สุรวาท ทองบุ คัดค้านมาตรา 8 โดยมองว่าการกำหนดเป้าหมายการศึกษาในกฎหมายขาดความชัดเจนและไม่สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน จึงเสนอแนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามช่วงชั้น และขอเปิดภาพประกอบผ่านสื่อพรีเซนเทชันเพื่อสนับสนุนการอภิปราย
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไว้สำหรับ มาตรา ๘ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติไว้เช่นนั้น ฝ่ายโสตขอภาพด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ เหตุผล สำคัญที่ผมสงวนไว้ตรงนี้ก็คือว่าเป้าหมายของการศึกษาที่จะระบุไว้ในกฎหมายระดับชาติ ควรเป็นเป้าหมายสุดท้าย เป้าหมายเดียวกันทุกระดับชั้น ทุกประเภทของการศึกษา ไม่ใช่ ลงรายละเอียดยิบย่อย ซึ่งรายละเอียดเหล่านั้นด้วยสภาวะของโลกวันนี้เรียกว่าเป็น โลกยุควูกาเวิล์ด (VUCA World) ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่มีอะไรแน่นอน ซับซ้อนและหาข้อยุติ ยังไม่ได้ จะมากำหนดไว้เป็นกฎหมาย กฎหมายนี้ก็คือกำหนดไว้ให้ทำกับห้ามให้ทำ ถ้าไม่ทำ ก็แปลว่าผิดกฎหมาย ในมาตรา ๘ นี้ยากที่จะเป็นเช่นนั้นที่จะทำได้ในเชิงปฏิบัติ และที่สำคัญ ที่ผมไม่เห็นด้วยคือมันผิดหลักการหลาย ๆ เรื่อง ผิดหลักการความแตกต่างระหว่างบุคคล ผิดหลักการในเรื่องของการจำกัดสิทธิในการที่จะเรียนรู้ และที่สำคัญคือเนื้อหารายละเอียด สมรรถนะที่อยู่ในนี้ ลำดับขั้นตอนพัฒนาการยังไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ยังสับสนอยู่ เป็นเพียงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ เป็นข้อค้นพบของงานวิจัยบางฉบับเท่านั้น ซึ่งไม่มี ข้อยุติที่จะมาลงรายละเอียดถึงขนาดนี้ และที่สำคัญความหมายของแนวโน้มทิศทาง การจัดการศึกษาของโลกวันนี้คือเรียกว่าเน้นสมรรถนะหรือคอมพีเทนซี เบสด์ เลิร์นนิง (Competency-Based Learning) คอมพีเทนซี (Competency) ขออนุญาตท่านประธานที่ใช้ภาษาอังกฤษ หรือสมรรถนะนั้น จะประกอบไปด้วยความรู้ในเรื่องนั้น แล้วก็ทักษะในการปฏิบัติเรื่องนั้น แล้วก็ทัศนคติ หรือเจตนคติที่ดีต่อเรื่องนั้น หรือโนว์เลดจ์ สกิล (knowledge skill) และแอตทิจูด (Attitude) ในเรื่องนั้น ทุกวันนี้เขาจะไม่ถามว่าใครเรียนช่วงวัยไหน ช่วงชั้นไหน จบอะไรมา เขาจะถามว่า คุณทำอะไรได้หรือมีสมรรถนะอะไร นั่นก็คือคุณรู้อะไร ทำอะไรได้ และคุณรักกับการที่จะทำ เรื่องนั้นหรือไม่ แต่ว่าอันนี้มากำหนดไว้ แล้วต่อไปนี้เราจะถามกันว่าคุณจบช่วงวัยไหน อายุ ๗๐ ปี จบช่วงวัยที่ ๒ ที่ ๓ มันไม่สื่อความหมายว่าเขาจะจบอะไรในเชิงคุณวุฒิ และที่สำคัญคือมันไม่ครบถ้วน ไม่เพียงพอ มันไม่ตอบโจทย์ของประเทศที่ต้องการให้เป็น ประเทศที่เจริญก้าวหน้า มีขีดความสามารถในการแข่งขันกันนานาชาติ ไม่ติดหล่ม ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางตลอดกาลอย่างนี้ ยากมากที่จะนำไปสู่การทำหลักสูตร ไม่ว่า จะเป็นระดับชาติหรือระดับสถานศึกษา และที่สำคัญไปกำหนดให้คณะกรรมการนโยบาย ผมอยากให้สมาชิกรัฐสภา ส.ส. ส.ว. ไปดูคณะกรรมการนโยบายคือใคร เป็นคนที่มากำหนด โพลิซี (Policy) หรือนโยบายหรือจะเป็นเทคนิคเชียน (Technician) กันแน่ จะมากำหนด รายละเอียดได้อย่างไรไปดูนะครับ อันนี้ผมอยากให้ดูตัวอย่างนี่คือร่างที่ร่างมา บอกว่าเป็น ช่วงวัยที่ ๑ แรกเกิดอายุเท่านี้ เท่านั้น จนถึงช่วงวัยที่ ๗ ผมไปดูในสาระที่เขียนในแต่ละช่วงวัย เว้า ๆ แหว่ง ๆ ทั้ง ๗ ช่วงชั้น ไม่รู้โดเมน (Domain) หรือก้อนสมรรถนะคืออะไร ผมลองแบ่งดู ด้านร่างกายก็เห็นแค่นี้อย่างนี้ ผมไปดูเรื่องอารมณ์ อารมณ์นี่ยิ่งชัด ๑ ปี บอกว่าการพัฒนา ทางอารมณ์อายุ ๑ ปี แต่พอมาถึง ๖ ปี บอกควบคุมอารมณ์ได้ มาอีกที ๑๒ ปี ๑๕ ปี รู้จัก ควบคุมอารมณ์ คิดดูครับ ลำดับซีเควนซ์ (Sequences) ซีรีส์ (Series) อะไรทั้งหลาย มันสับสนวุ่นวายแล้วก็เหมือนกับแบ่งงานกันทำ ด้านอาชีพท่านดูนะครับ เวลาน้อยเหลือเกิน รายละเอียด ภาษาต่างประเทศจำกัดอย่างไร ๖ ปี โรงเรียนผมอยากให้เขาใช้ภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวันได้แล้ว ตั้งแต่เกิดถึง ๖ ปี เราใช้ภาษาต่างประเทศได้ อันนี้ก็มากำหนด จำกัดสิทธิว่าคุณจะได้ใช้ตั้งแต่ ๖ ปีไป อันนี้คือเหตุผล เรื่องวิทยาศาสตร์ยิ่งชัด เราแลไม่เห็น เลยว่าตรงไหนเราจะไปสู้กับเขาได้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในช่วงที่ ๖ ที่ ๗ ก็แทบไม่มี เรื่องคุณลักษณะที่ดีเยอะเหลือเกิน ยอมรับนะครับ แต่ว่าก็ เว้า ๆ แหว่ง ๆ ช่วงที่ ๖ ก็ไม่พูดถึง เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ให้อยู่แค่ ๒ ชั้นนี้ ชั้นอื่นไปไหนก็ไม่รู้ เหมือนแบ่งงานกันทำ ใครคิดอะไรได้ก็มาแปะ ๆ ในมาตรา ๘ นี้ มันไม่มีความสมบูรณ์ ทีนี้สิ่งที่ผมเสนอก็คือว่า เราไม่ควรไปจำกัดว่าคอมพีเทนซี (Competency) หมายความว่าใครอายุเท่าไรก็ตาม สามารถทำอะไรได้ เขาก็สามารถที่จะเทียบว่าเขามีคุณวุฒิอะไร มาตรา ๘ นี้คือคุณวุฒิ จัดการศึกษาเพื่อให้ได้คุณวุฒิ ต่อไปนี้จบอะไร จะมีคำตอบว่าจบช่วงวัยนั้นช่วงวัยนี้ ซึ่งไม่สื่อ แล้วผมอายุ ๗๐ ปี แล้วผมมีความรู้ประถมศึกษาก็บอกว่ามีเป็นช่วงวัย ๓ ขวบ ๖ ขวบ อย่างนั้นไม่สื่อความหมาย เราก็เลยเสนออย่างนี้ว่าในมาตรา ๘ นี้ให้กำหนดช่วงชั้น แล้วก็ ให้ชื่อว่าการศึกษาประถมวัยช่วงชั้นที่ ๑ ช่วงชั้นที่ ๒ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ ๓ การศึกษาเพื่อชีวิตและอาชีพขั้นต้นที่เขาจะไปประกอบอาชีพได้ ช่วงที่ ๔ จึงเป็นอุดมศึกษา หรือทักษะอาชีพชั้นสูง และรายละเอียดอะไรทั้งหลายนั้นอย่างที่ผมเรียนมันเปลี่ยนแปลงเร็ว อันนี้จะเขียนไว้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับก่อน ๒๔ ปี ถึงมาแก้วันนี้ และอันนี้เราจะ กำหนดไว้ให้แข็งทื่อ ตายตัว บอนไซ (Bonsai) จำกัดสิทธิเสรีภาพ อิสระของสถานศึกษา จะมีได้อย่างไร เพราะท่านมาบอกว่าอายุเท่านี้ต้องสอนอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อไปนี้ก็จะเกิด การฟ้องร้องกันของเด็กจะบอกว่าครูสอนเกิน ครูไม่สอนตามกฎหมายนี้ก็ได้ และที่สำคัญเรากำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถในเรื่องพวกนี้กำหนดรายละเอียด ไม่ใช่ให้คณะกรรมการนโยบาย เรื่องเวลา ที่จะเรียนก็ยืดหยุ่นได้ตามช่วงชั้นต่าง ๆ ว่าอะไร และมีการเปลี่ยนแปลงก็แก้ไขได้ทันที แต่ถ้าท่านมาเขียนไว้ในกฎหมายนี้แล้วให้คณะกรรมการนโยบาย เมื่อไรจะแก้ได้ในกฎหมาย เพราะหลักสูตรนี้ผมทำหลักสูตรมาตลอดชีวิต ๓๐-๔๐ ปี