิดช่องให้คณะกรรมการนโยบายและ ครม. นั้น สามารถปรับปรุงเป้าหมายได้ในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ก็มีความคลุมเครืออยู่ดีว่าเราจะ สามารถทบทวนเป้าหมายเหล่านี้ได้จริงแค่ไหน อย่างไร ปัญหาที่ ๒ คือมาตรา ๘ นั้นกำลัง ตั้งเป้าหมายการศึกษาที่มีความเป็นนามธรรมสูงและไม่สามารถวัดผลได้จริง แม้เราอาจจะ เห็นต่างกันว่า ๑๐๐ กว่าคุณสมบัตินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญหรือไม่สำคัญแค่ไหน แต่สิ่งที่ผมหวังว่า เราสามารถเห็นตรงกันได้ก็คือว่าเป้าหมายที่เราตั้งนั้นควรจะต้องวัดผลได้จริง ถ้าเราไปไล่ดู ๑๐๐ กว่าข้อในมาตรา ๘ เราจะค้นพบว่าบางข้อนั้นอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ผมยกเพียง ๑ ตัวอย่าง มาตรา ๘ (๕) ที่มีการกำหนดว่าเด็กอายุ ๖-๑๒ ปี จะต้องซาบซึ้งในความงาม ของศิลปะและธรรมชาติ ผมเข้าใจว่าผู้ร่างคงมีเจตนาที่ดีที่อยากจะเห็นเด็กนั้นได้สัมผัส กับงานศิลปะที่แตกต่างหลากหลาย แต่การมาวัดว่าคุณซาบซึ้งในความงามของศิลปะแค่ไหน คงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและถึงทำได้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะก่อประโยชน์ขนาดไหน ดังนั้นคุณสมบัติ อะไรก็ตามในมาตรา ๘ ที่วัดผลไม่ได้ก็ไม่ควรจะถูกกำหนดเป็นเป้าหมาย เพราะจะสร้าง ภาระอย่างมหาศาลในเชิงปฏิบัติและสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความอย่างไม่ตรงกัน ปัญหาสุดท้ายปัญหาที่ ๓ คือมาตรา ๘ นั้นกำลังตั้งเป้าหมายการศึกษาที่ไม่คำนึงถึง ความหลากหลายของผู้เรียนอย่างจริงจัง ในเมื่อเด็กแต่ละคนก็มีระยะเวลาในการพัฒนา ทักษะด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป การตั้งเป้าหมายที่ไปกำหนดตายตัวว่าเด็กอายุเท่านี้ จะต้องเป็นแบบนี้ จึงมีความเสี่ยงมากที่จะทำให้เด็กบางคนนั้นถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรมว่า ไม่สามารถพัฒนาทักษะได้ตามเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนในมุมหนึ่งก็ส่งผลไม่ดีต่อสภาพจิตใจ และความมั่นใจของผู้เรียน และอีกมุมหนึ่งก็สวนทางกับแนวคิดแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ เลิร์นนิง (Personalized Learning) หรือการเรียนรู้เฉพาะบุคคลที่นักการศึกษาหลายคนนั้นอยากจะเห็น เปรียบเสมือนกับการตัดเสื้อที่ให้รูปแบบนั้นเหมาะสมกับเด็กที่มีความถนัดและความสนใจ ที่แตกต่างกันออกไป ความจริงแล้วการที่มาตรา ๘ มาล็อกสเปก (Spec) ว่าเด็กทุกคน ในวัยเดียวกันจะต้องเป็นเหมือนกันหมด ก็สะท้อนให้เราเห็นถึงปัญหาของการศึกษา ในภาพรวมที่มักจะมองข้ามความหลากหลายของผู้เรียนมาโดยตลอด จะมีความชอบ แบบไหนก็ต้องตัดผมทรงเดียวกัน จะถนัดหรือสนใจวิชาอะไรก็ต้องเรียนวิชาเหมือนกันหมด จะมีความคิดเห็นแบบไหนก็ต้องเจอข้อสอบที่บีบให้ให้คำตอบแบบเดียวกัน ท่านประธานครับ เพื่อจะหาทางออกให้กับ ๓ ปัญหาดังกล่าวที่ผมได้พูดไว้ ผมเลยจะขอเสนอให้สมาชิกรัฐสภานั้น พิจารณาทบทวนแก้ไขมาตรา ๘ โดยการปรับเป้าหมายของผู้เรียนจากการแบ่งตามช่วงวัย มาเป็นการแบ่งตามช่วงชั้น อย่างเช่น ปฐมวัย ประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา ควบคู่กับ การโยกเรื่องรายละเอียดของเป้าหมายทั้งหมดออกจาก พ.ร.บ. การศึกษาและไปอยู่ในแผน ระดับอื่นที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัวกว่า ผมทิ้งท้ายด้วยการยืนยันว่าข้อเสนอนี้ไม่เพียงแต่ สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกที่มีระบบการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล แต่ผมเชื่อว่าข้อเสนอนี้ยังคงเป็นหมุดหมายที่สำคัญในการพลิกมุมมอง และทัศนคติของรัฐที่มีต่อการศึกษา พลิกจากมุมมองแบบอำนาจนิยมของโลกแห่งอดีต ที่มักจะมองว่าการศึกษาที่ดีนั้นคือการไปไล่สั่งเด็กว่าจะต้องเป็นแบบนี้ เป็นแบบนั้น มาเป็น มุมมองแบบเสรีนิยมของโลกแห่งอนาคตที่มองว่าการศึกษาที่ดีนั้นคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และโอบรับความหลากหลายแตกต่างของผู้เรียนทุกคนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน